
I2aiNingInMyHeaI2T❤️ยุค3ก๊ก10ขันที
3.4K posts






'ชัชชาติ' รับเครียดสุดคือปมหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว เสนอโอนคืนรัฐบาลทำตั๋วร่วม เผยจ่ายหนี้ 6 หมื่นล้านคือเมกะโปรเจกต์ วันนี้ (7 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและทบทวนบทเรียนตลอดระยะเวลาใกล้ครบ 4 ปีในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยได้เปิดเผยถึงประเด็นที่เป็นความท้าทายและสร้างความกดดันมากที่สุดตลอดวาระการทำงาน เมื่อถามถึงวาระงานที่สร้างความเครียดจนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการพักผ่อน ชัชชาติยอมรับว่า ประเด็นที่หนักหน่วงที่สุดคือการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากเป็นภาระผูกพันทางการเงินมหาศาลที่ตกทอดมาจากการบริหารชุดก่อน ประกอบกับมีข้อจำกัดทางกฎหมายและคำสั่งศาลที่ กทม. ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทำให้การบริหารจัดการต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะงบประมาณทุกบาทคือภาษีของประชาชน นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลสำคัญ โดยยกตัวอย่างกรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่สร้างความไม่สบายใจให้กับการทำงานของทีมผู้บริหารอย่างมาก ผู้ว่าฯชัชชาติ ได้อธิบายถึงโครงสร้างปัญหาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า โครงการนี้แบ่งออกเป็นส่วนสัมปทานหลัก (ส่วนไข่แดง) ซึ่งเอกชนเป็นผู้ลงทุนและกำหนดค่าโดยสาร โดยสัมปทานส่วนนี้จะสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งจะส่งผลให้ กทม. สามารถรับรู้รายได้ทั้งหมด แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ ส่วนต่อขยาย ที่ขยายออกไปทางกรุงเทพฯ เหนือ (คูคต-ลำลูกกา) และทางกรุงเทพฯ ใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) เนื่องจากชุดบริหารก่อนหน้าได้ทำสัญญาจ้างเอกชนเดินรถ (O&M) ล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2585 ศาลปกครองได้มีคำพิพากษายืนยันให้ กทม. ต้องชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถตามสัญญา ส่งผลให้ปัจจุบัน กทม. ต้องแบกรับภาระขาดทุนเนื่องจากรายได้จากค่าโดยสารในส่วนต่อขยายไม่เพียงพอต่อรายจ่ายค่าจ้างเดินรถที่ระบุไว้ในสัญญาในอัตราที่ค่อนข้างสูง สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต ชัชชาติมองว่า เมื่อสัมปทานหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 กทม. จะมีอำนาจในการบริหารจัดการรายได้ทั้งหมด ซึ่งหากมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม จะสามารถบรรเทาภาระค่าจ้างเดินรถและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมระดับมหภาค ทางออกที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือการที่รัฐบาลรับโอนโครงการรถไฟฟ้ากลับคืนไปบริหารจัดการ ชัชชาติ อธิบายเหตุผลสนับสนุนว่า รถไฟฟ้าควรเป็นโครงข่ายระดับประเทศ การรวมศูนย์การบริหารไว้ที่รัฐบาลจะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดและสามารถผลักดันนโยบายตั๋วร่วม หรือการจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ในมิติของการบริหารงบประมาณ ปัจจุบัน กทม. มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีราว 90,000 ล้านบาท แต่ต้องกันเงินถึง 10,000 ล้านบาท (คิดเป็นกว่า 10%) เพื่อนำไปจ่ายค่าเดินรถ ซึ่งถือเป็นภาระที่ใหญ่เกินกว่าศักยภาพของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นจะแบกรับไว้ได้เพียงลำพัง เมื่อถามถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนบางส่วนที่มองว่า กทม. ในยุคนี้ไม่มีการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้มุมมองว่า "การที่ กทม. ต้องบริหารจัดการและชำระหนี้สะสมของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวกว่า 60,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการลงทุนและเมกะโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแล้วในยุคนี้ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดที่ต้องแบกรับภาระการจัดการทางการเงินที่มหาศาลเท่ากับกรณีนี้อีกแล้ว" ภาพ: ฐานิส สุดโต #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ฐานิสสุดโต

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนคงจินตนาการไม่ออกว่า “กรุงเทพมหานคร” ในวันนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ปัญหาน้ำท่วมรอการระบายและรถติดที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเรื้อรังแก้ไม่หายของเมืองนี้ จะมีทางออกที่ยั่งยืนได้จริงไหม ? . แม้ต้องยอมรับกันตามตรงว่า ปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ 100% แต่หากมองผ่านดัชนีชี้วัด สถิติตัวเลข หรือแม้แต่เสียงสะท้อนจากคนกรุงเอง เราจะเริ่มเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น กับหลายโครงการถูกผลักดันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน . ปัจจุบันกรุงเทพมหานครกำลังถูกยกระดับจากเมืองระบบแอนะล็อกที่ยุ่งยาก สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการนำทีมของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 หัวเรือใหญ่ที่ร่วมกับทีมงานกว่า 64,000 ชีวิต ในการขับเคลื่อนนโยบายเมืองดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริงในเชิงรูปธรรม อ่านต่อได้ที่ beartai.com/read/1500307/ ที่มา : เพจกรุงเทพมหานคร, สำนักการจราจรและขนส่ง - สจส., เพจ BKK Active, BKK Risk Map, Greener Bangkok, data.bangkok #BTbeartai #ชัชชาติสิทธิพันธุ์


หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนคงจินตนาการไม่ออกว่า “กรุงเทพมหานคร” ในวันนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ปัญหาน้ำท่วมรอการระบายและรถติดที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเรื้อรังแก้ไม่หายของเมืองนี้ จะมีทางออกที่ยั่งยืนได้จริงไหม ? . แม้ต้องยอมรับกันตามตรงว่า ปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ 100% แต่หากมองผ่านดัชนีชี้วัด สถิติตัวเลข หรือแม้แต่เสียงสะท้อนจากคนกรุงเอง เราจะเริ่มเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น กับหลายโครงการถูกผลักดันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน . ปัจจุบันกรุงเทพมหานครกำลังถูกยกระดับจากเมืองระบบแอนะล็อกที่ยุ่งยาก สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการนำทีมของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 หัวเรือใหญ่ที่ร่วมกับทีมงานกว่า 64,000 ชีวิต ในการขับเคลื่อนนโยบายเมืองดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริงในเชิงรูปธรรม อ่านต่อได้ที่ beartai.com/read/1500307/ ที่มา : เพจกรุงเทพมหานคร, สำนักการจราจรและขนส่ง - สจส., เพจ BKK Active, BKK Risk Map, Greener Bangkok, data.bangkok #BTbeartai #ชัชชาติสิทธิพันธุ์

พี่อิ่ม ไม่เคยทิ้ง คนลาดกระบัง

#ทุกคนคะ ล่าสุดกรุงเทพไม่ติด 1 ใน10 เมืองรถติด คำถามคือทำไมพรรคส้มไม่ใช้ข้อมูลนี้นำเสนออย่างตรงไปตรงมา? พรรคส้มรู้ข้อมูลนี้ดี แต่เลือกใช้ตัวเลขเก่าสุดที่น่ากลัวที่สุด เพื่อปลุกความโกรธ เพื่อหาเสียง #กรุงเทพง่ายมาก #วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร





ภาพเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ อ.ชัชชาติ ตอบประเด็นที่ผมพูดถึงกลิ่นเหม็นจากโรงขยะอ่อนนุช เรื่องที่ง่ายที่สุดคือการปรับบริษัทเอกชนที่ไม่ดำเนินการให้ได้มาตรฐาน ซึ่งเคยมีการปรับมาแล้วในสมัยผู้บริหาร กทม.ชุดก่อน แต่กลับไม่มีการปรับในสมัยผู้บริหารชุดปัจจุบันเลย ผมจึงต้องขอยืนยันอีกครั้งว่าประเด็นนี้ไม่ควรปล่อยทิ้งเวลามานานเช่นนี้ ถึงแม้ผู้ว่าชัชชาติอาจมองว่า "ทำมาตลอด" แต่ผมยังรู้สึกว่า "ทำน้อยกว่าที่ควร" ก่อนหน้านี้ ผมและพรรคประชาชนได้ไปลงพื้นที่ดูว่าพื้นที่ใดบ้างที่น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดกลิ่นขยะที่เดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ พวกเราได้ไปดูที่หน้างานและใช้เวลาอยู่ในนั้นทั้งวัน จนตกผลึกว่าจุดใดที่เป็นสาเหตุหลักของกลิ่นที่รุนแรงเช่นนี้ จากภาพจะเห็นว่า ที่บอกว่ามีการปรับปรุงเป็นระบบปิดแล้ว ผมก็ต้องเรียนว่า ในข้อเท็จจริงยังคงมีช่องเปิดให้กลิ่นลอดออกมาได้จำนวนมาก และเกิดปัญหาจากการที่โรงเหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาแต่แรก การใช้ระบบแบบเดิม แต่ให้สร้างอาคารครอบให้มิดนั้นเป็นไปได้ยากที่จะได้ผล เพราะด้วยระบบการทำงานภายในจะอบอ้าวมาก จนต้องเปิดช่องให้คนทำงานอยู่ด้านในได้ ก็เป็นเหตุให้กลิ่นออกมาด้านนอก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือ แม้แต่เจ้าของบริษัทเองยังเป็นลมเมื่อได้เดินในโรงงานของตนเองพร้อมกับเรา วันนั้นพวกเราช่วยกันพยุงและเรียกให้รถรีบไปส่งเพื่อเข้ารับการรักษา จากภาพจะเห็นอีกว่า ระบบการคัดแยกขยะที่ใช้ภายในตัวโรง เริ่มจากการใช้คนยืนตามสายพานเพื่อคัดแยกเอาขยะที่ทำปุ๋ยไม่ได้ออกไป แต่แน่นอนว่าไม่สามารถคัดแยกได้ทั้งหมด เมื่อแยกไม่ทันก็เลยตามเลย ขยะก็จะไหลไปตามสายพานผ่านขั้นตอนต่างๆที่จะคัดกรองด้วยขนาดให้ชิ้นเล็กลง ความน่ากังวลคือ เมื่อขยะที่เข้าไปในโรงเพื่อหมักเป็นปุ๋ย สภาพส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ที่ไม่สามารถคัดแยกได้ทั้งหมดด้วยกระบวนการที่มีอยู่ และเมื่อถูกปั่นให้มีขนาดเล็กลง จะกลายเป็นไมโครพลาสติก เมื่อผลิตเป็นปุ๋ย ปุ๋ยนั้นก็ย่อมมีไมโครพลาสติก ไมโครพลาสติกเหล่านั้นก็จะปนเปื้อนไปตามสิ่งแวดล้อมเมื่อมีการนำไปใช้งานในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงอาจส่งผลต่อร่างกายของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้ ที่สำคัญโรงหมักปุ๋ยเหล่านี้แหละครับที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นขึ้นมา เพราะมีการหมักเป็นเวลานาน เรายังเห็นอีกว่า เครื่องมือหลายอย่างไม่ได้รับการบำรุงรักษาให้ใช้งานได้ดีเป็นปกติ ผมถึงได้ย้ำว่าปล่อยไม่ได้ครับ ต้องยกเลิกสัญญาโรงที่มีปัญหานี้ให้เร็วที่สุด โดยให้ กทม.เจรจากับเอกชนในเรื่องนี้ ไม่ใช่การรอให้หมดสัญญาไปเฉยๆ แล้วประชาชนก็ต้องทนรับแบบนี้ไปเรื่อยๆ เหตุที่บอกว่าต้องยกเลิกสัญญาเท่านั้น ก็อย่างที่ผมบอกว่าการที่โรงเหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นแต่แรก การแก้ไขที่ปลายเหตุจึงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ก็คือควรพิจารณาทางเลือกที่เป็นมิตรกว่าเข้ามา และที่สำคัญคือเตาเผาที่สร้างขึ้นใหม่ก็ครอบคลุมปริมาณขยะเหล่านี้ได้อยู่แล้ว จากการพูดคุยกับ กทม.ก่อนหน้านี้ และรองผู้ว่าฯ ก็เคยพูดกลางสภาเองว่าการยกเลิกสัญญาสามารถทำได้ สุดท้าย ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่ อ.ชัชชาติ ได้ตอบกลับในเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะคงจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความกระเตื้องมากขึ้น และเราคงมีความหวังมากขึ้นที่จะแก้ปัญหานี้ได้จริงๆเสียทีครับ #พรรคประชาชน #ประเวศ #สะพานสูง #กลิ่นขยะ #โรงขยะอ่อนนุช

พี่ยุทธ : กลุ่มคนกรุงเทพยังใช่ชีวิตยากไหม? ผู้ว่าชัชชาติ : เหอๆๆๆ ยากครับ กรุงเทพเป็นเมืองที่มีความซับซ้อน แต่ว่าปัญญามันคงไม่ได้แก้ง่ายๆ ก็คงต้องมีความร่วมมือกันหลายๆ ภาคส่วน กรรมกรข่าวคุยนอกจอ 04 พฤษภาคม 2569 ผู้ว่าชัชชาติถึงกับขำกับแคมเปญของพรรคส้ม ก็ไม่แปลกเพราะพรรคส้มมันไม่เคยทำงานจริงๆ เลยไม่เคยเห็นว่าการแก้ปัญหาแต่ละอย่างมันยากแค่ไหน #ผู้ว่ากทม #ผู้ว่าชัชชาติ #ชัชชาติ #เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพ #กรุงเทพโคตรยาก #พรรคประชาชน #กรรมกรข่าวคุยนอกจอ



















