Seabees_DMT
17.1K posts

Seabees_DMT retweetledi

จริงๆ หนีได้นะครับ จากประสบการณ์ตรงที่รอดจาก lifestyle inflation มาได้.. ในความคิดผม เรื่องนี้มันป้องกันได้ แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่ามันทำงานยังไง เพราะมันไม่ใช่แค่ปัญหาทางวินัย…
กับดักแรกสุดที่ต้องป้องกันคือ fixed cost creep.. ไอ้พวกตัวปัญหาทั้งหลายไม่ใช่กาแฟแก้วละ 300 หรือพวกมื้ออาหารแพงๆ… พวกนี้คือ variable cost เราตัดได้ทุกเมื่อ…
ตัวอันตรายจริงๆ คือ.. ค่าเช่าบ้าน/condo ที่ดีขึ้น.. ผ่อนรถใหม่.. ค่าโรงเรียนลูก.. การตัดสินใจพวกนี้ทำครั้งเดียวแต่เราโดนผูกมัดหลายปี… และถอยออกมายากมาก เคยอ่านงานวิจัยอันไหนจำไม่ได้ละ มีบอกอยู่ว่าคนเราจะรู้สึกเจ็บปวดกับการลดมาตรฐานลงมามากกว่าความสุขที่ได้ตอนเรายกระดับขึ้นประมาณสองเท่า… เป็นปกติธรรมชาติที่สมองเราคิดแบบนี้..
กับดักที่ 2 คือ Diderot Effect.. ไม่แน่ใจว่าคนไทยคุ้นกับคำนี้หรือเปล่า เหมือนไม่เคยเห็นคำนี้ผ่านสื่อไทย.. ซึ่ง Denis Diderot นักปรัชญาคนฝรั่งเศสได้รับเสื้อคลุมหรูหราเป็นของขวัญ… แล้วก็รู้สึกว่าของรอบข้างไม่ match.. เลยเปลี่ยนโต๊ะ เก้าอี้ พรม ทีละชิ้น.. จนเงินหมด… ก็เหมือนกับย้าย condoใหม่แล้วรู้สึกว่า furniture เดิมไม่เข้ากัน.. ซื้อรถใหม่แล้วรู้สึกว่าเสื้อผ้าควร upgrade ด้วย… lifestyle inflation ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งเดียว แต่เกิดจากเรื่องเล็กๆ ที่ trigger กันต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว…
กับดักที่ 3 คือความสุขจากการยกระดับชีวิตหายไปภายในไม่กี่เดือน… condo ใหม่ที่ตอนแรกเราชอบมากในเดือนแรก.. กลายเป็นแค่ที่นอนปกติในเดือนที่ 3… แต่ค่าเช่าไม่หายไปไหน เราจ่ายราคาถาวรสำหรับความสุขที่เป็นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว และพอชินแล้วก็ต้องการ upgrade ต่อไปอีกเพราะ baseline ถูก reset ไปแล้ว… วน loop ไม่จบ…
และกับดักอีกอันที่อันตราย..
ใน corporate finance เราคุ้นเคยกับคำว่า operating leverage… ยิ่ง fixed cost สูงเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงมาก.. เพราะพอ revenue ลด fixed cost ไม่ลดตาม.. ผลลัพธ์คือชิบหาย…
ชีวิตปกติก็เหมือนกัน… lifestyle inflation คือการยก fixed cost ของชีวิตตัวเองขึ้นเรื่อยๆ… คนเรายิ่งมาตรฐานชีวิตสูงขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทนรับแรงกระแทกทางการเงินได้น้อยลงเท่านั้น…
ตกงาน.. ป่วย.. เศรษฐกิจพัง… คนที่มี breakeven สูงจะเจ็บหนักกว่าเสมอ แม้รายได้เดิมจะสูงกว่า…
ดังนั้นความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันแค่ที่รายได้แต่วัดที่ส่วนต่างระหว่างจุดคุ้มทุนกับรายได้จริง… คนรายได้ 100k แต่ breakeven 95k รวยน้อยกว่าคนรายได้ 40k ที่ breakeven 15k มาก… เพราะ 25k ทบต้นได้ง่าย ในขณะที่ 5k แทบทำอะไรไม่ได้…
วิธีแก้ต้องเริ่มที่ระบบ… Pay yourself first แบบโหดๆ ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติ 60-80% ของส่วนที่รายได้เพิ่ม.. เข้า portfolio ลงทุน/บัญชีออม.. ก่อนเงินจะถึงบัญชีหลัก.. เงินที่ไม่เคยผ่านมือเรา ต้านทานกิเลสได้ดีที่สุด
และก่อนตัดสินใจเรื่องใหญ่ทุกครั้ง เปลี่ยนคำถามจากจ่ายไหวมั้ย?? เป็น… นี่มันจะยก breakeven ของชีวิตเราขึ้นมาถาวรเท่าไหร่?? คำถามแบบนี้มันบังคับให้เราเห็นต้นทุนที่แท้จริงทุกๆ เดือนต่อๆ ไป
จำไว้ว่า.. รายได้บอกว่าเราหาได้เท่าไหร่… ส่วนต่างระหว่าง breakeven กับรายได้บอกว่าเราร่ำรวยแค่ไหน…
Jr@junior47563
เชื่อเถอะว่าต่อให้ 100k ก็เดือนชนเดือน lifestyle inflation ทุกคนหนีไม่ได้ 5555555
ไทย
Seabees_DMT retweetledi

ไปอ่านเจอมาว่าคนที่ชอบพูดจาไม่ดีกับคนในครอบครัวหรือแฟนหรือคนในบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ต้องฝืนทนทำงานที่ตัวเองไม่ได้รัก หรืออยู่ในสภาวะที่ต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าที่ toxic สุดๆ แล้วตัวเองต้องเก็บกดอารมณ์ที่แท้จริงเอาไว้ตลอดทั้งวัน เลยมาระเบิดที่บ้าน...
น่าเสียดายจริงๆ ที่เราเก็บนิสัยน่ารักสุดๆของเราไว้ให้คนที่เราเกลียด และเผยร่างที่ชั่วร้ายที่สุดของตัวเองให้กับคนที่รักเรา อยู่เสมอ
ไทย
Seabees_DMT retweetledi

ประกันสังคมคือล่างสุดของห่วงโซ่จริง เมื่อวานไปหาหมอที่รพ.ที่เราผูกประกันสังคมแห่งหนึ่ง มีปัสสาวะขัด ท้องเสีย 3-4 ครั้ง อาเจียน 3 ครั้ง กินไม่ได้เพราะอ้วกหมด หนาวสั่น ไข้ 38.6 แต่ด้วยความที่ประกันสังคมถ้าแอดมิดได้วันละ 700 ที่เหลือออกส่วนต่างเอง หมอก็ให้ตรวจเลือด+ปัสสาวะ แล้วระหว่างรอผลก็ให้น้ำเกลือและยาฆ่าเชื้อผ่าน IV ผลออกก็มีผลเลือดมีเม็ดเลือดขาวสูง(นิดหน่อย) ก็น่าจะติดเชื้อนิดหน่อย ให้ยาเม็ดแล้วกลับบ้าน หากมีอาการอีก ไม่ดีขึ้น ให้รีบมาหาหมอ ก็เข้าใจได้แหละ ประกันสังคมมันให้ได้เท่านี้ มาแบบนี้จะไม่เสียเงินหรือเสียเงินน้อยสุด
ส่วนน้องสาวทำงานบริษัทที่เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ 100% ไปด้วยอาการเดียวกัน (รพ.คนละที่) ตรวจเลือด+ปัสสาวะ เข้าแอดมิด พยาบาลเข้ามาเช็คทุก 2 ชั่วโมง นอนรพ. 3 วัน
ใดๆคือน้อยใจว่ะ จ่ายค่าประกันสังคมแต่สิทธิคือล่างสุดของห่วงโซ่ประกันที่มี
ไทย
Seabees_DMT retweetledi

ชั้นว่าที่การมีลูกในประเทศไทยมันใช้เงินเยอะมากแค่เพื่อจะซื้อคุณภาพชีวิตระดับมาตรฐานให้ลูกเพราะรัฐไม่ซัพพอร์ตและสภาพสังคมไม่เอื้ออำนวยอะ เอาแค่มาตรฐานเลยไม่ต้อง top tier แค่ไปรรที่มีการสอนได้มาตรฐาน ได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อากาศสะอาด มีพื้นที่สาธารณะ ได้ทำกิจกรรม มีงานอดิเรก แค่นี้ก็ไม่ใช่อะไรที่พ่อแม่แรงงานค่าแรงขั้นต่ำจะหาให้ลูกได้แล้วอะ
weirdo nong fishchip will go to dungeon 🔴🟠@_fishnchip_
ไอ่เหี้ยคำตอบในพันทิปค่อนข้างดีมาก ในแง่ของการมีรายได้เท่านี้ ทำไมถึงอยากมีลูก
ไทย
Seabees_DMT retweetledi

“ไม่มีมนุษย์คนใดที่ฉลาดโดยบังเอิญ”
.
Seneca นักปรัชญาชาวสโตอิกกล่าวไว้เมื่อสองพันปีก่อน
.
ในยุคที่ AI ตอบทุกคำถามได้ในสามสิบวินาที ความจริงข้อนี้ยิ่งสำคัญมากๆ
.
ผมมองว่านี่คือยุคที่เราต้องใช้เวลามากขึ้นกับการเรียนรู้ การอ่านที่ลึกซึ้ง และการคิดวิเคราะห์มากกว่าทุกยุคสมัยในประวัติศาสตร์มนุษย์
.
มันอาจจะดูย้อนแย้ง แต่การเข้าใจเรื่องนี้สำคัญมากๆ
.
นี่คือเหตุผลที่ผมยังอ่านหนังสือเป็นเล่ม อ่านแล้วก็ขีดไฮไลต์ไปด้วย จดบันทึกด้วยปากกาในสมุดโน๊ต ไม่ใช่เพราะรังเกียจหรือต่อต้านเทคโนโลยี แต่เพราะยังเชื่อเรื่องกระบวนการคิดแบบช้าๆ ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่อ่าน ไม่ใช่การเสพความรู้กึ่งสำเร็จรูปที่คนอื่นนำมายื่นให้
.
Ryan Holiday นักเขียนชื่อดังผู้เขียนหนังสือชื่อดังมากมาย มีกระบวนการเขียนที่เรียกว่า ‘Old School’ อยู่มาก จดด้วยกระดาษโน้ต อ่านหนังสือเป็นเล่มเหมือนกัน พิมพ์บทความออกมาอ่านด้วยปากกา เล่าว่าเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงทดลอง AI จนพบว่ามันทำให้เขาเข้าใจคุณค่าของวิธีเก่าๆ มากขึ้น
.
เขาเล่าว่าลองให้ ChatGPT หาที่มาของคำพูดเกี่ยวกับ Abraham Lincoln มันบอกผิดสามครั้งติด เขาเลยลองกลับไปค้นหาเองทีละหน้าในหนังสือชีวประวัติแปดร้อยหน้า ถึงได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขาเขียนด้วยมือนั้นถูกต้อง
.
เมื่อเขาถาม AI ว่ามีบัณฑิตจาก Naval Academy เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สองกี่คน มันคำนวณตัวเลขสองตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาบวกลบ แล้วให้คำตอบด้วยความมั่นใจซึ่งไม่ถูกต้อง
.
สุดท้ายเขาต้องไปหาคำตอบแบบไม่พึ่งพาเทคโนโลยีคือการเดินไปอ่านจากป้ายอนุสรณ์เอาเอง
.
นี่คือสิ่งที่เรากำลังเข้าใจผิดครับ
.
เราคิดว่า AI จะทำให้ความรู้ ทักษะการคิด ผู้เชี่ยวชาญ กลายเป็นสิ่งล้าสมัย
.
แต่ความจริงตรงกันข้าม
.
ยิ่งมี AI มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องการทักษะเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้น
.
หากใครคุ้นเคยกับงานของ Cal Newport ผู้เขียน Deep Work อาจจะพอเห็นภาพตรงนี้มากขึ้น
.
เขาเสนอแนวคิดว่าในยุคที่ข้อมูลล้นทะลัก ความสามารถในการ "ทำงานลึก" (Deep Work) มุ่งสมาธิอย่างเข้มข้นกับงานที่ท้าทายทางปัญญาโดยไม่ถูกรบกวน กลับกลายเป็นทักษะที่หายากและมีค่าที่สุด
.
Newport เขียนไว้ในหนังสือว่า
.
"The ability to perform deep work is becoming increasingly rare at exactly the same time it is becoming increasingly valuable in our economy."
.
“ความสามารถในการทำงานอย่างลึกซึ้งกำลังหายากขึ้นทุกที ในขณะเดียวกันกับที่มันกำลังมีคุณค่ามากขึ้นทุกทีในระบบเศรษฐกิจของเรา”
.
แล้วคิดดูว่าหนังสือเล่มนั้นออกมาตั้งแต่ปี 2016-2017 ถ้าทักษะในการทำงานอย่างลึกซึ้งมันมีค่าตอนนั้น ตอนนี้คือสิ่งที่หาค่าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้เลย
.
เราอยู่ในจุดที่ความสามารถในการคิดอย่างลึกซึ้งกำลังจะสูญหายไป กลายเป็นของหายาก ขณะเดียวกันมันก็กำลังมีค่ามากที่สุด
.
เราเข้าสู่โลกของ "AI slop" ที่เนื้อหามหาศาลที่ไม่มีคุณภาพถูกผลิตโดย AI
.
อีเมลจากเพื่อนร่วมงาน ข่าวประชาสัมพันธ์จากบริษัท บทความจากนักข่าว นักการตลาด นักการเมือง
.
ทุกที่ที่เรามองไป ผู้คนกำลังแอบอ้างผลงานของ AI ว่าเป็นของตัวเอง
.
ทักษะที่สำคัญที่สุดในยุคนี้จึงไม่ใช่การเขียน prompt หรือการเขียนโค้ด
.
แต่คือการมี “ระบบคิด” ที่เฉียบคม แยกให้ออกว่าสิ่งที่อ่านนั้นมาจากไหน ข้อมูลไหนที่น่าสงสัย จับได้ว่าอันไหนคือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
.
เราต้องอ่านให้กว้างพอ ใช้เวลากับกระบวนการคิดให้มากพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เห็นคือความกลวงเปล่า แม้มันจะถูกห่อด้วยความมั่นใจก็ตาม รวมทั้งเข้าใจสาขาของตัวเองดีพอที่จะรู้ว่าต้องถามอะไร และสำคัญกว่านั้นคืออันไหนที่ไม่ควรให้ค่า
.
Robert Greene ผู้เขียน The 48 Laws of Power เล่ากับ Holiday ว่าเมื่อตอนอายุ 19 ปี เขาต้องแปลบทความของ Thucydides จากภาษากรีกโบราณ ใช้เวลาสิบชั่วโมงกับหนึ่งย่อหน้า
.
"มันสร้างผลกระทบมหาศาลต่อชีวิตผม สร้างอุปนิสัย ความอดทน และวินัย ที่ยังช่วยผมอยู่จนทุกวันนี้" Greene กล่าว "แต่ถ้าสมัยนั้นผมมี ChatGPT... กระบวนการคิดทั้งหมดคงถูกทำลายล้างไปตั้งแต่ตรงนั้นเลย"
.
นี่คือเหตุผลที่ Holiday ยืนกรานใช้โน้ตการ์ดในการเขียนหนังสือ
.
นี่คือเหตุผลที่ผมยังอ่านหนังสือเป็นเล่ม จดด้วยปากกา และเขียนความคิดเอาไว้ในสมุด
.
มันไม่เร็ว ไม่ง่าย และไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง
.
แต่นั่นคือประเด็นเลยละครับ
.
การอ่านหนังสือเป็นเล่มมาพร้อมกับ 'ความตั้งใจ' ที่จะอ่านจริงๆ หยิบติดตัวไปด้วย นั่งลงใช้เวลากับเนื้อหาที่อยู่ตรงหน้า สนทนากับนักเขียนแบบตัวต่อตัว การเขียนด้วยมือบังคับให้ต่อสู้กับเนื้อหาเป็นเวลานาน บังคับให้ใช้เวลา บังคับให้ทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก บังคับให้มีสมาธิ อดทน มีวินัย และที่สำคัญคือเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังเขียน
.
Holiday บอกว่าความขบขันของ AI นี้คือ มันทำให้ทักษะเก่าแก่ที่สุดกลายเป็นสิ่งมีค่าที่สุดอย่าง การอ่าน การคิด การรู้ การมีรสนิยม การเข้าใจบริบท การจับโกหก
.
เครื่องจักรกำลังฉลาดขึ้น และแถมไม่พอยังเก่งขึ้นในเรื่อง “การดูเหมือนฉลาด” มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
.
ซึ่งหมายความว่าวิธีเดียวที่เราจะเก่งขึ้นในยุคต่อไป คือเราต้องฉลาดขึ้นจริงๆ
.
แยกข้อมูลขยะให้ออก ละเอียดอ่อนถึงความรู้สึกของคน มีความอยากรู้อยากเห็น แถมต้องอดท มีวินัย ที่จะเรียนรู้ด้วย
.
ดั่งที่ Seneca บอกนั่นแหละครับ “ปัญญาไม่เคยมาโดยบังเอิญ” เราต้องพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเรียนรู้อย่างจริงจัง เหมือนที่ Green ทำ เหมือนที่ Holiday ทำ เป็นสิ่งที่เราหมอบหมายให้ AI ทำให้ไม่ได้
.
แอปฯ หรือ prompt ไหนก็ช่วยไม่ได้แล้วตอนนี้
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
Seabees_DMT retweetledi

แถวชลบุรี พรัสนิคม อยู่กันเป็นนิคมแบบแยกขาดจากโลกภายนอก ข้างในมีหอพัก บ้านพักให้ช่าง/กรรมกรจีน มีซุปเปอร์มาร์เก็ตจีน ร้านอาหารจีน ทุกอย่างที่ว่ามา ขนของจากจีนมาทำ/ขาย
แล้วใช้จ่ายผ่าน Wechat/Alipay หมด ไม่คิดจะให้เงินกระเด็นถึงคนไทยเลยซักบาท
べんごし ทแนะทนัย ⚖️@scopi_no
โรงงานจีน(เทา) แอบรับต่างด้าว 70%-80% ต้องมีคนไทยนิดๆ ตามปกติจริงๆ มันต้อง 1 ต่อ 4 เพื่อปกป้องสิทธิแรงงานไทย แต่มันหลบทุกอย่าง กระทรวงแรงงาน ประกันสังคม ประกันสุขภาพ อะไรพวกนี้ หลบหมด ไร้การคุ้มครองแรงงาน
ไทย
Seabees_DMT retweetledi
Seabees_DMT retweetledi

เกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะโดน 'เพื่อนรัก' ทำคุณไสยใส่! 🕯️💀 มาค่ะ จะมาเปิดประสบการณ์ดาร์กๆ เมื่ออดีตคนใกล้ตัวสถาปนาตัวเป็น 'พระจิต' และทูตสวรรค์มิคาเอลปลอม แต่ลับหลังทำของใส่เราและคนรอบข้างฉ่ำ! ปักหมุดรอเทรดนี้ค่ะ ไว้จะเล่าให้ฟัง
จจ@t_thunthun_t
พึ่งรู้ว่าสายนางงามเขาเล่นคุณไสยกันฉ่ำ ตกใจจากสายนักเขียนไม่หาย มาเจอวงการนางงาม ช็อค ทำของ เลี้ยงผีกันเยอะเกิ๊นนน😭
ไทย
Seabees_DMT retweetledi

ประกันสังคมเนี่ยมัยเหมือนป้อมแรกของพวกหอคอยงาช้างห่ารากที่กำลังจะโดนตีแตก พี่เชื่อว่ามันคงสู้หน้าด้านๆ แบบยื้อสุดชีวิต เพราะว่าถ้าป้อมนี้แตก ป้อมอื่นๆ ก็จะตามมา
เรื่องยอมรับผืดและลาออกไม่มีทาง พวกนี้ด้านบิ่งกว่าด้าน แถมติดความสบายไปละ เงินคนอื่นแม่งใช้จัง ถ้าเงินตัวเองเหนียวยิ่งกว่าขี้ ลองดูว่าในชีวิตเคยควักจ่ายอะไรแบบราคาเต็มที่ไม่ขออัพเกรด/ของแถมหรือไม่ต่อราคาบ้าง เชื่อดิ ว่าไม่มี
ไทย
Seabees_DMT retweetledi
Seabees_DMT retweetledi
Seabees_DMT retweetledi

กุเสียใจเรื่องศุภจีจนเก็บไปฝัน
บอกว่ามาแค่ 4 เดือน กุพอเข้าใจ (ฝืน)
แต่มาพูดแล้วทำพลัสอะไรนี่ด้วย มันไม่ใช่ละ
คุณศุภจี ควรกลับไปยังดุสิตธานีค่ะ 😭
แต่กลับตอนนี้ ก็ไม่ทันละ หัวใจกุไม่เหมือนเดิม
แบบศุภจีนี่แหละคือ เทคโนแครต ตามความหมายที่ใช้กันจริง ๆ
รับใช้ agenda ชนชั้นนำ แบบที่หาความยึดโยงกับประชาชนไม่เจอ
ไทย
Seabees_DMT retweetledi

ตอนเราเด็กๆ ศัตรูร่วมของคนไทยคือพม่า หนังละครมีแต่ไทยรบพม่า เด็กผู้ชายต้องเคยเล่นเอาผ้าขนหนูมานุ่งเป็นโจงกระเบนแล้วสมมติว่าตัวเองเป็นขุนไกร เป็นนายขนมต้ม เกลียดพม่าที่มาเผาเมืองลอกทองพระไปจากกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาศัตรูร่วมของคนไทยคือทักษิณ ทักษิณถูกสร้างให้เป็นตัวแทนความชั่วร้ายให้เป็นศัตรูร่วมของคนไทยมายาวนานนับสิบปี
มาตอนนี้ศัตรูร่วมของคนไทยล่าสุดคือ กัมพูชา-ฮุนเซน
ศัตรูร่วมทุกยุคสมัย ล้วนถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองในวัตถุประสงค์ต่างๆกัน

ไทย
Seabees_DMT retweetledi

ปกติสหรัฐฯ ไม่สู้รบหลายด้าน
แต่การจัดการเวเนซูเอล่าและกรีนแลนด์คือการทำความสะอาดบ้านก่อนออกไปรบ
จัดการ เวเนซูเอล่า คือ การปิดประตูทางด้านใต้
จัดการ กรีนแลนด์ คือ การล๊อกประตูหน้าต่างทางด้านเหนือ
ถ้าในอนาคต The Battlefield คือเอเชีย เวเนซุเอลาและกรีนแลนด์ก็คือกำแพงเมืองที่สหรัฐฯ ต้องซ่อมให้เสร็จก่อนที่ศัตรูจะบุกมาถึง
การยึดครองหรือเข้าควบคุมพื้นที่เหล่านี้อาจดูเหมือนลัทธิจักรวรรดินิยมในสายตาชาวโลก แต่ในทาง Realism มันคือการสร้างความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะไม่ถูกบีบให้ยอมจำนนโดยจีน
ไทย
Seabees_DMT retweetledi

สหรัฐฯ กำลังปัดฝุ่น Growth ตัวเก่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กลายเป็น Growth ตัวใหม่ในอนาคต
ย้อนกลับไปปี 2020 วันที่สหรัฐ ฯ แทบสิ้นสภาพเพราะแทบจะผลิตอะไรเองไม่ได้
ช่วงโควิด โลกได้เห็นภาพประหลาดมาก ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างสหรัฐ ฯ ไม่มีหน้ากากใช้ เครื่องช่วยหายใจมีไม่เพียงพอ ชุดตรวจโควิดก็ไม่มี ยาลดไข้กลายเป็นของหายาก
ช่วงเวลานั้น ชาวอเมริกันตระหนักแล้วว่า ... เราแทบจะไม่เหลือโรงงานผลิตภายในประเทศเลย หลังจากนั้นเป็นต้นมา ยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ฯ ก็เปลี่ยนไปตั้งแต่สมัยปธน.ไบเดน จนมาถึงปธน.ทรัมป์ ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ นำฐานการผลิตทุกอย่าง พูดง่ายๆคือ สากกะเบือยันเรือรบ ต้องกลับมาผลิตใน
สหรัฐฯให้ได้
หลายคนเข้าใจผิดว่า สหรัฐ ฯต้องพึ่งพาจีน และเชื่อว่าสหรัฐ ฯ อาจจะตามหลังจีนแล้ว
แต่ความเป็นจริงคือ เทคโนโลยีของสหรัฐ ฯ ไม่ได้แพ้จีนเลยแม้แต่น้อย สหรัฐฯ ผลิตอาวุธที่ดีที่สุด ระบบยังล้ำที่สุด
แต่ปัญหาคือผลิตช้าเกินไป ความต้องการยังสูงมาก พันธมิตรต่อคิวซื้อ แต่โรงงานไม่พอที่จะผลิต
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ จำนวนมากทำสิ่งเดียวกันคือซื้อหุ้นคืน เพื่อดันกำไรต่อหุ้น จ่ายปันผล แต่งงบให้ดูดี แต่ไม่นำเงินไปลงทุนสร้างกำลังการผลิตใหม่
รัฐบาลปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทเหล่านี้ต้องหยุดทำเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา นับจากนี้เงินต้องไหลไปที่การวิจัยและการผลิต และต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้
สงครามยูเครนสอนโลกอย่างเจ็บปวดว่า สงครามจริง ไม่เหมือนกับกลยุทธ์ที่วางแผนกันในห้องประชุม
กระสุนหมดอย่างรวดเร็ว โดรนราคาถูกทำลายล้างได้สูง
คำว่า Arsenal of Democracy ที่ปธน. รูสเวลท์เคยประกาศไว้กับประชาชนชาวอเมริกันว่า
“We must be the great arsenal of democracy.”
ความหมายคือแม้อเมริกายังไม่ส่งทหารไปสู้ในสงครามโลก
แต่อเมริกาจะส่งของไปให้คนที่สู้แทนเรา
Arsenal of Democracy ไม่ได้หมายถึงกองทัพ แต่หมายถึง
กำลังการผลิตระดับประเทศและทันสมัยที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันสหรัฐฯ ไม่ได้โชติช่วงชัชวาลเหมือนในอดีต และสิ่งนั้นคือสิ่งที่รัฐบาลปธน. ทรัมป์ยอมไม่ได้
และถ้าไม่นำความยิ่งใหญ่ในอดีตกลับคืนมา สหรัฐ ฯรู้ว่าระบบพันธมิตรทั้งโลกจะสั่นคลอน
นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯไม่ใช่การเพิ่มงบกลาโหมเพียงอย่างเดียว แต่ให้กลาโหมเป็นหัวเรือใหญ่ฟื้นระบบอุตสาหกรรมในประเทศครบวงจร นับเป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น
เงินกำลังถูกบังคับให้ไหลจากตลาดการเงิน ไปสู่ภาคการผลิต
ที่แท้จริง นี่คือการเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐ ฯ
และปี 2026 จะเป็นปีของการลงทุนที่โลกยังตั้งราคาไม่ทัน
Long USA !!!
ไทย
Seabees_DMT retweetledi
Seabees_DMT retweetledi

ข่าวด่วน
ต่อไปนี้ คนถือบัตรเครดิตไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า “ตัวเองไม่ใช่มิจฉาชีพ”
ศาลฎีกา ตัดสินคดีบัตรเครดิต
วันที่ 17 ธันวาคม 2568
ศาลฎีกามีคำพิพากษาหนึ่งคดี ที่เปลี่ยนวิธีคิดของระบบบัตรเครดิตทั้งประเทศ
คดีนี้มีคำถามง่ายๆ แค่ข้อเดียว คือ
ถ้าบัตรเครดิตถูกคนร้ายเอาไปใช้
ใครควรเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่า “ใครเป็นคนรูด”?
เรื่องนี้เกิดขึ้นจาก ผู้บริโภครายหนึ่ง ถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลบัตรเครดิตไปใช้รูดซื้อสินค้า
ซึ่งเจ้าของบัตรยืนยันว่า
- ไม่ได้เป็นคนใช้
- ไม่เคยอนุญาต
- ไม่รู้เรื่องมาก่อน
แต่ธนาคารกลับเรียกเก็บเงิน
โดยอ้างว่า “ตามสัญญา ผู้ถือบัตรต้องรับผิด”
ผู้บริโภคไม่ยอม คดีเลยขึ้นไปถึงศาลฎีกา
ศาลฎีกาตอบชัดมากว่า แค่มีรายการใช้บัตร
ไม่ได้แปลว่าเจ้าของบัตรเป็นคนใช้เสมอไป และประเด็นสำคัญคือ
คนที่ต้องพิสูจน์ ไม่ใช่ผู้บริโภค
แต่คือธนาคารผู้ออกบัตร เพราะศาลมองว่า
- ธนาคารเป็นคนสร้างระบบบัตรเครดิต
- เป็นคนออกแบบระบบยืนยันตัวตน และเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย
ดังนั้น
ถ้าเกิดปัญหาจากระบบ
ภาระต้องกลับไปที่คนสร้างระบบ
ไม่ใช่โยนให้ลูกค้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง
.
ศาลวางเส้นไว้ชัดเจน ถ้าธนาคารพิสูจน์ไม่ได้ว่า
- ผู้ถือบัตรเป็นคนรูดเอง
หรือ
- ผู้ถือบัตรประมาทร้ายแรงจริง
ศาลจะไม่บังคับให้ผู้บริโภคจ่ายเงินแทนมิจฉาชีพ
คำตัดสินสุดท้าย ศาลฎีกา
ยกฟ้องผู้ถือบัตรเครดิต
ทำให้ผู้บริโภค ไม่ต้องรับผิดยอดใช้จ่ายที่ถูกโกง
เพราะธนาคาร พิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้ใช้บัตรจริง
.
เรื่องนี้สำคัญยังไงกับทุกคน
คำพิพากษานี้ไม่ได้ช่วยแค่คนเดียว
แต่เป็นการ “ตั้งระเบียบใหม่” ให้ระบบการเงิน
จากเดิม
ลูกค้าต้องกลัวว่าโดนโกงแล้วจะต้องจ่ายเอง กำลังเปลี่ยนเป็น
ธนาคารต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของระบบมากขึ้น
.
หลังจากนี้ ธนาคารเลี่ยงไม่ได้
- ระบบยืนยันตัวตนต้องแน่นขึ้น
- ระบบตรวจจับการโกงต้องจริงจังขึ้น
- ไม่สามารถใช้สัญญามาตรฐานมาปิดเกมลูกค้าได้ง่ายๆ
เพราะถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่า “ใครเป็นคนรูดจริง”
ศาลก็จะไม่ยอมให้ลูกค้าเป็นฝ่ายจ่าย
.
ตอนนี้ถึงบัตรเครดิตถูกโกง ก็ไม่ใช่หน้าที่ลูกค้าที่ต้องพิสูจน์ว่า “ตัวเองไม่ได้โกง”
แต่เป็นหน้าที่ธนาคารที่ต้องพิสูจน์ว่า “ลูกค้าเป็นคนใช้จริง”
ถือเป็นข่าวดี ของผู้ใช้บัตรเครดิตทุกคน เห็นของคริปโตบางเจ้าก็มีเพื่อนถูกเอาไปรูดเหมือนกัน ยังไงก็ระวัง ๆ ตัวกันด้วยน้า
จะปีใหม่แล้ว ดูแลสุขภาพกันด้วย ไว้เจอกันใหม่โพสต์หน้าค่า
ไทย


