
WorapatSuppa
104 posts

WorapatSuppa
@DeepSheepwork
Orthopaedist to be, Department of Orthopedic surgery, CMU | TH | #DeDoctor |




Insight จากเพื่อนที่เป็นเจ้าของบริษัทนำเข้าบอร์ดเกม บอกว่าตอนโควิดขายดีแบบ Peak ตอนนี้วงการบอร์ดเกมน่าจะเลยจุด Peak แต่อันที่อยู่ได้ คือ ขายได้เรื่อยๆ ตามการเติบโตของธุรกิจอสังหาและคาเฟ่


คนไข้ปวดคอบ่า 80-90% มีประวัตินอนเล่นมือถือร่วมด้วยตลอด จริงที่กล้ามเนื้อไม่ใช้งานอะไรมาก แต่ส่วนใหญ่เล่นนาน /ดูซีรี่ย์ตอนนึงก็เกือบชั่วโมงแล้ว กล้ามเนื้อมันเลยเกร็ง คอบ่าเกร็งตัวไปหมด 🙅🏻♂️




ปลายทางการอ่านเพื่อการลงทุน น่าจะเป็นการอ่านรายงานประจำปีของบริษัทต่างๆ แทนที่จะเป็นหนังสือมายเซ็ท หนังสือเลือกหุ้น


ทักษะของคน Singapore เป็นอย่างไร Singapore ขับเคลือนด้วย Workforce ที่มีทักษะ 1) Business Management 2) Data Management 3) Production Manangement ประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่มีคุณภาพชีวิตและคนที่มีทักษะสูงในการทำธุรกิจทำให้ทิศทางของ SG ดีขึ้นเรื่อยๆ



บอกเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจไปอยู่เมืองนอก ไปแล้วดียังไง?


อยากทำ Career Couseling Session มาก เพราะเรื่องนี้ในประเทศไทยมี Awareness กันน้อยมาก 🌏จะเริ่มตั้งแต่เรื่อง 0) งานบนโลกมีอะไรบ้างในภาพรวม 1) Demand ของโลกต่องานแต่ละงาน 2) Future Skills ที่โลกต้องการ 3) ค่างานของแต่ละกลุ่มงาน 4) Range และ Pencentile ของรายได้แต่ละกลุ่มงาน คิดว่าถ้าคนรู้ระบบค่าตอบแทนพวกนี้แล้วจะช่วยให้กำหนดอนาคตตัวเองได้ 💰เช่น ไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่อยากมีเงินเดือน 100K ในไทยทันทีที่จบออกมา ก็จะพอรู้ว่า Market Landscape และ Skills ที่ต้องใช้มีอะไรบ้างที่จะพาเราไปจุดนั้น 📍

คนรู้จัก อายุ 28-33 รายได้ต่อเดือน มีตั้งแต่ 80K ไปจนถึง 400K ขึ้นกับความสามารถจริงๆ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าอาชีพอื่นๆรายได้เท่าไหร่ พอรู้เท่านั้นแหละ โอ้ววว สุดยอด กลับกันบางอาชีพอายุจะ 40, 50 รายได้ยังไม่ถึง 30K 40K ก็มีเยอะแยะไป


พูดถึงเรื่องเวลากับวินัยของตัวเอง ตอนทำงานสิงคโปร์รู้สึกว่าคุมวินัยได้ง่ายกว่ามาก ตื่นหกโมง มีเวลาตอนเช้าไม่ต้องรีบร้อนเพื่อทำกิจวัตรประจำวันอย่างเขียนบันทึก ทำสมาธิ ออกกำลังกาย ฯลฯ ยังไปเข้าออฟฟิศทันเก้าโมงเพราะใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมง ถือว่าเวลาเหลือชิลเลยแหละ แต่พอย้ายกลับไทยช่วงที่ทำงานอยู่สามย่าน ตอนนั้นตื่นหกโมงเท่ากัน แล้วมีเวลาว่างเหลือแค่ทำสมาธิ 20 นาทีแล้วต้องรีบออกจากบ้านแล้ว ส่วนออกกำลังกายกับเขียนบันทึกต้องยกยอดไปทำที่ออฟฟิศ เพราะบ้านอยู่ลาดพร้าว กว่าจะขับไปถึงออฟฟิศก็ใช้เวลา 40 นาที ยิ่งถ้าออกสาย (สายในที่นี้ คือเจ็ดโมงนิดๆ) อาจใช้เวลาถึงชั่วโมงชั่วโมงครึ่ง ก็เลยมักเป็นคนแรกที่ไปเปิดออฟฟิศ แล้วใช้เวลาตรงนั้นทำสิ่งที่ทำได้เอา (ใช่ครับ เปิดแอปออกกำลังกายที่ออฟฟิศก่อนเพื่อนๆ ที่ทำงานจะมาถึง ฮ่าฮ่า) มันก็ไม่ได้สะดวกหรอก และทำได้ก็เพราะทำได้ภายใต้เงื่อนไข มันไม่ได้ทำได้สมบูรณ์อย่างที่ใจอยาก คิดว่าเรื่องวินัยกับเรื่องเวลาสัมพันธ์กันอย่างตัดไม่ขาด ไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มีเวลา (มีมาก มีน้อย แบบนี้เถียงกันได้) และเช่นเดียวกันไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มีวินัย (แต่อาจต้องคิดในกรอบว่ามีความสามารถในการรักษาวินัยได้แค่ไหนในข้อจำกัด) ยิ่งมีเวลาน้อย การรักษาวินัยก็อาจจะยิ่งเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เพราะวินัยเราลดลงภายใน ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนที่ดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ด้วยข้อจำกัดทำให้ต้องมี trade off กับสิ่งที่จำเป็นอื่นๆ (เช่น การจราจร) และโยกย้ายนิสัยไปทำในที่ที่สะดวกแทน (เช่น ฟัง audiobook บนรถ) ซึ่งอย่างที่พูดไปแล้ว, มันก็มีข้อจำกัด ยังไม่นับว่าทั้งการรักษาวินัยและทรัพยากรเวลามีความสัมพันธ์กับทรัพยากรเงินหรือทรัพยากรทางสังคมอย่างลึกซึ้ง เช่น ซื้อบ้าน คอนโดใกล้ออฟฟิศ / จ้างคนทำ xyz ให้ ประหยัดเวลา / วานน้องกิฟไปธนาคารให้เพราะเขาสะดวกกว่า ฯลฯ คนที่มีทรัพยากร (เงิน, ความสัมพันธ์, อื่นๆ) มากกว่าจึงสามารถ navigate การ trade off นี้ได้ดีกว่า (เพราะมีออปชั่นเปิดให้มากกว่า) การฟันว่า "คนที่พูดว่าไม่มีเวลา" เป็นความผิดที่ตัวบุคคลจึงเป็นเรื่องไม่ถูกสมบูรณ์


มาแชร์ให้ น้องๆกัน












