น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰

9.7K posts

น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 banner
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰

น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰

@GIINGS2

Net Buyer // Good Business accumulator // Market onlooker 🤓// ✍บันทึกความคิดไว้กลับมาอ่านว่าเราบางทีเราลืมอะไรไป 🧠Second-Level-thinker !! 🤚Couter-intuition

Katılım Eylül 2020
302 Takip Edilen6.5K Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰
เราเข้ามาในตลาดนี้ 1. เพื่อทำให้เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาในการเลือกอีกต่อไป 2. เพื่อเปลี่ยนสถานะ 3. และอยากทำเป็นอาชีพ นี้มันอาชีพในฝัน
ไทย
4
44
108
0
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
กฎพื้นฐานของโลกตราสารหนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง และจากกฎง่ายๆ ข้อนี้เอง มันนำไปสู่ความซับซ้อนมหาศาลในระบบการเงิน ทำไมสถาบันการเงินถึงขาดทุนจากการถือพันธบัตรและตราสารหนี้ พันธบัตรเก่าที่ให้ดอกเบี้ย 2% ในยุคดอกเบี้ยถูกช่วงโควิด ย่อมไม่มีใครอยากถือ เพราะวันนี้พันธบัตรใหม่ให้เรทเกือบ 5% ดังนั้นราคาของพันธบัตรเก่าจึงต้องลดลงเพื่อชดเชยส่วนต่างนั้น สถาบันการเงินที่ถือพันธบัตรจำนวนมหาศาลก็ต้องบันทึก Mark-to-Market Loss หรือการขาดทุนทางบัญชีจากการคำนวณมูลค่าตามราคาตลาด ณ ปัจจุบัน การขาดทุนเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในธนาคารหรือสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ทั้งระบบรวมถึงในงบดุลของ Fed เพราะช่วงโควิด Fed ซื้อ MBS ไว้มหาศาลผ่านมาตรการ QE MBS ทำไมถึงอันตรายกว่าพันธบัตรทั่วไป Mortgage-Backed Securities (MBS) คือตราสารหนี้ที่มีสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน ซึ่งมีความแตกต่างจากพันธบัตรทั่วไปเพราะ MBS มี embedded option เจ้าของบ้านสามารถรีไฟแนนซ์หรือปิดหนี้ก่อนกำหนดได้ทุกเมื่อ พันธบัตรทั่วไปมี positive convexity หมายความว่าเมื่อ yield ลด ราคาจะขึ้นมากกว่าที่ราคาลงเมื่อ yield ขึ้นในปริมาณเท่ากัน ความไม่สมมาตรนี้เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน แต่ MBS มีลักษณะตรงกันข้าม เรียกว่า negative convexity เมื่อ yield ลด ราคาจะขึ้นน้อยกว่าที่ควร เพราะผู้กู้แห่รีไฟแนนซ์ทันที นักลงทุนจะได้รับเงินคืนเร็วเกินคาด และเมื่อ yield ขึ้น ราคาก็ยังลงแรงอยู่ดี ความไม่สมมาตรนี้เป็นโทษต่อนักลงทุนทั้งขึ้นทั้งล่อง ตอนที่เฟดซื้อ MBS ยีลด์ต่ำมาก แต่วันนี้ยีลด์สูงขึ้น ราคาของ MBS เหล่านั้นจึงลดลงอย่างหนัก ทำให้ Fed เองก็มี Unrealized Loss เพิ่มขึ้นเช่นกัน ช่วงดอกเบี้ยต่ำ คนกู้เงินซื้อบ้านได้ดอกเบี้ย 3% นักลงทุนที่ซื้อ MBS คาดว่าผู้กู้จะรีไฟแนนซ์หรือปิดหนี้ภายในไม่กี่ปี แม้ว่าจะทำสัญญา 30 ปีก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติพวกเขาคำนวณว่าจะได้เงินคืนในราว 5 ปี (ตัวเลขสมมติ) เหมือนถือพันธบัตรอายุ 5 ปี ไม่ใช่ 30 ปี แต่เมื่อดอกเบี้ยพุ่งสูง คนที่กู้ไว้ที่ 3% ไม่มีแรงจูงใจที่จะรีไฟแนนซ์ผู้กู้ทุกรายจึงเกาะอัตราดอกเบี้ยเก่าเอาไว้ กระแสเงินสดที่สถาบันปล่อยกู้คาดว่าจะได้คืนเร็วกลับยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Extension Risk และ duration ที่ยาวขึ้นทำให้ MBS ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของ yield มากขึ้น ยิ่ง yield ขึ้นต่อ ราคา MBS ก็ยิ่งลงแรงกว่าเดิม ในขณะที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่เจ็บจากดอกเบี้ยขาขึ้น แต่รู้ไหมว่ามีสินทรัพย์ประเภทหนึ่งกลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั่นคือ Mortgage Servicing Rights หรือ MSR มันคือสิทธิในการเก็บค่าบริหารสินเชื่ออสังหา เช่น ค่าธรรมเนียมจากการรับค่างวด ค่าดูแลบัญชีลูกค้า ค่าธรรมเนียมจัดการ escrow สถาบันที่ให้กู้จะได้ค่าธรรมเนียมจากบริการเหล่านี้ทุกเดือน MSR มี positive convexity ต่างจาก MBS ที่มี negative convexity มูลค่าของ MSR เพิ่มขึ้นเร็วเมื่อ yield สูงขึ้น และลดลงช้าเมื่อ yield ต่ำลง ซึ่งเป็นลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือ แต่มูลค่า MSR ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องด้วย เช่น คุณภาพของลูกหนี้, ต้นทุนในการดูแลสินเชื่อ, ปัญหา NPL, วิธี hedge ความเสี่ยงของบริษัทรวมถึงสภาวะตลาด MBS และ bond spread ในช่วงนั้น จะเห็นได้ว่าในขณะที่ MBS โดนดอกเบี้ยเล่นงาน MSR กลับทำหน้าที่เหมือนตัวกันกระแทกของธุรกิจ mortgage banking เมื่อ duration ของ MBS ยืดออกโดยไม่คาดคิด สถาบันการเงินทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทประกัน กองทุน หรือ REITs ต่างไม่ต้องการถือสินทรัพย์ duration ยาวขนาดนั้น พวกเขาจึงต้อง hedge ความเสี่ยงด้วยวิธีต่างๆ เช่น ขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ short bond futures หรือ pay fixed in interest rate swaps ปัญหาคือการ hedge เหล่านี้ยิ่งผลักดันให้ bond yield ปรับตัวสูงขึ้นต่อ ซึ่งทำให้มูลค่าของ MBS ลดลงไปอีก และกระตุ้นให้สถาบันต้อง hedge เพิ่มอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ yield ขึ้น → duration ยืด → hedge เพิ่ม → yield ขึ้นอีก นี่คือสาเหตุที่ตลาดพันธบัตรบางครั้งผันผวนเร็วผิดปกติในช่วงที่ yield พุ่งแรง เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมาแรงเทขายพันธบัตรสูงมากซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการ hedge ของนักลงทุน MBS หลัง yield ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ตลาดกังวลจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขขาดทุนทางบัญชี แต่คือความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยสูงนานเกินไปจนมีบางรายถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์ Silicon Valley Bank เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ช่วงแรก Unrealized Loss ยังอยู่แค่ในบัญชี แต่เมื่อผู้ฝากเงินแห่ถอนเงินอย่างรวดเร็ว ธนาคารต้องขายพันธบัตรออกมา การขาดทุนที่เคยเป็นแค่ตัวเลขในบัญชีจึงกลายเป็นการขาดทุนจริง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมบางครั้งตลาดพันธบัตรถึงผันผวนเร็วผิดปกติตอนดอกเบี้ยพุ่งแรง ๆ วิกฤตการเงินหลายครั้งไม่ได้เริ่มจากการขาดทุน แต่เริ่มจากการขาดสภาพคล่อง และนั่นคือเหตุผลที่ทุกวันนี้ตลาดจับตา bond yield แทบทุกชั่วโมง
ไทย
1
245
320
17.3K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 retweetledi
Beth Kindig
Beth Kindig@Beth_Kindig·
Lumentum $LITE is under-shipping the market by >30%. Even after planning to increase capacity by 50%, the company expects the gap to widen. That imbalance is driving pricing power, margin expansion, and EPS growth — and the $NVDA CPO ramp has barely begun. Read more below.👇 io-fund.com/ai-stocks/ai-n…
English
25
55
488
103K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 retweetledi
Brian Feroldi
Brian Feroldi@BrianFeroldi·
There's always a smart-sounding reason to sell
Brian Feroldi tweet media
English
5
13
57
12.8K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰
ขอแผนหน่อยค่ะ
Hyper Shark!@HyperSharkk

ทุกคนกำไรกันหมด แล้วใครขาดทุน? ตลาดตอนนี้คือน่ากลัวมากๆ นะครับ ทุกคนกำไรกันหมด ไม่ค่อยมีใครขาดทุนเลย ตลาดโคตรดี มันดีจนน่ากลัว รอบที่แล้วที่ปรับฐานหนักๆ ก็แบบนี้เลย ทุกคนต้องมีแผนนะครับ อย่าชะล่าใจ ย้ำ! อย่าชะล่าใจ อย่าคิดว่าตัวเองเก่งไปกว่าตลาด เวลาตลาดดี ซื้ออะไร มันก็ขึ้น คำนี้จริงเสมอ ถ้าปรับฐานมาจริงๆ ซึ่งจะมาจริงหรือป่าวไม้รู้ ผมก็บอกไม่ได้ แต่เราต้องมีแผนรับมือไว้นะครับ อย่าไปหลงระเริงกับตลาด ย้ำอีกครั้ง “ทุกคนกำไร แล้วใครขาดทุน?” ตลาดนี้ไม่มีหรอก กำไรกันทุกคนอะ มันคือ zero sum game ไม่ขาดทุนนี้ เดี๋ยวปรับฐานมาก็ขาดทุนเอง อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมีแผนรับมือกันยังไง ยังไงก็วางแผนกันดีๆ นะครับ ผมก็ด้วย ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่วกว่าตลาดเลย ผมก็เจ็บมาเยอะ เลยอยากมาเตือนๆ กัน ผมไม่ห้ามให้ทุกคนรวยหรอก แต่เป็นห่วงครับ ***ความคิดเห็นส่วนตัว อาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงก็ได้ ประเมินจากประสบการณ์ส่วนบุคคล***

ไทย
0
0
1
618
Petæ Lynch
Petæ Lynch@Petae_Lynch·
What is this?
Petæ Lynch tweet media
English
7
0
8
2.5K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰
วันก่อนคุยเรื่อง วางแผนการเงินกับน้องก็กดเครื่องคิดเลขคำนวณอะไรไป เสร็จจบ น้องตอบว่าถ้าลิงมันรู้มันคงสงสารเราเนาะ ไม่รู้วิวัฒนาการมาทำไม ก็แค่หากล้วยอยู่ในป่าก็ดีอยู่แล้ว ต้องมาทำงานงกๆๆเก็บตังค์ไม่พอใช้อีก เออ ก็จริงนะ
ไทย
0
0
2
179
Petæ Lynch
Petæ Lynch@Petae_Lynch·
ช่วงนี้ก็มีเบื่อเป็นช่วงๆ ก็บิ้วตัวเองให้ฮึ่บๆเอา อีกไม่กี่ปีจะเกษียณละ อดทนเอาหน่อย
ไม่เชื่อครับ โม้🤗@reno____o

เหนื่อยกับงานเหลือเกิน burnout เกินอยากจะหยุด ขอกำลังใจกดตุ่มหัวใจคนละ 1 ที ได้มั้ย 😔

ไทย
7
18
49
9.5K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 retweetledi
Hyper Shark!
Hyper Shark!@HyperSharkk·
ผมเคยบอกว่า CPO supercycle จะมา 2027 และนี่คือหลักฐานที่ชัดทีสุดตอนนี้ จากปาก CEO $ALAB Jitendra Mohan CEO ของ $ALAB พูดในงาน JPMorgan Tech Conference ว่า “CPO for scale out จะเกิดขึ้นเร็วสุดปี 2027 และ CPO for scale up ในปี 2028 เป็นต้นไป” แล้วทำไมต้อง 2027 ? -> เพราะมันเป็นเรื่องของฟิสิกส์ล้วนๆ ไม่ใช่แค่ trend -> เมื่อไหร่ที่ AI cluster ขยายจาก 1 rack เป็น 3-6 racks ทองแดงจะวิ่งไม่ทันที่ความเร็ว 200G/400G -> optical เลยไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คจะเป็นทางรอดทางเดียว แล้วหุ้นที่น่าจับตาก็เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก $COHR, $GLW, $LITE, $AAOI, $TSEM, $AEHR $SIVE, $SOI, $JBL, $IQE, $LPK
Hyper Shark! tweet media
Hyper Shark!@HyperSharkk

ทำไมผมถึงคิดว่า CPO มันจะเป็น supercycle? 1. IEA บอกว่า data center จะกินไฟเพิ่มเป็น 2 เท่าภายในปี 2030 ถ้า AI ยังโตต่อโดยที่เรายังใช้การส่งข้อมูลแบบเดิม (copper) เดี๋ยวค่าไฟจะแพงกว่าค่า GPU แน่นอน 2. CPO ประหยัดไฟได้โหดมาก -> CPO จะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้มากกว่า 3 เท่า และยังมีแผนจะลดต่อไปอีก แค่เปลี่ยนวิธีส่งข้อมูล ไม่ต้องแตะ GPU เลย 3. ทุก big tech ตอนนี้พร้อมใจกันดัน CPO พร้อมกัน -> $NVDA เปิดตัว switch ใหม่ที่ใช้ CPO -> ส่วน $AMZN, $MSFT, $GOOGL และ $META ก็กำลังจะ deploy ในปี 2026-2027 -> ตอนนี้คือใครทำกูทำด้วย แล้วทุกคนก็ลงมาทำมาเล่นกัน ซึ่งน่ากลัวมาก (ในแง่ดีนะ) 4. ตัวเลข TAM โคตรบ้า -> Goldman Sachs ปรับตัวเลขตลาด optical networking ขึ้นไปที่ $154B โดย CPO คิดเป็นเกือบ 60% ของทั้งหมด -> ยังไม่พอ IDTechEx ยังคาดอีกว่าตลาด CPO จะโตถึง $20B+ ภายในปี 2036 ที่ growth rate ~37% ต่อปี 5. ยังอยู่ช่วงแรกของ S-curve -> ตอนนี้ CPO มี market share ใน AI data center ไม่ถึง 1% แต่คาดว่าจะโดดไปที่ 35%+ ภายในปี 2030 -> นอกตลาดคือยังไม่มีใครใช้จริงๆ (หรือบางทีเริ่มใช้) เลย แต่ทุกคนในตลาด Price in ไปก่อนแล้ว 6. ตอนนี้ไม่ใช่ว่า "อยากทำ" แต่คือ "ต้องทำ" -> จากขนาด cluster ที่ $NVDA วางไว้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า สาย copper แบบเดิมมันรับไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่มีทางเลี่ยงได้เลย

1
108
177
65.2K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 retweetledi
ᝰ.ᐟ🫐
ᝰ.ᐟ🫐@jrpj__·
😭 เวลาคนเริ่มเตือนกันเต็ม feed…หลายครั้ง market ยังไม่พร้อมแตก 🫧 ระวังนะ แพงนะ dot-com vibes นะ Yada, yada, yada… ออกมาเยอะ มันแปลว่า market ยังอยู่ใน phase ที่คนยังคิดได้ ไม่น่าแปลกใจเลยลงยากชะมัด!
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger

จนถึงตอนนี้ หุ้นกลุ่ม Tech Sector ในดัชนี S&P 500 มีน้ำหนัก 37.5% แล้วนะครับ ตัวเลขนี้ ถือเป็นน้ำหนักที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และ "สูงกว่ายุค Dot-com Bubble ปี 2000" เสียอีก ล่าสุด 2 วานิชธนกิจเจ้าดัง คือ Goldman Sachs และ BTIG ออกมาเตือนพร้อมกันว่าตลาดอยู่ในโซน Overbought อันตราย และ RSI ที่ระดับ 78 เนี่ย ใน 5 จาก 6 ครั้งล่าสุด ตลาด Sell-off -7% ขึ้นไปเลย ไปดูสัญญาณที่เขาเห็นกัน -------------------------- สัญญาณที่ 1: Goldman เตือน Iran Re-escalation Dominic Wilson นักวิเคราะห์ Goldman Sachs เขียนบันทึกถึงให้ลูกค้าว่า "การปะทุของสงคราม Iran ใหม่ + การปิด Strait of Hormuz ระยะยาว จะเปิด Downside Risk ให้ตลาดอีกรอบ" ช่วงที่ผ่านมา หลังจากข้อตกลง Ceasefire ตลาด Compress Risk Premium ลง ผลคือ หุ้น AI/Tech/เกาหลีใต้/ไต้หวัน/Nasdaq ทำ All-Time High พร้อมกัน แต่ Wilson บอกว่า "ความเสี่ยงลึกๆของเรื่องนี้ ตลาดยังไม่ได้ Price-in เข้าไป" แปลว่า ตลาดไม่ได้เผื่อความเสี่ยงสงครามรอบ 2 ไว้เลยนั่นเอง นอกจากนี้ Goldman ปรับ Forecast ไปเป็น "ไม่มี Rate Cut เลยภายในปี 2026" สำหรับ Fed, ECB, และเหล่า EM Central Banks ครับ สัญญาณที่ 2: BTIG ชี้ RSI 78 = อันตราย BTIG เป็น Boutique Investment Bank + Brokerage House ที่เน้นบริการลูกค้าสถาบัน โดย Jonathan Krinsky เป็น Chief Market Technician ของ BTIG เขาเป็นหนึ่งใน "Top 5 Technical Analysts" ของ Wall Street ที่ Bloomberg, CNBC, Reuters เชิญสัมภาษณ์บ่อยที่สุด คนหนึ่ง เขาเปิดข้อมูลออกมาเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาว่า SPY (S&P 500 ETF) RSI อยู่ที่ 78 จุด ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 2023: มี 6 ครั้ง ที่ SPY ลง 1%+ หลัง RSI ทะลุ 75 ใน 5 ใน 6 ครั้ง = SPY ลง -7%+ จาก Peak ในสัปดาห์ต่อมา ครั้งเดียวที่ไม่ลง = Sideway ก่อนประมาณ 1 เดือน ก่อนจะวิ่ง Rally ต่อ นั่นแปลว่า มีโอกาส 83% ที่จะเกิด Pullback -7%+ ในไม่กี่สัปดาห์ ตามความเห็นของแกครับ สัญญาณรองที่ตามมา: VanEck Semiconductor ETF (SMH) -3.8% (ลงแรงสุดตั้งแต่ มี.ค.) 70% ของ Volume NYSE อยู่ในหุ้นที่ลง (สูงสุดตั้งแต่ มี.ค.) S&P 500 อยู่เหนือ 50-day MA ก็จริง แต่มีหุ้นเพียง 47% ที่อยู่เหนือ 50-day MA ของตัวเอง แสดงให้เห็นว่า S&P 500 ขึ้นได้เพราะหุ้นไม่กี่ตัวลาก นั่นก็คือ กลุ่ม Tech Sector นั่นเองครับ สัญญาณที่ 3: 30Y Treasury 5% กลุ่ม Tech อาจโดนแรงขายตาม ตามที่ผมเขียนในบทความก่อนหน้านี้ ครับ ตอนนี้ 30Y US Treasury Yield ทะลุ 5% และใกล้ทำลายจุดสูงสุดปี 2023 ที่ 5.17% แม้ S&P 500 ยังนิ่ง แต่มีหุ้นราวๆ 90 ตัวในดัชนีทำ 52-Week Lows เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณ Krinsky เตือนตรงๆ ว่า "ถ้า Long-Dated Yield ขึ้นไปอยู่ใน Range สูงต่อเนื่อง แม้แต่ Tech/AI ที่ยังภูมิคุ้มกันจากงบที่แข็งแกร่ง ก็อาจทนแรงต้านไม่ไหวในที่สุด" ที่น่าตกใจ และทำให้การปรับฐานรอบนี้ เดายากว่าจะผันผวนมากหรือน้อยแค่ไหน ก็คือ ปัจจุบัน Tech Sector มี Weighting ใน S&P 500 = 37.5% สูงกว่า Dot-com Bubble ปี 2000 ไปแล้วครับ -------------------------- สรุปคือ นักกลยุทธ์ใน Wall Street บอกว่าตอนนี้มี "3 สัญญาณมาบรรจบกัน" ที่น่าเป้นห่วงที่สุดในรอบหลายเดือน: 1. Geopolitical: Iran Re-escalation Risk ที่ Goldman เตือน 2. Technical: RSI 78 + 83% โอกาส Sell-off 3. Fundamental: 30Y Yield 5%+ + Tech Concentration สูงกว่า Dot-com แต่ที่ทำให้ผมระวังที่สุด — "Distributional Volatility" ที่ Goldman Sachs เขียนให้ลูกค้าอ่านครับ Winner vs Loser ในธีม AI เริ่มแยกตัวมากขึ้น Single-Stock Volatility สูง แต่ Index Volatility ต่ำ 2 อย่างข้างบนนี้ ทำให้ "ตลาดที่ดูเหมือนแข็งแกร่ง แต่จริงๆ เปราะบางกว่าที่เราคิด" -------------------------- 2 กลยุทธ์แนะนำ ณ ตอนนี้ครับ 1. Trim Tech ที่ Profit สูง ถ้าถือ Nvidia, AMD, Tesla, Palantir ที่ขึ้นเยอะ → ขายบางส่วน 20-30% หรือมากกว่านั้น เพื่อเก็บกำไร 2. เพิ่ม Cash + Defensive Assets Cash ต่ำๆ 10-15% ต้องมีบ้างแล้ว(รอจังหวะ Pullback 7%) ทอง + Real Assets ตามที่ปู่ Dalio แนะนำ กระจายความเสี่ยงในพอร์ต หุ้น Defensive (Healthcare, Utilities, Consumer Staples) อาจเป็นหลุมลบภัยให้เราได้เหมือนกัน ผมว่า ตอนนี้ตลาดอยู่ในจุดที่ Risk มากกว่า Reward และ ครั้งสุดท้ายที่ Tech Weight สูงระดับนี้คือ ปี 2000 ก่อน Dot-com Crash ผมไม่ได้บอกให้ Short หรือ Panic นะ แต่ผมคิดว่า ถ้าเรากำไรกันอยู่ระดับหนึ่ง ก็น่า "ลด Risk ลงบ้าง" เพราะเมื่อ 3 สัญญาณบรรจบกัน ตลาดมักปรับฐานได้ ภายใน 1-3 เดือนครับ และโอกาสได้ของดี ในราคาที่ไม่แพงเกินไป ก็จะกลับมาให้เราเห็นอีกครั้ง Mr.Messenger รายงาน

ไทย
4
103
151
45.1K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 retweetledi
Somτum_Lnwza007
Somτum_Lnwza007@Somtum205849·
Leopold Aschenbrenner อดีตพนักงาน OpenAI นักลงทุนขั้นเทพที่ใน X ตอนนี้พูดถึงกันเยอะ ตอนนี้ยื่น 13F ล่าสุดเเล้วของ Q1 2026 ที่ผ่านมา💲 . - Performance Q1 2026 +36.42% - AUM 3.86B ดอลลาร์ . เพิ่มหุ้นเข้าพอร์ตทั้งหมด 10 ตัว เเละบวกทุกตัว !!! 😱 . 1. $TE (T1 Energy) : 10 ล้านหุ้น มูลค่า $43.9M ต้นทุน $5.54 (+2.3%) 2. $AMD : 99.1k หุ้น มูลค่า $20.2M ต้นทุน $208.8 (+103.1%) 3. $SHAZ : 796k หุ้น มูลค่า $18.1M ต้นทุน $22.73 (+137.3%) 4. $SMH : 26.9k หุ้น มูลค่า $10.3M ต้นทุน $371.77 (+49.6%) 5. $TSM : 22.4k หุ้น มูลค่า $7.6M ต้นทุน $320.92 (+26.0%) 6. $HIVE : 3.4M หุ้น มูลค่า $6.4M ต้นทุน $2.24 (+20.1%) 7. $ASML : 4.6k หุ้น มูลค่า $6.1M ต้นทุน $1,195.35 (+25.6%) 8. $MU : 17.4k หุ้น มูลค่า $5.9M ต้นทุน $311.63 (+132.5%) 9. $GLW : 5.3k หุ้น มูลค่า $0.72M ต้นทุน $111.77 (+71.6%) 10. $NVDA : 2.9k หุ้น มูลค่า $0.50M ต้นทุน $180.45 (+24.9%) . ส่องพอร์ตเขาได้ที่ : hedgefollow.com/funds/Situatio…
Somτum_Lnwza007 tweet media
Somτum_Lnwza007@Somtum205849

ส่อง 13F ล่าสุดจาก Leopold Aschenbrenner ตัวอย่างนักลงทุนอายุน้อยพันล้าน 💵💸 . เขาอายุเเค่ 24ปี เเต่พอร์ตกองทุนเขา Situational Awareness LP (กองทุนของ Leopold อดีตนักวิเคราะห์ OpenAI และผู้เขียน Situational Awareness) ใหญ่ถึง 3.91 พันล้านดอลลาร์ เติบโตกว่า +1,637% (ณ วันที่เขียน) ภายในเวลาเเค่ไม่ถึง 2 ปี เพราะมองเกมขาดมากๆ . เขาเพิ่งยื่นรายงาน holdings ไตรมาส 4 ปี 2025 (ยื่นเมื่อกุมภาพันธ์ 2026) . โดยในพอร์ตของเขาจะมีธีมหลักชัดเจนสุด ๆ คือ AI Infrastructure + Energy เขายังคงเดิมพันหนักว่า AI จะกินไฟฟ้ามหาศาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จึงโฟกัสที่ • ผู้ผลิตพลังงาน/เซลล์เชื้อเพลิง • Data Center & Cloud สำหรับ AI • ชิปและอุปกรณ์ Optical Networking • Crypto Miners (ที่แปลงไฟฟ้าเป็นกำไร) . Top 10 Holdings (รวมกันประมาณ 80%+ ของพอร์ตทั้งหมด) . 1. $BE - Bloom Energy → $875M (15.87%)
 บริษัทผลิตเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) สำหรับ Data Center 
ผลตอบแทน 1 ปี: +1,422.85% | YTD 2026: +191.79% 🔥 2. $CRWV - CoreWeave (หุ้น + Call Option) → รวม $1.21B (22%) 
Cloud Computing สำหรับ AI Training ที่เติบโตเร็วที่สุดในตอนนี้ 3. $INTC (Call Option) - Intel → $746M (13.54%) 
เดิมพันว่า Intel จะพลิกฟื้นตัวในตลาดชิป AI 4. $LITE - Lumentum Holdings → $478M (8.68%) 
ผู้ผลิต Optical Components สำหรับ Data Center 
ผลตอบแทน 1 ปี: +1,331.49% 🔥 5. $CRWV (หุ้นปกติ) → $436M (7.92%) 6. $CORZ - Core Scientific → $418M (7.59%) 
Bitcoin Miner รายใหญ่ที่หันมาทำ HPC/AI Data Center 7. $IREN - Iris Energy → $328M (5.96%)
Crypto Miner ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 8. $APLD - Applied Digital → $278M (5.04%) 
ผู้พัฒนา Data Center สำหรับ AI & HPC 9. $SNDK - Sandisk → $250M (4.54%) 
ผลตอบแทน 1 ปีทะลุ +3,130% 🔥 (Memory / Storage สำหรับ AI) 10. $CIFR - Cipher Mining → $154M (2.80%) . ปล. ณ ปัจจุบันหลายตัวอาจราคาขึ้นมามากกว่าในภาพเเล้วเนื่องจากเขายื่น 13F เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา . สรุปแนวคิดของ Leopold เขาเชื่อว่า constraint ที่ใหญ่ที่สุดของ AI ในอนาคตคือ พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่โมเดล จึงจัดพอร์ตหนักไปทาง “ผู้ให้บริการพื้นฐาน” ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจาก AI Boom หลายตัวในพอร์ตทำผลตอบแทนหลักร้อยถึงหลักพันเปอร์เซ็นต์ในรอบ 1 ปี แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจธีมนี้ลึกและเร็ว . สามารถดูพอร์ตเต็มๆของเขา ณ ปัจจุบันได้ที่ : hedgefollow.com/funds/Situatio…

ไทย
1
122
190
45.3K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 retweetledi
ceasar
ceasar@ceasar799·
เขาบอกให้กินน้ำ วันละ 3 ลิตร หน้าจะใส ลองละ ใสจริง “ใสแค่เยี่ยว หน้าเหมือนเดิม ” เพิ่มเติม เยี่ยวทั้งวัน
ไทย
115
22.8K
12.6K
641.1K
น้องหุ้นเด้ง Think Big (The Billionaire) 💵💰 retweetledi
Fun Manager
Fun Manager@funxmanager·
ชอบโพสต์นี้ ===== หลายคนคาดว่า ตลาดหุ้นอาจเกิดการปรับฐานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่างที่ Peter Lynch เคยกล่าวไว้ว่า การพยายามจับจังหวะตลาด มักทำให้นักลงทุนเสียโอกาสมากกว่าความเสียหายจากการปรับฐานเสียอีก “ไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะต่ำกว่าหรือสูงกว่าปัจจุบันในอีก 2 ปีข้างหน้า คนจำนวนมากเสียเงินจากการรอให้ตลาดปรับฐาน มากกว่าการขาดทุนในช่วงตลาดปรับฐานจริงๆ” ก็จริงที่ว่า: เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ตอนนี้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยดูมีมากกว่าลดดอกเบี้ย Fed กำลังมีผู้นำชุดใหม่ หุ้นบางตัวมีมูลค่าสูงเกินพื้นฐาน ตลาดมีภาวะเก็งกำไรอย่างชัดเจน แต่ไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่า อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าตลาดจะไปทางไหน คนมองลบมักดูฉลาด แต่คนมองบวกมักทำเงินได้ #FunManager
Daniel@danielisdizzy

Many predict a market correction coming in the next few months. As Peter Lynch said, trying to time the market often ends up costing more than the correction itself: “No one knows if the market will be lower or higher two years from now. More people lost money waiting for corrections than in the actual corrections.” It’s true that inflation remains elevated. Rate hikes currently seem more likely than cuts. There’s new Fed leadership. Some positions are overvalued. There’s clear market frenzy. But nobody can predict where the market will be a few months from now. Pessimists sound smart. Optimists make money.

ไทย
1
76
105
15.3K