52.5K posts

Té banner
Té

@tpmonwan

And when you’re broken on the ground, you will be found.

Joined Eylül 2020
257 Following966 Followers
Té retweeted
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
มีน้องคนหนึ่งทักมาถามหลังไมค์ . เขาบอกว่าเป็นคน "ย้ำคิดย้ำทำ" ทำงานติดเป็นขั้นเป็นตอน อยากให้มันเพอร์เฟกต์ ผลคืองานออกช้า ไม่ทันเส้นตาย หัวหน้าก็ชมว่าคุณภาพดี แต่ติดที่สร้างความไว้วางใจไม่ได้ พอสะสมไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มผิดหวังในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองขาดความรับผิดชอบ ไม่รักษาคำพูด เกิดอาการเบิร์นเอาต์ตามมา และวนเป็นลูปแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงาน . อ่านแล้วใจหายนิดหน่อย เพราะจะว่าไป ก็เคยผ่านเรื่องนี้มาคล้ายๆ กัน . มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่นักเขียน นักออกแบบ คนทำคอนเทนต์ หรือใครก็ตามที่ทำงาน "ที่ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์" น่าจะพอเข้าใจแหละ . เราเปิดไฟล์ขึ้นมาอ่านซ้ำเป็นครั้งที่สิบ คิดว่าตรงนี้น่าจะเขียนใหม่ได้ ตรงนั้นยังไม่ลื่นพอ ย่อหน้านี้ยังไม่คม ทั้งที่งานก็ส่งได้แล้ว ดีพอแล้ว แต่เราก็ไม่ส่ง เพราะเสียงในหัวบอกว่า "มันยังไม่พร้อม" . ต้องสมบูรณ์กว่านี้ . ดีไม่ดี เส้นตายผ่านไปโดยไม่ยอมส่งงานด้วยซ้ำ . อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งของผมเคยพูดประโยคหนึ่งที่ผมจำมาจนถึงทุกวันนี้ . "Done is better than perfect" . เสร็จแล้วดีกว่าสมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อมัน "เสร็จ" เราถึงจะเห็นมันจริง ๆ ได้ฟีดแบ็กจริง ๆ และพัฒนาต่อจากตรงนั้นได้ ส่วนความสมบูรณ์ที่ค้างอยู่ในหัวเรา มันยังไม่มีอยู่จริง . ประโยคนี้ที่จริงมาจาก Sheryl Sandberg อดีต COO ของ Facebook ที่เขียนในหนังสือ Lean In ฟังเผิน ๆ เหมือนเป็นเพียงคำคม แต่ถ้าพิจารณาดี ๆ มันคือปรัชญาของการทำงานในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราจะวางแผนได้ทัน . “‘เสร็จแล้วดีกว่าสมบูรณ์แบบ’ ฉันพยายามยึดประโยคนี้ไว้กับใจ และปล่อยวางมาตรฐานที่ไม่มีวันไปถึงเสียที เพราะการไล่ตามความสมบูรณ์แบบ อย่างดีที่สุดก็แค่ทำให้เราหัวเสีย อย่างแย่ที่สุดคือทำให้เราหยุดนิ่งไปเลย” . มีอีกบทเรียนหนึ่งที่ผมนึกถึงทุกครั้งที่กำลังจมอยู่กับความลังเล อันนี้มาจาก Jeff Bezos . ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2016 Bezos เสนอแนวคิดที่เขาเรียกว่า "high-velocity decision making" หรือการตัดสินใจที่ฉับไว . เขาบอกว่า “การตัดสินใจส่วนใหญ่น่าจะทำได้ด้วยข้อมูลแค่ราว ๆ 70% ของที่เราอยากได้ ถ้ามัวรอจนถึง 90% ในกรณีส่วนใหญ่ก็แปลว่าคุณช้าเกินไปแล้ว และไม่ว่าทางไหน คุณต้องเก่งพอที่จะรู้ตัวเร็ว ๆ เมื่อตัดสินใจผิด แล้วรีบแก้ทาง ถ้าคุณปรับทางได้ดี ความผิดพลาดอาจมีต้นทุนน้อยกว่าที่คิด แต่ความช้านั้น มีค่าใช้จ่ายที่ราคาแพงแน่นอน” . ตัวเลข 70% คือเส้นแบ่งระหว่างความรอบคอบที่เพียงพอกับความช้าที่อันตราย เพราะการมีข้อมูลครบ 100% เป็นไปไม่ได้ในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนตลอดเวลา . แต่ผมว่าที่สำคัญไม่แพ้กันคือสิ่งช่วงครึ่งหลังของประโยค เพราะความเร็วโดยลำพังไม่พอ มันต้องคู่กับทักษะการแก้ทางเมื่อรู้ว่าผิด ลองแล้วผิดในจังหวะเร็ว ๆ มักมีต้นทุนน้อยกว่าการกลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย . อ่านแล้วผมรู้สึกว่ามันสะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่หลายคนมองข้าม . ความเพอร์เฟกชั่นนิสต์มักกลายเป็นความล่าช้าหากเราปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไรกับมัน . และความล่าช้านั้นมีต้นทุน ทั้งความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับคนที่รอเรา และที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพจิตใจของตัวเอง . งานวิจัย meta-analysis ของ Andrew P. Hill และ Thomas Curran ที่ตีพิมพ์ใน Personality and Social Psychology Review (2016) รวบรวม 43 งานศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเกือบหมื่นคน . พบว่า perfectionism จริง ๆ แล้วมีอยู่สองแบบ ที่ดูคล้ายกันแต่คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง . แบบแรกคือ perfectionistic strivings (การมุ่งทำให้ดีที่สุด) เขามุ่งไปข้างหน้าด้วยความตั้งใจ คนกลุ่มนี้แทบไม่เจออาการ burnout เลย . แบบที่สองคือ perfectionistic concerns (ความกังวลว่ามันจะไม่ดีพอ) เขาคอยมองย้อนกลับมาที่ตัวเองด้วยสายตาตำหนิ คนกลุ่มนี้ต่างหากที่ผลวิจัยชี้ชัดว่ามีโอกาส burnout สูงกว่ามาก . ฟังดูคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกันที่ทิศทางของพลังงาน แบบแรกพลังงานพุ่งไปข้างหน้า แบบที่สองพลังงานหมุนวนกลับมาทำร้ายตัวเอง . เพราะฉะนั้นดูเหมือนว่าปัญหาไม่ใช่การ "อยากทำให้ดี" ปัญหาคือ "ความกลัวว่ามันจะไม่ดีพอ" มากกว่า . ที่ทำให้เราเปิดไฟล์มาอ่านซ้ำเป็นครั้งที่สิบ ไม่กล้ากดส่ง รู้สึกผิดเมื่อเห็นข้อบกพร่อง และในที่สุดสภาพจิตใจก็พังในวันที่งานทับซ้อนกันจนหมดแรง . ทางออกของ Bezos และของอาจารย์ผมออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือการเปลี่ยนมาตรฐานในหัว . จากการรอจนได้งานที่สมบูรณ์ มาเป็นการส่งงานที่ "ดีพอ" แล้วเรียนรู้ผ่านการฟีดแบค ไม่ต้องมุ่งรอให้ 100% ทำให้ดีมากพอสัก 70% แล้วลุยเลย . มันไม่ใช่การยอมรับงานคุณภาพต่ำนะครับ อย่าเข้าใจผิด มันคือการเข้าใจว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเสร็จสมบูรณ์ในครั้งเดียว ทุกอย่างที่เห็นแล้วบอกว่าดี ผ่านการ "ส่ง แล้วแก้ แล้วส่งอีก" มาแล้วเสมอ . ผมตอบน้องคนนั้นไปว่าผมไม่แน่ใจว่าจะแก้ได้ไหม เพราะตัวผมเองก็ยังต้องเตือนตัวเองอยู่ทุกวัน แต่ทุกครั้งที่รู้สึกว่าอยากแก้อีกหน่อย อยากเกลาอีกครั้ง อยากให้มันสมบูรณ์อีกนิด ผมจะถามตัวเองว่า "ตอนนี้ฉันอยู่ที่ 70% หรือยัง?" . ถ้ายังไม่ถึง ก็ทำต่อจน ‘ดีพอ’ (good enough) . ถ้าถึงแล้ว ส่งครับ . แล้วค่อยพัฒนาต่อจากตรงนั้น . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
5
423
503
28.1K
Té retweeted
𝘿𝙤𝙢𝙞𝙣𝙞𝙘 (╯°□°)╯
ถ้า #แลนด์บริดจ์ เกิดขึ้นจริงจะมีข้อเสียอะไรบ้าง - ทำลายป่าชายเลนและระบบนิเวศชายฝั่ง - กระทบสัตว์ทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพ - เพิ่มมลพิษทางน้ำและอากาศ (น้ำมัน สารเคมี PM2.5) - เสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง เช่น น้ำมันรั่ว ฟื้นฟูยาก แม้แลนด์บริดจ์จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ต้องแลกอาจเป็นความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทั้งป่าชายเลน สัตว์ทะเล และคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากสูญเสียไปแล้ว อาจไม่สามารถฟื้นคืนได้เหมือนเดิม
𝘿𝙤𝙢𝙞𝙣𝙞𝙘 (╯°□°)╯ tweet media
ไทย
8
2.7K
774
27.7K
Té retweeted
akito said CR詠ZY so do fimmies CRAZY too
แอบสงสัยว่าทำไมสิงคโปร์ที่อากาศร้อนพอๆกัน แต่ public space ดันเยอะ แบบว่ามีคนนั่งวาดรูประหว่างทางเดินไป sentosa เยอะมากทุกช่วงอายุ นี่เพราะว่าต้นไม้เราน้อยกว่า ที่ร่มเราก็น้อยกว่าด้วยมั้ยนะ
ไทย
1
45
14
2.9K
Té
@tpmonwan·
รัก anne hathaway สุดๆ 😭😭
Eesti
0
0
0
6
Té retweeted
HOUSE SAMYAN
HOUSE SAMYAN@houseSamyan·
"จ้องไว้นะเพื่อนยาก อย่าได้กะพริบตาเลย" 👀🥛 พบกับภาพยนตร์คลาสสิก 1 ใน 100 อันดับหนังที่ดีที่สุดตลอดกาลของทั้งสถาบันภาพยนตร์อังกฤษและอเมริกัน ผลงานโดยผู้กำกับอัจฉริยะสุดล้ำ #StanleyKubrick #AClockWorkOrange เริ่ม 15 พ.ค. เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ @houseSamyan 🎟 เปิดจองตั๋วแล้ววันนี้
ไทย
0
72
58
3.6K
Té retweeted
THE STANDARD POP
THE STANDARD POP@TheStandardPOP·
Happy Birthday, Rachel Zegler! ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักแสดงหญิงดาวรุ่งอย่าง Rachel Zegler กลายเป็นนักแสดงคนดังผู้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการแสดงอันยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ West Side Story แต่ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางชื่อเสียงและความโด่งดัง เธอกลับต้องเผชิญหน้ากับมรสุมของคำวิจารณ์ที่มีต่อรูปลักษณ์ภายนอก จากการรับบทบาทเจ้าหญิง Snow White ณ เวลานั้นเธอต้องพยายามรักษาสุขภาพจิตของตัวเองให้มั่นคงเพื่อให้ทำงานต่อไปให้ได้ ซึ่งเธอก็ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร i-D เมื่อช่วงกลางปี 2025 ว่าเธอก็ต้องไปพบจิตแพทย์และต้องจัดการกับความคิดของตัวเองหลายอย่าง จนสุดท้ายเธอก็ค้นพบคำตอบว่า เธอจะไม่ยอมมองว่าตัวเองเป็นเหยื่อ เพราะเธอเชื่อว่าความสุขเป็นทางเลือกที่เราเลือกได้ และทางเดียวที่เราจะผ่านปัญหาต่างๆ ไปได้ ก็คือการหาทางฝ่าไปเท่านั้น “ฉันคิดว่าการมองตัวเองเป็นเหยื่อคือทางเลือก และฉันไม่เลือกมัน ฉันเลือกความสดใส ความสว่าง และความสุข… ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกได้จริงๆ ทุกวันที่ตื่นขึ้นมา ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้” Rachel เผยว่าเธอเสียโอกาสมีความสุขไปตั้งมากมาย เพราะเธอเคยเอาแต่คิดว่า ‘ไม่มีทางที่ฉันจะรอดจากเรื่องนี้ไปได้’ แต่สุดท้ายเธอก็ตอบตัวเองได้ว่า “มันไม่เป็นไรหรอก เธอเอาอยู่น่าดราม่าควีน เธอรอดแน่ อย่ากังวลเลย สุดท้ายเธอจะโอเคเองแหละ” ในวันนี้ที่เธออายุย่างเข้า 25 ปี Rachel Zegler เพิ่งสร้างความสำเร็จให้กับตัวเองอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากงานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่แห่งวงการละครเวที Olivier Award 2026 จากบทบาทนักการเมืองหญิง Eva Perón ในเรื่อง Evita ที่เธอแสดง​ในช่วงปีที่ผ่านมา ณ โรงละครเวสต์เอนด์ และหลังจากนี้ละครเวทีเรื่องนี้ก็จะถูกนำมาแสดงที่บรอดเวย์ในฝั่งอเมริกาช่วงปี 2027 อีกด้วย ดังนั้นนี่จึงถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพนักแสดงของเธอ และเธอก็จะกลับมายึดครองพื้นที่โลกละครบรอดเวย์ด้วยเช่นกัน ภาพ: rachelzegler / Instagram #RachelZegler #PopQuote #TheStandardPop
THE STANDARD POP tweet media
ไทย
0
15
24
3.5K
Té retweeted
RN 🍁 CMS : OPEN
RN 🍁 CMS : OPEN@reine_beammer·
ใครที่อยากพัฒนาตัวเอง​ แต่ยังไม่รู้จะเรียนอะไน แนะนำให้เรียนภาษาเถอะค่ะ😭​ได้ใช้แน่ๆอย่างน้อยก็เปิดโลก​ เปิดโอกาส
ไทย
8
3.9K
5.7K
149K
Té retweeted
Letterboxd
Letterboxd@letterboxd·
happy birthday rachel zegler 💕
Letterboxd tweet mediaLetterboxd tweet mediaLetterboxd tweet mediaLetterboxd tweet media
English
5
637
3.4K
65.1K
Té retweeted
n.fah ♡
n.fah ♡@nebvlaf·
คุณจูรีทวิตนี้ของคุณ Alexis Franklin เป็นศิลปิน Digital Art ที่วาดภาพนี้ในเรื่อง The Devil Wears Prada 2 เนื้อความประมาณว่าเธอโพสต์ไทม์แลปส์วาดรูปนี้ลงไป ทำให้หลาย ๆ คอมเมนต์บอกว่า โล่งใจมากที่ภาพนี้ถูกสร้างโดยคนจริง ๆ (ซึ่งก็คือเธอ) ไม่ได้ใช้ AI ซึ่งเธอก็อยากจะขอบคุณบริษัทนี้มาก ๆ ที่จ้างศิลปินจริง ๆ มาวาด ถึงแม้ว่าภาพนี้จะโผล่เป็นมีมอยู่ในภาพยนตร์แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น สุดท้ายมีคอมเมนต์นึง เม้นต์ว่า “คุณทำให้มันดูเป็น AI ขยะได้เป๊ะมาก” เธอบอกเป็นคำชมที่แปลกดีนะ (ในแง่ดี) 5555555 y — y เล็ก ๆ น้อย ๆ จากคุณจู เรื่อง Picture AI-Generate ค่ะ น่ารักจังเลย 🫳🏻
n.fah ♡ tweet media
ไทย
1
346
343
33.4K
Té retweeted
🐦‍⬛
🐦‍⬛@redariens·
อยากเป็นครัวโลก แต่ไม่ได้สนใจภาคการเกษตร ประมง ปศุสัตว์จริงจัง เอะอะจะสนับสนุนแต่เอกชน ชาวบ้านรายเล็กๆตายเกลี้ยง อยากเป็นhubแรงงาน แต่ไม่รักษาเสถียรภาพทางการเมือง อยากเป็นtravel destinationแต่ไม่รักษาท้องถิ่น โดนนทท.ตกเกรดทำที่เที่ยวโทรมไปตั้งกี่ที่ ประเทศต่อต้านความเจริญ
P⁰³²⁷ แม่น้องเอแคลร์🐶@ParelazZ

ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยากเจริญแต่ไม่สนใจธรรมชาติโคตรๆ ตัดไม้ทำลายป่า ทำลายทะเล ภูเขาสร้างรีสอร์ท ทั้งที่บ้านเราโคตรจะอุดมสมบูรณ์

ไทย
5
10.6K
3.1K
158.3K
Té retweeted
🧩🦥Just realized 💜💚
"งานคุณภาพแบบนี้รักษาและก็ประคองไว้นะคับ.. พยายามอยู่ด้วยผลงานเพลงจริงๆ ให้ได้ พวกคุณคือความหวังของคนชอบฟังเพลง.. บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้ามาตรฐานนี้อยู่ใน KPOP คงจะแมสแบบฉุดไม่อยู่ไปแล้ว" 😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭 #PERSES_TurnMeOn #PERSES #PERSES_TH
🧩🦥Just realized 💜💚 tweet media
ไทย
0
515
413
8.1K
Té retweeted
‏ؘ
‏ؘ@FINlCK·
happy birthday to golden globe winner, olivier award winner and future EGOT rachel zegler.
‏ؘ tweet media
English
0
153
620
6.7K
Té retweeted
Olivia Rodrigo TH 🌸🇹🇭
❝ ฉันอยากทำเพลงรักที่คนฟังแล้วร้องไห้ได้ ❞ 🩷 Olivia Rodrigo ในบทสัมภาษณ์ใหม่กับ @Cosmopolitan โดยผู้สัมภาษณ์คือ Madison Hu เพื่อนสนิทของเธอ ไม่ใช่แค่โปรโมตอัลบั้มใหม่ แต่เป็นบทสนทนาของเพื่อนที่โตมาด้วยกัน ว่าด้วยความรัก มิตรภาพ ความกังวล การเติบโต และการกลับมาสนุกกับการทำเพลงของโอลิเวีย 「 ฉบับแปลไทย 」 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เมื่อ Cosmopolitan ขอให้ฉันเขียนคัฟเวอร์สตอรี่ชิ้นนี้เกี่ยวกับเพื่อนสนิทของฉัน โอลิเวีย ร็อดริโก้ คำถามแรกที่ฉันโยนให้เธอคือ “เอาไพ่มาด้วยได้ไหม?” ส่วนใหญ่แล้ว โอลิเวียกับฉันต้องเผชิญกับปัญหาเดิมๆ คือเราแทบไม่เคยอยู่ที่เดียวกันในเวลาเดียวกันเลย ปกติมักจะเป็นประมาณว่า ไว้เจอกันอีกสองเดือนตอนเธอเข้าเมืองนะ /เธอจะได้พักจากทัวร์ครั้งหน้าเมื่อไหร่? / จริง ๆ แล้วแวนคูเวอร์ไกลจากลอสแอนเจลิสแค่ไหนกันแน่? แต่เช้าวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่นิวยอร์ก เหมือนดวงดาวเรียงตัวกันพอดี เรานั่งด้วยกันในห้องของโรงแรม ฉันใส่ชุดนอน ส่วนโอลิเวียใส่เทรนช์โค้ทกับกางเกงขาบาน และเราอุ่นเครื่องก่อนสัมภาษณ์ด้วยเกมโปรดของเราอย่าง Nertz เกมนั้นดุเดือดทีเดียว และสุดท้ายฉันก็ชนะ ฉันกำลังดื่มด่ำกับชัยชนะ ขณะที่โอลิเวียก็เป็นโอลิเวียเหมือนเดิม... ยุ่งอยู่กับการหาบทเรียนชีวิตจากเกมไพ่หนึ่งตา “เห็นไหม นี่แหละเหตุผลที่ความอดทนสำคัญ” เธอปลอบใจตัวเอง “Nertz คือครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน” แน่นอนว่าเธอพูดเล่น แต่ฉันรู้ว่าเธอก็ไม่ได้ล้อเล่นไปเสียทั้งหมด ส่วนหนึ่งของการโตเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น คือการตระหนักว่าเรามีคำถามมากกว่าคำตอบ และทุกอย่างที่เราเคยคิดว่าป่านนี้น่าจะเข้าใจได้แล้ว ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ มันเป็นการตระหนักรู้ที่น่าหวั่นใจ แต่โอลิเวียเลือกจะเอนตัวเข้าหามัน ขณะเดียวกันก็ยังยึดมั่นกับความอยากเรียนรู้จากทุกสิ่ง ฉันยืนยันได้เลยว่า เหมือนกับที่เธอทำในเพลงของเธอ ในชีวิตจริงเธอเองก็ใช้เวลามากมายกับการตั้งคำถามเหล่านั้น ทั้งคำถามเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน และคำถามใหญ่เทอะทะน่ากลัว ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติแบบเดียวกับที่ผูกเราสองคนไว้ด้วยกันเมื่อกว่าสิบปีก่อน 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เธอเพิ่งอายุ 23 และวันก่อนเธอบอกฉันว่ามันให้ความรู้สึกต่างจากตอนอายุ 22 ตรงไหนเหรอ? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ฉันรู้สึกกลัวน้อยลงเยอะเลย ในทางที่ดี ปีนี้เริ่มต้นได้ดีมากนะ ถึงแม้ในวันเกิดอายุ 23 ของฉันจะมีอีกาตัวหนึ่งอยู่ในสวนหลังบ้านก็ตาม ซึ่งก็... 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: บางทีมันก็มีนกอยู่ในสวนหลังบ้านเฉยๆ นั่นแหละ เมื่อวานตอนเราเล่นไพ่กัน เธอพูดว่าไรนะ? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ฉันมัวแต่มองไพ่ของเธอ แล้วฉันก็แพ้ ฉันเลยพูดว่า “นี่มันเป็นอุปมาของชีวิตชัดๆ เลย ถ้าเรามัวยุ่งอยู่กับการมองไพ่คนอื่น เราก็จะไม่ได้มองไพ่ของตัวเอง” 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ฉันสาบานเลยว่าเธอถอดบทเรียนจากอะไรก็ได้จริงๆ แล้วตอนทำอัลบั้มใหม่ เธอคิดเรื่องอะไรอยู่บ้าง? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้เขียนถึงความสุข ความรัก และแพสชั่น ในแบบที่ฉันไม่เคยทำมาก่อน เพลงใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ของฉันจะเกี่ยวกับความเศร้า ความโกรธ หรือการอกหัก 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เธอรู้สึกไหมว่าการเขียนเรื่องความสุขมันยากกว่า? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: มันไม่ได้ยากนะเวลาฉันนั่งเขียนอยู่คนเดียวในห้อง แต่ปกติมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันเลือกปล่อยออกไป บางทีพอกลับไปฟัง ฉันก็รู้สึกเขินตัวเอง 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: อะไรน่าเขินกว่ากัน ระหว่างการมีความสุขกับการเศร้า? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: การมีความสุขน่าเขินกว่า ฉันเขินนะ แต่ฉันก็เป็นอิสระ เพลงรักที่ฉันชอบทุกเพลงจะมีความเศร้าอยู่ในนั้นด้วย และนั่นแหละที่ทำให้มันสวยมาก เพลงรักที่ดีต้องมีอารมณ์อยู่ข้างหลังมากพอจนมันไปได้ทั้งสองทาง ฉันอยากทำเพลงรักที่คนฟังแล้วร้องไห้ได้ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ความเต็มใจของโอลิเวียที่จะยอมรับความไม่แน่นอน ยอมรับความว้าวุ่นที่มากับการค้นพบว่าตัวเองเป็นใคร ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นเสียงของคนรุ่นเราเช่นกัน มันเริ่มจากซิงเกิ้ล “drivers license” ปี 2021 ที่เธอเขียนตอนอายุ 17 ในช่วงอกหักระหว่างเกิดโรคระบาด และต่อเนื่องมาถึงอัลบั้ม SOUR ที่ดิบ สด และทำลายสถิติในระดับอารมณ์ อัลบั้มที่สองของเธอ GUTS ในปี 2023 เปิดตัวอันดับหนึ่งบน Billboard 200 และมอบสิ่งที่แฟนเพลงหลายสิบล้านคนต้องการพอดี นั่นคือพื้นที่ให้ได้นั่งอยู่กับความเจ็บปวดของการเติบโต และค่อยๆ คลี่ความซับซ้อนของมันออกมาอย่างจริงใจ ผ่านเพลงที่ให้ความรู้สึกทั้งจริงสำหรับทุกคน และส่วนตัวอย่างลึกซึ้งในเวลาเดียวกัน หลังเวิร์ลทัวร์ขายบัตรหมดสองครั้ง แกรมมี่สามรางวัล เทศกาลดนตรีมากมาย และแคมเปญระดับโลกอีกหลายงาน ตอนนี้โอลิเวียกำลังปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่สาม you seem pretty sad for a girl so in love ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ถ้า SOUR พุ่งทะลักออกมาจากการอกหักในวัยทีน และ GUTS ถูกผลิตขึ้นในหม้อความดันของความคาดหวัง อัลบั้มนี้ช้าลงกว่าเดิม เป็นผลลัพธ์ของการแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก “เราแก้อัลบั้มนี้กันหนักมาก” เธอบอกถึงผลงานชุดที่ฉันโชคดีได้ฟังมาตลอดหลายสเตจของการทำงาน ทั้งในเนื้อเพลงและน้ำเสียงของเธอ มีความเบาขึ้นแบบใหม่ สะท้อนสิ่งที่เธอกำลังรู้สึกในชีวิตจริง “มีความสุขอยู่ในขั้นตอนการแต่งเพลงมากขึ้นเยอะเลย” เธออธิบาย “มีบางเพลงที่เศร้าตรงๆ ธรรมดาๆ แต่ก็มีบางเพลงที่สนุกตรงๆ ธรรมดาๆ ด้วย” 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ซิงเกิลแรกของอัลบั้ม “drop dead” อยู่ในฝั่งหลัง ซ่า สดใส และเต็มไปด้วยความหวัง แทบจะเป็นการทำให้เนื้อเพลง “happy and healthy” อันโด่งดังของเธอมีตัวตนขึ้นมาอย่างจับต้องได้ เพียงแต่ครั้งนี้มันจริงใจ และทั้งเพื่อเธอและแฟนๆ ของเธอ เพลงนี้อธิบายความรู้สึกของการมีครัชคนใหม่ได้อย่างพอดี และมันเป็นเพลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เมื่อ 5 ปีก่อน จริงๆ แล้วเพลงไหนๆ ในอัลบั้มนี้ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกัน เพลงเหล่านี้เป็นการตั้งคำถามอีกแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้เต็มไปด้วยคำตอบให้คำถามใหญ่ๆ ของชีวิตก็ตาม เพราะในตอนนี้ โอลิเวียไม่ได้หมกมุ่นกับการต้องไปให้ถึงข้อสรุปเท่าเดิมแล้ว แต่เธอกำลังสำรวจความอดทน ความผูกพันแบบโรแมนติก อิสรภาพ และความสุข ผ่านดนตรีที่รู้สึกจริงกับจุดที่เธอกำลังยืนอยู่ในตอนนี้ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ฉันจำได้ว่าหลังจาก “drivers license” เธอรู้สึกกดดันที่ต้องทำเพลงต่อๆ ไปให้ได้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า กระบวนการแต่งเพลงของเธอเปลี่ยนไปยังไงบ้าง? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ตอนทำ SOUR เราไม่มีเวลามาแก้อะไรมากมาย ทั้งโลกกำลังจับตาดูอยู่ ฉันเขียนเพลง แล้วเราก็อัดกันจริงๆ แล้วปล่อยออกไปเลย พอมาถึง GUTS ฉันกดดันมาก แบบว่า โอ้พระเจ้า ฉันคงไม่มีทางทำเพลงดีๆ ได้อีกแล้ว ตอนนั้นมันไม่ใช่การทำเพลงเพื่อทำเพลงด้วยซ้ำ แต่มันเป็นการทำเพลงเพื่อเอาใจคนอื่น หรือเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: แล้วอัลบั้มใหม่นี้ล่ะ? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: กับอัลบั้มนี้ ฉันรู้สึกจริง ๆ ว่า “ฉันผ่านอัลบั้มที่สองมาแล้ว ตอนนี้ฉันกลับมาสนุกได้อีกครั้ง” ฉันเขียนเพลงเหมือนตอนอายุ 16 คือเขียนเพื่อความสนุกล้วนๆ มีช่วงเวลาที่สวยงามมาก แบบว่า “ว้าว มันไหลออกมาเองเลย” ความรู้สึกนั้นเหมือนการจับผีเสื้อด้วยตาข่ายได้ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: แล้วเธอเปลี่ยนไปยังไงจากคนที่ทำ SOUR เมื่อ 5 ปีก่อน? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ตอนนั้นฉันยังเด็กมาก และรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบอยู่บนบ่าของฉัน เหมือนฉันต้องจัดการทุกอย่างให้ได้ ฉันมีแรงผลักดันนะ แต่มันมีความกลัวอยู่ด้วย ตอนนี้ฉันมั่นใจในตัวเองมากขึ้นมาก แพสชั่และวินัยในการทำงานของฉันมาจากด้านบวกมากกว่า ไม่ได้มาจากความคิดที่เต็มไปด้วยความกลัวเหมือนเมื่อก่อน 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: อะไรทำให้เธอมาถึงจุดใหม่นี้ได้? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันได้เดินทางไปทั่วโลก ได้ขึ้นแสดงบนเวทีงานประกาศรางวัลที่เคยเป็นความฝันของฉันมาตลอด มันเหมือนถูกโยนเข้าไปเรียนรู้ในสถานการณ์จริง ถ้าฉันผ่านสถานการณ์ที่กดดันขนาดนั้นมาได้ ฉันก็ผ่านอะไรไปได้ทั้งนั้น แต่การรู้ว่าฉันมีคนอย่างเธออยู่รอบตัว มันทำให้ฉันขึ้นเวทีแล้วร้องเพี้ยนไปสักโน้ตหนึ่งได้ โดยที่ยังรู้ว่าตัวเองจะยังถูกรักอยู่ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เธอคิดว่าตัวเองรับมือกับความกังวลได้ดีขึ้นไหม? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ฉันยังคงเป็นสายกังวลตลอดไปอยู่ดี ฉันประหม่ามากในสิบโชว์แรกของทัวร์ GUTS มันยากที่ต้องอยู่ไกลบ้านและไม่มีความปกติในชีวิตเลย ฉันสติแตก ระบบประสาทเหมือนล่มไปเลย ฉันยังวิตกกังวลอยู่ แต่มันต่างจากตอนที่ฉันเด็กกว่านี้ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เธอมีกลยุทธ์เวลาเริ่มประหม่าระหว่างการแสดง อยากเล่าให้ทุกคนฟังไหม? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ฉันจะเลือกใครสักคนในคนดู แล้วร้องเพลงให้คนนั้นคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ เหมือนเป็นแค่คนที่อยู่ข้างๆผ แม่ของเธอเคยมาดูโชว์ของฉันที่ The Forum ใน LA แล้วฉันก็เล่นทั้งโชว์เหมือนเล่นให้แม่เธอดูคนเดียว ในหัวฉันคิดว่า เจนนิเฟอร์ต้องชอบอันนี้แน่ๆ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ทัวร์ GUTS สอนอะไรเธอเกี่ยวกับตัวเองบ้าง? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: พูดแล้วอาจฟังดูเชยมากนะ แต่คือพลังของดนตรี ฉันไม่เคยไปฟิลิปปินส์มาก่อนในชีวิต แล้วการได้ไปที่นั่นและเล่นในอารีน่าต่อหน้าคน 55,000 คนมันบ้ามาก ฉันชอบมากที่ได้เห็นเด็กผู้หญิงในฝูงชนร้องเพลงอย่าง “traitor” 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: พวกเธออายุ 12 แล้วก็ร้องว่า “เธอทรยศฉัน” 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: เวลาฉันคุยกับเด็กผู้หญิงอายุ 12 พวกเธอจะเล่าเรื่องของตัวเองให้ฉันฟัง พวกเธอเดินมาหาแล้วพูดว่า “เพื่อนที่โรงเรียนทิ้งหนูไป” ตอนเราเด็ก เรารับทุกอย่างเข้าตัวมาก เราจะคิดว่า “มันต้องเป็นความผิดของฉันแน่ๆ!” แต่พอโตขึ้น มันต่างออกไป 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: มีขอบเขตอะไรที่เธอภูมิใจมากที่ตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ฉันเคยคิดว่าการตั้งขอบเขตคือการพูดว่า “อย่าทำแบบนี้นะ” แต่จริงๆ แล้วขอบเขตคือ “ถ้าคุณทำแบบนี้ ฉันจะตอบสนองและปกป้องตัวเองแบบนี้” มันไม่ใช่เรื่องของการควบคุมคนอื่น แต่มันคือเรื่องที่เราจะตอบสนองยังไง ถ้าใครทำแบบนี้ ฉันจะยังโอเค เพราะฉันมีแผนแล้วว่าตัวเองจะทำอะไร มันทำให้เรามั่นใจและมั่นคงในตัวเองมากขึ้นเยอะมาก แล้วพูดตามตรง การตั้งขอบเขตกับตัวเองก็สำคัญมากเหมือนกัน การบอกว่าตัวเองจะทำอะไรสักอย่าง แล้วทำมันจริงๆ สำหรับฉัน เรื่องโทรศัพท์นี่ต้องเลิกได้แล้ว ไม่อย่างนั้นฉันจะกลายเป็นคนสมองไหลจากการไถหน้าจอ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เติมประโยคนี้ให้สมบูรณ์หน่อย: ถ้าปีหน้าฉันทำ ___ ได้ ฉันจะถือว่าปีนั้นประสบความสำเร็จ 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ต่อให้อัลบั้มของฉันแป้กและไม่มีใครชอบมันเลย แต่ถ้าฉันรู้สึกว่า นี่คือของจริง นี่คือตัวฉัน และฉันอยู่ในที่ที่ฉันควรจะอยู่แล้ว นั่นก็จะรู้สึกเหมือนความสำเร็จ แต่ในด้านส่วนตัว ฉันก็อยากถูกรายล้อมด้วยคนที่ฉันรัก 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ตอนนี้เธออยู่ในเฟสไหนของความรัก? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: โอ้พระเจ้า ฉันอยู่ในเฟสที่สำคัญที่สุดเลย คือความรักแบบมิตรภาพที่กำลังนั่งอยู่ตรงข้ามฉันนี่ไง ความรักแบบเพื่อนสนิท ความรักแบบชุมชน ส่วนการเดทเป็นแค่เชอร์รี่ที่วางอยู่ข้างบนเท่านั้น 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ช่วงหลังๆ เธอได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความรัก ที่อยากให้ตัวเองรู้เร็วกว่านี้? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ความอดทน สิ่งต่างๆ มันเกิดขึ้นในแบบที่มันควรจะเกิดขึ้น มันไม่ควรเป็นอะไรที่เราต้องกำมือแน่นและฝืนมันไว้ตลอดเวลา แล้วก็ เมดิสัน เธอคือความรักที่ยาวนานที่สุดในชีวิตฉัน นอกเหนือจากพ่อแม่ มันเหมือนหนังสือของ Dolly Alderton ที่ฉันอินมาก Everything I Know About Love นั่นแหละ ทุกอย่างที่ฉันรู้เกี่ยวกับความรัก ฉันทำให้เพื่อนสาวของฉัน 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เธอรู้ตอนไหนว่ามิตรภาพของเราอยู่ไปตลอด? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ครั้งแรกที่เราเมาด้วยกันมั้ง ตอนนั้นเราน่าจะอายุ 15 แล้วเราแอบหยิบเหล้าจากตู้เหล้าของพ่อแม่ใครสักคน เราเอามันใส่ขวดน้ำ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เราใช้ฝาขวดน้ำเป็นแก้วช็อต หลังจากโมเมนต์นั้น เราก็ผูกพันกันตลอดไป ฉันคิดถึงวิธีที่เราโตมาด้วยกัน ตอนที่รอบตัวเราไม่ได้มีคนจำนวนมากที่ไม่ชมเราอยู่ตลอดเวลา เพราะงั้นเราถึงค่อนข้างเห็นคุณค่าของการเข้มงวดใส่กัน 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: เธอรู้จักฉันหมดทั้งข้างในข้างนอก แต่ก็ยังรักฉันอยู่ดี และเธอก็กล้าทักฉันตรงๆ เวลาฉันทำตัวไม่โอเค นั่นแหละเพื่อนแท้ บางครั้งเธอก็เข้มงวดกับฉันเรื่องเพลงเหมือนกัน 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ฟังนะ อะไรที่ฟังแล้วดีสำหรับฉัน ก็คือดีสำหรับฉัน 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: วันก่อนฉันเขียนเพลงหนึ่งที่คนอื่นทุกคนชอบ แล้วเธอก็พูดว่า “มันเชยมาก ทำไมถึงเขียนแบบนั้น?” 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ฉันไม่ได้พูดด้วยท่าทางแบบนั้นนะ ฉันพูดว่า “นี่คือประสบการณ์การฟังอย่างตรงไปตรงมาของฉัน ฉันชอบตรงนี้มาก แต่ฉันติดอยู่กับท่อนหนึ่ง เพราะมันฟังดูเชยสำหรับฉัน” 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เธอคิดว่าเราก็เข้มงวดต่อกันเรื่องคนที่เราเดทด้วยเหมือนกันไหม? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: มันไม่ใช่ว่าเราตัดสินกันเองนะ แล้วตัวคนรักก็ไม่ใช่ประเด็นหลักด้วย ประเด็นคือเราถามกันว่า เพื่อนของฉันเป็นใครในความสัมพันธ์นี้? คนคนนี้ทำให้เธอรู้สึกกับตัวเองยังไง? เธอมีความสุขไหม? แล้วเพื่อนรักของฉันได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริงกับคนคนนี้หรือเปล่า? 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เธอคิดว่าความสัมพันธ์ของเรามีผลต่อวิธีที่เธอเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์โรแมนติกไหม? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ไม่เลย จริง ลๆ เราน่าจะเอามันไปปรับใช้บ้างนะ พูดตามตรง แต่ถึงอย่างนั้น เธอเป็นราศีเมถุน และผู้ชาย 3 จาก 5 คนที่ฉันเคยเดทในชีวิตก็เป็นราศีเมถุน 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: เราสองคนให้ค่ากับอารมณ์ขันมาก เราหัวเราะกันแบบไม่มีใครสู้ได้เลย นั่นเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของฉันเวลาจะเดทกับใครสักคน เขาจะโอเคไหมถ้าต้องมานั่งเล่นไพ่และใช้เวลากับฉันกับเมดิสัน? ถ้าเขาเข้ากับสิ่งนี้ไม่ได้ เขาก็เข้ากับฉันไม่ได้ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: คนรักของเธอไม่เคยเหมือนฉันเลยสักนิด 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ไม่เหมือนเลยซักนิด แต่ฉันจะบอกว่าฉันกำลังมองหาความรู้สึกสบายใจแบบเดียวกับที่ฉันรู้สึกเวลาอยู่กับเธอ และความสนุกในระดับที่ฉันมีกับเธอ ฉันก็อยากมีกับคนรักของฉันเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีผู้ชายคนไหนเคยทำให้ฉันหัวเราะได้หนักเท่าที่เธอทำให้ฉันหัวเราะเลย แม้แต่หนึ่งในสี่ก็ยังไม่ถึง 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เป้าหมายอะไรที่เธอมีให้ตัวเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เราคุยกันมาทั้งหมดจนถึงตอนนี้? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ตั้งแต่ฉันยังเด็กมาก ฉันก็ทำงานหนักมาตลอด ฉันอยากมีงานอดิเรกมากขึ้น มีอย่างอื่นที่ทำให้ฉันมีแพสชั่น ฉันมีเพื่อนๆ และมีงานของฉัน แต่ฉันรู้สึกว่ายังมีพื้นที่ที่สามอีกอย่างที่ฉันแตะเข้าไปได้ 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: งานอดิเรกอย่างแรกในลิสท์คืออะไร? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ฉันหมกมุ่นกับโยคะมาก ฉันพยายามชวนเธอไปด้วยตลอด 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: เธอเก่งมากนะ เธอทำแฮนด์สแตนด์ได้แล้ว 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: กับการแต่งเพลง ฉันอยากเก่งขึ้นอยู่เสมอ แต่มันไม่ได้มีเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนขนาดนั้น แต่กับโยคะ มันเป็นแบบว่า โอ้โห ตอนนี้ฉันเอามือแตะพื้นได้แล้ว มันดีนะที่มีอะไรแบบสองทางชัดๆ คือทำงานหนักจำนวน X แล้วได้ความก้าวหน้าจำนวน Y 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: ถ้าย้อนกลับไปวันแรกที่เราเจอกันได้ เธอจะบอกอะไรกับโอลิเวียคนนั้น? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: โอลิเวียในเสื้อสเวตเตอร์สีเหลืองที่ดูเหมือนมีขนไม้ถูพื้นติดอยู่เต็มไปหมดน่ะเหรอ? ฉันจะบอกเธอว่าอย่าใส่บางชุดที่เธอเคยใส่เลย แล้วก็น่าจะมีผู้ชายสักคนสองคนที่ฉันจะพูดว่า “สาวน้อย เธอไม่ต้องพาตัวเองไปลำบากกับเรื่องนี้ก็ได้นะ” 𝗠𝗮𝗱𝗶𝘀𝗼𝗻: แล้วเธออยากให้เฟสต่อไปของชีวิตรู้สึกเป็นแบบไหน? 𝗢𝗹𝗶𝘃𝗶𝗮: ฉันอยากรู้สึกมีพลัง รู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้ และเป็นคนตัดสินใจเอง ฉันอยากรู้สึกสร้างสรรค์มากๆ ช่วงนี้ฉันมีความสุขมากจากการได้อยู่ใกล้คนที่ฉลาดและเท่ เธอคือคนอันดับหนึ่งในหมวดนั้นเลย เพราะงั้นก็อยากให้มีอะไรแบบนั้นมากขึ้น 🌸
Olivia Rodrigo TH 🌸🇹🇭 tweet media
ไทย
0
221
225
8K
Té retweeted
maeper
maeper@blauechapter·
ถ้าเกิดปี 2004 / 2005 เราจะได้เพลงของ olivia rodrigo ที่มีเนื้อเพลงพูดถึงความรู้สึกของคนวัยนั้นและปล่อยออกมาตอนเราอายุเท่าในเพลง ตอน brutal ออก นี่อายุ 17 ตอนอัลบั้ม guts ออกฉันก็ 19 จริง ๆ บั้มใหม่จะมีอีกไหม ชีวิตวัย 22 😭
maeper tweet mediamaeper tweet media
ไทย
1
1.2K
1.3K
38.4K
Té retweeted
maeper
maeper@blauechapter·
‘ก็เขาบอกกันว่า ไม่ควรปล่อยรักดี ๆ ให้หลุดมือไป ฉันเลยยอมใจเย็นและคอยให้อภัย เธอให้ได้แค่นี้ก็เอาแค่นี้ แต่มันไม่เคยพอเลย เพราะรู้ดีว่ากว่าจะได้รับความรัก ฉันก็ต้องคอยอ้อนวอน—ใช่ ต้องร้องขอ ถึงจะได้มันมา’ — begged, olivia rodrigo
ไทย
0
2.9K
2.2K
83.9K
Té retweeted
Pop Pulse
Pop Pulse@PopPulseZ·
Happy 25th birthday to Rachel Zegler!
Pop Pulse tweet mediaPop Pulse tweet media
English
5
69
732
6.6K
Té retweeted
วอเทอร์
วอเทอร์@shuimeanswater·
แนะนำให้ทุกคนลอง Solo Trip ตปท. สักครั้งในชีวิต ปจบ. 24 เพิ่งไปลองโซโล่ที่ ญป. (รอบเกาะ Kyushu) มาคนเดียวครั้งแรก 7 วัน นั่งรถไฟ รถบัส ตุเลง ๆ -- เป็นช่วงเวลาที่สั้นแต่รู้สึกโตขึ้นมาก ๆ มุมมองต่อโลก ต่อปัญหาเปลี่ยนไป กล้า approach คนมากขึ้น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น แคร์คนอื่นน้อยลง
วอเทอร์ tweet mediaวอเทอร์ tweet mediaวอเทอร์ tweet media
BoobleSweet@28marble10

ใครจะว่าคุณไม่เก่ง ไม่ได้เรื่อง อย่าไปเชื่อ ลองไปเที่ยวตปท. Solo trip ดู จิตวิญญาณของการผจญภัย และนักท่องยุทธภพ การเอาตัวรอด การศึกษาผู้คน รู้จักปรับตัว มันจะออกมาตอนนั้นหมด หลงทางก็นั่งกลับ ตกรถไฟ ก็ซื้อขึ้นใหม่ ปักหมุดผิด พาไปได้มุมมองแปลกโคตรดี ชีวิตเราล้วนต้องการอิสระ

ไทย
6
654
602
71.6K
Té retweeted
♥️🧸 ᵖαяK⁹`³⁵⁷ | 💜 방탄소년단 💜
เคยไปคนเดียวบ่อยมากหลายๆที่ต่างกันด้วย เราได้ค้นพบว่าการเที่ยวคนเดียวก็ไม่ได้แย่เลยนะ ได้ใช้ความคิดกับตัวเอง เดินดูบ้านเมืองเค้าแบบไม่ต้องสนใจเวลา หรือต้องคอยห่วงคนที่มาด้วย อยากลองใช้ชีวิตแบบโลคอล แล้วค้นพบว่ามันก็ดีอ่ะ มีมุมแอบเหงาเล็กๆบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้หมดสนุก
BoobleSweet@28marble10

ใครจะว่าคุณไม่เก่ง ไม่ได้เรื่อง อย่าไปเชื่อ ลองไปเที่ยวตปท. Solo trip ดู จิตวิญญาณของการผจญภัย และนักท่องยุทธภพ การเอาตัวรอด การศึกษาผู้คน รู้จักปรับตัว มันจะออกมาตอนนั้นหมด หลงทางก็นั่งกลับ ตกรถไฟ ก็ซื้อขึ้นใหม่ ปักหมุดผิด พาไปได้มุมมองแปลกโคตรดี ชีวิตเราล้วนต้องการอิสระ

ไทย
0
42
43
4.9K
Té
@tpmonwan·
ฮือออ จะได้ดู Merrily we roll along บนจอใหญ่แล้ว 😭😭
Té tweet media
0
0
0
22
Té retweeted
Nam𝒫𝓎 ˖Ი𐑼⋆
อยากให้ PERSES แมสกว่านี่อ่ะ ต้องทำยังไงวะ เพลงโคตรดี เอมวีโคตรเริ่ด ศิลปินคือที่สุด ทำไมคนไทยยังไม่มามุงอีกกกก
ไทย
7
1.6K
925
31.2K