Salt Publishing
720 posts

Salt Publishing
@SaltRead
Science | Philosophy | Technology | Sci-Fi - สร้างสรรค์หนังสือที่มีวิทยาศาสตร์และปรัชญาเป็นรากฐาน เพราะสองสิ่งนี้คือฐานสำคัญแห่งความรู้ของมนุษย์


หนังสือเล่มที่ 4 ของปี 2026 Supremacy ปัญญาประดิษฐ์ แชตจีพีที และการขับเคี่ยวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเขียนของพาร์มี โอลสัน คอลัมนิสต์ของ Bloomburg ที่จะพาเราไปพบประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของ AI หรือ "ปัญญาประดิษฐ์" นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสุดล้ำที่กำลังคุกคามความมั่นคงในชีวิตของใครหลายคน และทำให้ใครบางคนกลายเป็นมหาเศรษฐี เนื้อหาหนังสือไม่ได้เน้นการวิพากษ์วิจารณ์หรือสอดส่องจับผิดปัญญาประดิษฐ์ หากแต่พาร์มีพาเราไปสำรวจมันตั้งแต่ต้นกำเนิดผ่านการเขียนความเรียงที่เป็นเสมือนการเดินทางของนักประดิษฐ์ 2 คนจาก 2 ฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่เป็นผู้ริเริ่มและให้กำเนิดปัญญาประดิษฐ์รุ่นแรก นั่นคือ แซม อัลต์แมน แห่ง Open AI ที่ริเริ่ม ChatGPT กับ เดมิส ฮาซาบิส แห่ง Deep mind ผู้พัฒนา Gemini ซึ่งทั้งสองล้วนมีผู้สนับสนุนยักษ์ใหญ่เบื้องหลัง อย่าง Microsoft และ Google ความเรียงภายในเล่าจุดเริ่มต้นด้วยเจตนาดีอันร้อนแรงของนักประดิษฐ์ทั้ง 2 ที่ปรารถนาจะเห็นโลกนี้ดีกว่าเดิม พวกเขาต้องการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ความพยายามหลากหลายวิถีทางของทั้งอัลต์แมน และฮาซาบิส แต่แนนอนว่าลงท้ายแล้วเมื่อเดินหน้าไปถึงจุดหนึ่ง ทั้งสองก็ต้องยอม "บิดพลิ้ว" หลักการและจุดยืนบางอย่าง ซึ่งนั่นนำไปสู่การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งสองค่าย นอกจากนี้เราจะได้เห็นร่องรอยของปัญหาและความเสี่ยงที่อาจจะตามมาของระบบปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ความเชื่อที่ว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐืจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของมนุษยชาตินั้น เอาเข้าจริงแล้วมีเส้นกั้นบางๆ อยู่ระหว่าง "การปลดปล่อยมนุษย์จากงานอันน่าเบื่อหน่าย" กับ "การแย่งชิงงานของมนุษย์แล้วปล่อยให้พวกเขาอดอยากท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์" ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ชุดข้อมูลอันเป็นทรัพยากรที่ถูกใช้สำหรับการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้หลายส่วนยังเป็นความลับ และอาจจะเต็มไปด้วยอคติ (ปัญญาประดิษฐ์แบบ ChatGPT หรือ Gemini รวมถึง AI ตัวอื่นๆ จะถูกฝึกด้วยชุดข้อมูลจำนวนมหาศาลที่กวาดต้อนมาเพื่อให้พวกมันเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาษา และฝึกฝนการโต้ตอบ รวมถึงเรียนรู้ที่จะสร้างภาพหรือวิดิโอต่างๆ ขึ้นด้วย) ราว 3-4 ปีก่อนถ้าจำกันได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์ุดแรกๆ ที่ใช้จำแนกใบหน้าคนนั้น จำแนกว่าคนผิวดำเป็น "กอลิลลา" ไม่ใช่มนุษย์ - นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของอคติที่แฝงฝังอยู่ในระบบปัญญาประดิษฐ์ แนวโน้มอีกประการที่น่ากังวลก็คือ ปัญญาประดิษฐ์อาจกลายเป็นศาสนาใหม่ในสังคม คำตอบของ ChatGPT หรือ Gemini หรือ Grok อาจมีสถานะเป็นพระวจนะแห่งพระผู้เป็นเจ้าผู้รอบรู้ในโลกสมัยใหม่ เราอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ "พระผู้เป็นเจ้าและตำราศาสนากล่าวไว้ว่า..." ไปสู่ "AI ของฉันบอกไว้ว่า..." คงเป็นเรื่องน่าสยองไม่น้อยหากเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่คนเชื่อการวินิจฉัยโรคโดย AI ที่ไม่รู้ว่าสมบูรณ์ไหม มากกว่าการวินิจฉัยของแพทย์ (เรื่องน่าสนใจก็คือ ในหนังสือเล่มนี้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า AI บางตัวถูกโปรแกรมและฝึกฝนให้ตอบสนองผู้ใช้ด้วยความมั่นใจ แม้ว่ามันจะไม่รู้จริงในเรื่องที่ผู้ใช้งานถาม ก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วตอบด้วยรูปประโยคที่ดูน่าเชือ่ถือที่สุด ร้ายไปกว่านั้นคือบางครั้งพวกมันสร้างเนื้อหาปลอม รวมถึงอ้างอิงปลอมขึ้นมาเองเสียด้วย - ราวๆ ปีที่แล้วผมเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนถึงเรื่องนี้ว่านักศึกษาในคลาสของอาจารย์ใช้ AI เขียนงานมาส่ง ปรากฏว่า AI ปลอมอ้างอิงขึ้นมาจริง โดยมันดึงเนื้อหาจากคลิปงานเสวนาของ อ.นิธิ มาเขียนเนื้อหา แต่กลับเขียนอ้างอิงแปลงงานเสวนาที่มันดึงข้อมูลมานั้น ไปเป็นอ้างอิงในรูปแบบหนังสือ) เป็นความโชคดีที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้หลังจากอ่าน "ทุนนิยมสอดแนม" จบไปแล้ว จึงปะติดปะต่อภาพได้เห็นอะไรในหลากหลายมิติมากขึ้น การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ที่นอกจากจะสร้างความเสี่ยงในชีวิตหน้าที่การงานของใครหลายคน อีกทั้งยังกวาดต้อนข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้เป็นทรัพยากรเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างมหาศาลแล้ว ก็น่าสนใจว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีนี้ภายใต้ความสัมพันธ์แบบทุนนิยม มันจะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น หรือจะยิ่งทำให้เราลำบากกว่าเดิม อีกประเด็นที่น่าตั้งคำถามก็คือ บรรดานักประดิษฐ์สายเทคทั้งหลาย หมายมั่นปั้นมือว่าจะสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดทัดเทียมหรือฉลาดยิ่งกว่ามนุษย์ แต่ภายใต้ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างข่าวปลอม สร้างเนื้อหาปลอมทะลักเข้าระบบทุกวัน ก็่าสนใจว่าปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดขึ้นจนแซงมนุษย์ หรือมนุษย์เราจะโง่ลงจนปัญญาประดิษฐ์ตามทันกันแน่ อย่างไรก็ดี ผมสนับสนุนระบบเทคโนโลยีพวกนี้นะครับ แม้ว่าจะใช้เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง และปฏิเสธจะใช้มันในหลายกรณีบ้าง (เช่น การอ่านหรือการเขียน 2 เรื่องนี้เป็นอะไรที่หัวเด็ดตีนขาดผมก็ไม่ยอมให้มันมาแย่งอ่านหนังสือแทนแล้วสรุปให้ หรือขึ้นโครงร่างงานเขียนแทนผมเองแน่ๆ) กลัวว่าทุกท่านอ่านแล้วจะเข้าใจว่าผมเป็นพวกต่อต้านเทคโนโลยี - ประเด็นเดียวของผมคือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเหล่านี้ควรรับใช้คนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่มีไว้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้คนส่วนน้อย, ซึ่งน่าเสียดายปัจจุบันหน้าที่ของปัญญาประดิษฐ์กลับตอบสนองเป้าหมายหลังมากกว่าเป้าหมายแรก. หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานแปลโดยคุณ แชมป์ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ด้วยสำนวนที่อ่านง่าย สนุก และลื่นไหลมากๆ ครับ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Salt @SaltRead เผื่อท่านใดจะไปซื้อหามาอ่านกัน - ขอขายพ่วงว่าโดยส่วนตัวอยากให้อ่านคู่กับเล่ม "ทุนนิยมสอดแนม" มากๆ ครับ #กันกันอ่าน #อ่าน2026



















