ᴾᴬᵁˢᴱ.//
41.5K posts

ᴾᴬᵁˢᴱ.//
@Capricxrn_D
พอส 199X vibes | ENFJ-A | bttm. #pausewayla #pausetoyou #Sunsun #PickAPauseTarots 369

กุเป็นอีบอสกุเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ๆ คนมงคนจำไม่ได้เลย ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าท้อป20 ไวรัลจนระดับโลก แต่ยินด้วยกับชีนะที่ไม่ต้องติดสัญญาปีศาจไลฟ์ขายของปักตระกร้า รับทรัพย์เต็ม100% เริ่ดเกิน

ขออนุญาตนะคะ ความเห็นส่วนตัวเผื่อเก็บไว้พิจารณาค่ะ - พระพิฆเนศ > การเรียน/การงาน ใครสายเซลล์หรือสายที่ต้องเจรจากับลูกค้าก็แนะนำค่ะ - พระศิวะ > อืมม อาจจะเรื่องสุขภาพค่ะ - พระแม่อุมา > ความสัมพันธ์ในครอบครัว/ ความสุขในชีวิตคู่ - พระแม่ลักษมี > ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง (1)

หลีกหนี Toxic ในออฟฟิศ ด้วยวิถี Capybara mode เป็นมิตร ทำงานตัวเองเต็มที่ แต่ไม่ขอแบกงานใครเพิ่มอีก! เมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนไปจากเดิม จนเกิดเทรนด์การทำงานใหม่ๆ มากมายในยุคนี้ หนึ่งในนั้นก็คือเทรนด์ทำงานแบบ Capybara mode เทรนด์นี้เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ของมนุษย์เงินเดือน ที่รู้สึกเหมือนตัวเองทำงานหัวหมุนอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกว่างานจบจริงๆ สักที จนต้องขออยู่แบบสงบๆ แบบเจ้าคาปิบาราบ้าง Capybara .mode ไม่ได้หมายถึงการทำงานแบบปล่อยผ่าน แต่คือการทำงานแบบนิ่งและมีขอบเขต ทำเฉพาะสิ่งที่เป็นหน้าที่ ไม่รับทุกงานที่ถูกโยนมา ไม่เข้าไปอยู่ในทุกวงประชุม และไม่ปล่อยให้เวลาชีวิตถูกกินไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น โดยแนวคิดนี้ถูกเปรียบกับคาปิบารา (Capybara) สัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความใจเย็น อยู่ร่วมกับใครก็ได้ แต่ไม่วุ่นวายเกินจำเป็น และไม่ใช้พลังเกินเหตุ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เทรนด์นี้กำลังมาแรง ก็เพราะว่าการเผชิญหน้ากับ "ปริมาณงานล้นมือ" กลายเป็นประสบการณ์ร่วมของชาวออฟฟิศจำนวนมาก และงานวิจัยด้านองค์กรก็ชี้ไปทิศทางเดียวกันว่า ภาระหน้าที่การงานของพนักงานหนึ่งคน กำลังเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนทำงานรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟ ร็อบ ครอส (Rob Cross) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ เผยข้อมูลงานวิจัยผ่าน Harvard Business Review ระบุว่า ในองค์กรส่วนใหญ่ พนักงานจำนวนน้อย ประมาณ 3-5% กลับต้องแบกรับภาระงานที่เกี่ยวข้องกับงานของผู้อื่น (Collaboration) มากถึง 20-35% ของทั้งองค์กร ภาระที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากงานของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการต้องเข้าประชุม ตอบอีเมล โทรคุย แก้ปัญหา และช่วยงานคนอื่นอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ผู้จัดการและพนักงานสายความรู้จำนวนมากต้องใช้เวลากว่า 85% ของสัปดาห์ไปกับการสื่อสารและการประสานงาน ขณะที่เวลาสำหรับการทำงานของตัวเองจริงๆ กลับเหลือน้อยมาก แนวคิด Capybara mode จึงกลายเป็นวิธีคิดที่คนทำงานจำนวนมากเริ่มหันมาใช้ ไม่ใช่เพราะอยากทำงานน้อยลง แต่เพราะอยากทำงานให้อยู่ได้นานขึ้น ทำงานของตัวเองให้ดี แต่ไม่รับทุกอย่างที่ถูกโยนมา ไม่เข้าไปอยู่ในทุกวงสนทนา ไม่ตอบทุกข้อความ และไม่เอาความสามารถของตัวเองไปแบกทั้งระบบ ทั้งนี้ แนวทางของการทำงานตามวิถี Capybara mode มีลักษณะดังนี้ 1. ทำงานตัวเองเต็มที่ ไม่ขอ “แบก” คนอื่น 2. ทำงานตามเวลา ไม่เอาทั้งชีวิตทุ่มไปกับงาน 3. ไม่ต้องเก่งทุกเรื่อง และไม่ต้องช่วยคนอื่นทุกครั้ง 4. เป็นมิตร แต่ไม่เข้าไปอยู่ในวงดราม่าและวงนินทา อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/lifestyle/1225… #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจWorklife
























