Limjeng

6.4K posts

Limjeng banner
Limjeng

Limjeng

@Limjeng4

Katılım Ekim 2019
634 Takip Edilen1K Takipçiler
Limjeng retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ตลาดน้ำมันโลกกำลังแตกออกเป็นหลาย ecosystem ไม่เป็น globalized เหมือนเดิม เริ่มมีระบบตะวันตก ระบบจีน/รัสเซีย ระบบ shadow settlement ระบบประกันแยก ระบบ shipping แยก และทั้งหมดนี้กำลังทำให้ค่าระวางเรือ กลายเป็น geopolitical weapon ไม่ใช่แค่เรื่อง logistics อีกต่อไป แต่ก่อนค่าระวางเรือเป็นแค่เรื่องกลไก logistics เหมือนค่าขนส่งสินค้าปกติ แต่หลังจากสงครามยูเครนต่อเนื่องมายังสงครามอิหร่าน ค่าระวางเรือสะท้อนถึง geopolitical ไปด้วยเพราะมันสะท้อนว่าคุณอยู่ข้างไหน เช่น เรือ 2 ลำขนน้ำมันเหมือนกัน แต่ค่าระวางอาจต่างกันมหาศาล เรือ A ขนน้ำมันซาอุฯ ไปจีน เรือ B ขนน้ำมันอิหร่านไปจีน ทั้งคู่ใช้ VLCC (เรือขนน้ำมันดิบขนาดใหญ่) เหมือนกัน ระยะทาง-ขนส่งก็ใกล้เคียงกันกัน น้ำมันปริมาณเท่ากัน แต่ค่าระวางอาจต่างกันหลายเท่าเพราะความเสี่ยงทางการเมืองไม่เท่ากัน
ไทย
0
38
69
3K
Limjeng retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
วันนี้เป็นวันแรกที่ UAE ออกจาก OPEC อย่างเป็นทางการ นับว่าเป็นการท้าทายโครงสร้างอำนาจที่ครองตลาดพลังงานโลกมากว่า 60 ปี ย้อนกลับไปในอดีต ตลาดน้ำมันโลกเคยถูกควบคุมโดยกลุ่มบริษัทตะวันตกที่เรียกว่า Seven Sisters ประกอบด้วย บริษัท Anglo-Persian Oil Company (ต่อมากลายเป็น BP), Shell, Standard Oil of California, Gulf Oil, และ Texaco (ต่อมา กลายเป็น Chevron) รวมถึง Jersey Standard และ Standard Oil of New York (ต่อมากลายเป็น ExxonMobil) ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เกิดกระแสชาตินิยมในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน โดยอิหร่านเป็นประเทศแรกที่ยึดอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐในปี 1951 เมื่อสิ้นทศวรรษที่ 1950 กลุ่ม Seven Sisters ก็รวมหัวกันลดราคาน้ำมันของเวเนซุเอลาและตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่แรงกดดันจากรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นให้หาองค์กรใหม่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ชาติของตัวเอง วันที่ 14 กันยายน 1960 รัฐบาล 5 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลาตัดสินใจร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงอำนาจตลาดน้ำมันโลก จากบรรษัทแองโกล-อเมริกันแบบดั้งเดิม โดยทั้ง 5 ประเทศรวมตัวกันเรียกว่า OPEC อย่างไรก็ตาม OPEC ต้องเผชิญกับปัญหามาโดยตลอด แม้ว่าจะสามารถควบคุมอุปทานน้ำมันโลกและกำหนดราคาได้ แต่ระบบแบบนี้มีจุดอ่อนอยู่เสมอ เพราะทุกประเทศในกลุ่มต้องช่วยกันลดการผลิตเพื่อทำให้ราคาสูง แต่ในความเป็นจริง ใครๆ ก็อยาก แอบขายเพิ่มเพื่อเอาเงินเข้าประเทศตัวเอง UAE อาจเป็นประเทศแรก แต่ไม่ใช่ประเทศสุดท้ายที่จะออกจากโอเปค หรือว่ายุคของน้ำมันกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการผูกขาดอำนาจโลกแล้วจริงๆ
ไทย
5
268
216
15.9K
Limjeng retweetledi
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
วันนี้ อยากชวนคุยเรื่องนี้ครับทุกคน ที่ผ่านมา เราได้ยินเสียงเตือนเหล่านี้บ่อยมาก "อเมริกาจะล่มเพราะหนี้!" "USD จะหมดความเป็นสกุลเงินสำรอง!" "ทองคำและ Bitcoin คืออนาคต เพราะ Fiat กำลังตาย" มองอีกด้านนะ ถ้าหนี้รัฐบาลแย่ขนาดนั้นจริง ทำไมญี่ปุ่นที่หนี้ 260% ของ GDP (และไม่มีสถานะ Reserve Currency เลยด้วยซ้ำ) ถึงยังอยู่รอดมาตั้ง 30 ปี? ตกลงเรื่องนี้ เราควรมองยังไง ไปดูกันจ้า --------------------------------- หนี้รัฐบาล ≠ หนี้ครัวเรือน นักเศรษฐศาสตร์ Wynne Godley เคยนำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า "Sectoral Balances Identity" เป็นกฎทางบัญชี (ไม่ใช่ทฤษฎีนะครับ) หลักการง่ายๆ คือ ในระบบเศรษฐกิจแบบปิด การขาดดุลของภาคหนึ่ง = การเกินดุลของอีกภาค แปลว่า ทุกๆ ดอลลาร์ที่รัฐบาลใช้เกินภาษี จะวิ่งไปอยู่ใน Balance Sheet ของใครซักคน ซึ่งก็คือ ภาคเอกชน (ครัวเรือน + บริษัท) หรือต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ปีงบประมาณ 2024 รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุล $1.8 ล้านล้าน เงินก้อนนี้ (หักส่วนที่ไหลออกต่างประเทศ) สุดท้าย ก็กลายเป็น ทรัพย์สินทางการเงินสุทธิ ของครัวเรือน ของบริษัท และของกองทุนบำนาญอเมริกา ถ้ายกเลิกหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ มันอาจจะแปลว่า มูลค่าทรัพย์สินทางการเงินกว่า $28 ล้านล้าน ที่ถือโดยกองทุนบำนาญ ผู้ออม ธนาคาร และ Fed จะหายวับไปทันที ถ้าเป็นแบบนั้นจริง นั่นแหละคือ วิกฤตการเงินครับ --------------------------------- หนี้ vs ทรัพย์สิน ยกตัวอย่างนะ สมมติ ผมได้เงินเดือน $100,000 มีบ้านมูลค่า $360,000 + กู้ Mortgage $300,000 ถ้าใช้ตรรกะหนี้ท่วม คนจะคิดแบบนี้ว่า "หนี้สูงถึง 3 เท่าของรายได้! ล้มละลายแน่!" แต่ธนาคารไหนในโลกก็จะบอกว่า เขาไม่ได้ล้มละลายเลย เพราะหนี้มีทรัพย์สิน (คือบ้าน) + รายได้ที่มั่นคงค้ำอยู่ หนี้สหรัฐฯ ก็เหมือนกันครับ สามารถคิดในมุมนี้ได้ ตัวเลขทางการ FY 2024: ทรัพย์สินตามบัญชี: $5.7 ล้านล้าน หนี้สินรวม: $45.5 ล้านล้าน "Net Position" ติดลบ แต่บัญชีนี้ ไม่รวม "Stewardship Assets" ที่เรียกว่า Off-Balance-Sheet เลย ที่ดิน 640 ล้านเอเคอร์ ของรัฐบาลกลาง (ประเมินมูลค่า $1.8-$5 ล้านล้าน) สิทธิแร่ธาตุและคลื่นความถี่ทั่วประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน + อุทยานแห่งชาติ + ฐานทัพทั่วโลก อำนาจการเก็บภาษีจากเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก (สำคัญที่สุด) รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บภาษีได้ปีละ $5 ล้านล้าน (คิดเป็น 17% ของ GDP ที่ $30 ล้านล้าน) นี่คือ Cash Flow ที่เยอะที่สุดในโลก อัตราส่วนหนี้/รายได้ของสหรัฐฯ คือ $37.6T / $5.1T ประมาณ 7.4 เท่า ฟังดูแย่? เทียบกับคนเงินเดือน $100K ถือ Mortgage $300K (3 เท่า) ก็แย่กว่า แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มี "ที่ดิน 640 ล้านเอเคอร์ + Pentagon + Hollywood + Wall Street + Silicon Valley" ค้ำอยู่ด้วย --------------------------------- แต่กรุงโรมก็เคยสูญสลายเพราะหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ใช่หรอ? ยุคนั้น อาณาจักรโรมใช้เหรียญเงินจริง (Denarius → Antoninianus) ยุค Gallienus (253–268 AD) เหรียญถูกลดเนื้อเงินจาก 50% เหลือ ต่ำสุด 2.5% ในเวลา 2 รุ่นเท่านั้นครับ เพราะทนต้นทุนผลิตไม่ไหว แต่นี่คือการ "Debasement" ของจริง ผูกกับโลหะ ทำได้แค่ลดเนื้อแร่ ไม่มีทาง "พิมพ์เงิน" ใหม่ เพราะข้อจำกัดทางวัตถุที่หายากในสมัยนั้น แต่สหรัฐฯในวันนี้ หนี้ทุกบาททุกสตางค์อยู่ใน USD ที่ Fed สร้างได้ไม่จำกัด ไม่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศแม้แต่ดอลลาร์เดียว Mechanism ที่ทำลายกรุงโรม ไม่มีอยู่ในระบบสหรัฐฯ เลย ดังนั้น ความเสี่ยงของสหรัฐฯ ไม่ใช่ Default (ผิดนัดชำระหนี้) แต่เป็น Inflation หรือเงินเฟ้อครับ และ 2 ปัญหานี้ต้องการ "ยา" ที่คนละแบบกันเลย ดังนั้น อย่าเปรียบเทียบสหรัฐฯ กับกรุงโรมในอดีตกันแบบตรงๆครับ --------------------------------- แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนี้ไม่มีต้นทุนนะครับ เพราะมันมีต้นทุนจริงๆ ต้นทุนจริงของสหรัฐฯที่ต้องระวังก็คือ ดอกเบี้ยจ่ายสุทธิ FY 2025 = $1.2 ล้านล้าน (~4% ของ GDP) กลายเป็นรายจ่ายอันดับ 2 ของรัฐบาลกลาง รองจาก Social Security และสูงกว่างบกลาโหมแล้วไปแล้ว และมีงานวิจัยจาก Jones & De Rugy พบว่า "การใช้จ่ายของรัฐที่มากเกินไป มี Multiplier ติดลบ" - หมายถึง ยิ่งรัฐใช้เยอะ ภาคเอกชนยิ่งหดตัว ความเสี่ยงจริง ก็คือ Disinflation/Stagflation มากกว่า Default ครับ สรุปคือ หนี้เยอะๆ มันจะดูดเงินเราไปจ่ายดอกเบี้ยหมด แทนที่จะลงทุนใน Productive Asset ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจค่อยๆ ฝืดในระยะยาว --------------------------------- พอมองในมุมนี้ ผมตีความยังไงกับค่าเงินดอลล่าร์ในปัจจุบัน? 1. อย่าเทขาย USD เพราะกลัว "อเมริกาล่ม" ครับ USD ยังเป็น Reserve Currency อันดับ 1 และ Mechanism ที่ทำลาย กรุงโรม ไม่มีอยู่ในสหรัฐฯ การถือ USD ผ่านพันธบัตร/หุ้นยังเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี 2. ทอง + Bitcoin คือ Hedge ไม่ใช่ Replacement ของ USD ถือไว้บางส่วนเป็นประกัน Inflation ก็ดี แต่อย่าทุ่มหมดหน้าตักเพราะเชื่อว่า Fiat จะตาย เพราะตามที่ผมเขียนข้างบน Fiat USD ไม่ได้กำลังตายแบบที่เล่ากัน 3. ระวังหุ้นสหรัฐฯ ที่พึ่ง Government Spending สูง ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ตัดงบจริง (เพื่อแก้ปัญหาดอกเบี้ยจ่าย $1.2T) — Defense Contractor, Healthcare ที่พึ่ง Medicare, บริษัทรับจ้างรัฐ จะกระทบหนัก 4. ติดตาม Inflation มากกว่า Debt-to-GDP ถ้า CPI สหรัฐฯ พุ่งเกิน 4-5% ต่อเนื่อง → เฟดไม่มีทางเลือกนอกจากขึ้นดอกเบี้ย → รัฐต้องดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม ... นั่นคือสัญญาณว่าระบบเริ่มสะดุดจริง แต่ถ้า CPI ยังอยู่ 2-3% หนี้ที่สูงขึ้นยังจัดการได้ครับ --------------------------------- โลกการลงทุนมีการเล่าเรื่องที่ดราม่ามากเกินไปครับ "อเมริกาจะล่มสลาย" เป็นเรื่องเล่าที่ขายดีมากบน Social Media (และผมเองก็เคยหลงเชื่อไปด้วย) แต่พอเจาะตัวเลขจริงๆ แล้ว เราต้องระวังการตัดสินใจลงทุนบนเรื่องเล่าที่ฟังง่ายแต่ผิดในรายละเอียด ผมไม่ได้บอกว่า "หนี้สหรัฐฯ ไม่มีปัญหา" นะ ปัญหามีจริง (ดอกเบี้ยจ่ายปีละ $1.2T เป็นเรื่องใหญ่) แต่ปัญหาจริงคือ Inflation และการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มากเกินจนไปเบียดเบียนภาคเอกชน ส่วนตัวผมว่า ใน 5-10 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการเลือกที่ยากมากๆ 1. ตัดงบ Social Security/Medicare (ผู้สูงอายุซวย + พรรคที่ทำเรื่องนี้ เลือกตั้งแพ้แน่นอน) 2. ปล่อยให้เงินเฟ้อกัดกินค่าเงินช้าๆ (คนออมเงินเแยๆคือซวย + เคนถือ Bond ก็ขาดทุน เพราะดอกเบี้ยขึ้นเอาๆ) ทั้ง 2 ทางเจ็บคนละแบบ และนั่นแหละคือเรื่องที่นักลงทุนต้องดูกันต่อครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
3
180
225
35.8K
Limjeng retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ประเทศที่พิมพ์เงินเองได้อย่างสหรัฐ ฯ ข้อจำกัดที่แท้จริงไม่ใช่หนี้ แต่คือ “เงินเฟ้อ”
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger

วันนี้ อยากชวนคุยเรื่องนี้ครับทุกคน ที่ผ่านมา เราได้ยินเสียงเตือนเหล่านี้บ่อยมาก "อเมริกาจะล่มเพราะหนี้!" "USD จะหมดความเป็นสกุลเงินสำรอง!" "ทองคำและ Bitcoin คืออนาคต เพราะ Fiat กำลังตาย" มองอีกด้านนะ ถ้าหนี้รัฐบาลแย่ขนาดนั้นจริง ทำไมญี่ปุ่นที่หนี้ 260% ของ GDP (และไม่มีสถานะ Reserve Currency เลยด้วยซ้ำ) ถึงยังอยู่รอดมาตั้ง 30 ปี? ตกลงเรื่องนี้ เราควรมองยังไง ไปดูกันจ้า --------------------------------- หนี้รัฐบาล ≠ หนี้ครัวเรือน นักเศรษฐศาสตร์ Wynne Godley เคยนำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า "Sectoral Balances Identity" เป็นกฎทางบัญชี (ไม่ใช่ทฤษฎีนะครับ) หลักการง่ายๆ คือ ในระบบเศรษฐกิจแบบปิด การขาดดุลของภาคหนึ่ง = การเกินดุลของอีกภาค แปลว่า ทุกๆ ดอลลาร์ที่รัฐบาลใช้เกินภาษี จะวิ่งไปอยู่ใน Balance Sheet ของใครซักคน ซึ่งก็คือ ภาคเอกชน (ครัวเรือน + บริษัท) หรือต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ปีงบประมาณ 2024 รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุล $1.8 ล้านล้าน เงินก้อนนี้ (หักส่วนที่ไหลออกต่างประเทศ) สุดท้าย ก็กลายเป็น ทรัพย์สินทางการเงินสุทธิ ของครัวเรือน ของบริษัท และของกองทุนบำนาญอเมริกา ถ้ายกเลิกหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ มันอาจจะแปลว่า มูลค่าทรัพย์สินทางการเงินกว่า $28 ล้านล้าน ที่ถือโดยกองทุนบำนาญ ผู้ออม ธนาคาร และ Fed จะหายวับไปทันที ถ้าเป็นแบบนั้นจริง นั่นแหละคือ วิกฤตการเงินครับ --------------------------------- หนี้ vs ทรัพย์สิน ยกตัวอย่างนะ สมมติ ผมได้เงินเดือน $100,000 มีบ้านมูลค่า $360,000 + กู้ Mortgage $300,000 ถ้าใช้ตรรกะหนี้ท่วม คนจะคิดแบบนี้ว่า "หนี้สูงถึง 3 เท่าของรายได้! ล้มละลายแน่!" แต่ธนาคารไหนในโลกก็จะบอกว่า เขาไม่ได้ล้มละลายเลย เพราะหนี้มีทรัพย์สิน (คือบ้าน) + รายได้ที่มั่นคงค้ำอยู่ หนี้สหรัฐฯ ก็เหมือนกันครับ สามารถคิดในมุมนี้ได้ ตัวเลขทางการ FY 2024: ทรัพย์สินตามบัญชี: $5.7 ล้านล้าน หนี้สินรวม: $45.5 ล้านล้าน "Net Position" ติดลบ แต่บัญชีนี้ ไม่รวม "Stewardship Assets" ที่เรียกว่า Off-Balance-Sheet เลย ที่ดิน 640 ล้านเอเคอร์ ของรัฐบาลกลาง (ประเมินมูลค่า $1.8-$5 ล้านล้าน) สิทธิแร่ธาตุและคลื่นความถี่ทั่วประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน + อุทยานแห่งชาติ + ฐานทัพทั่วโลก อำนาจการเก็บภาษีจากเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก (สำคัญที่สุด) รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บภาษีได้ปีละ $5 ล้านล้าน (คิดเป็น 17% ของ GDP ที่ $30 ล้านล้าน) นี่คือ Cash Flow ที่เยอะที่สุดในโลก อัตราส่วนหนี้/รายได้ของสหรัฐฯ คือ $37.6T / $5.1T ประมาณ 7.4 เท่า ฟังดูแย่? เทียบกับคนเงินเดือน $100K ถือ Mortgage $300K (3 เท่า) ก็แย่กว่า แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มี "ที่ดิน 640 ล้านเอเคอร์ + Pentagon + Hollywood + Wall Street + Silicon Valley" ค้ำอยู่ด้วย --------------------------------- แต่กรุงโรมก็เคยสูญสลายเพราะหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ใช่หรอ? ยุคนั้น อาณาจักรโรมใช้เหรียญเงินจริง (Denarius → Antoninianus) ยุค Gallienus (253–268 AD) เหรียญถูกลดเนื้อเงินจาก 50% เหลือ ต่ำสุด 2.5% ในเวลา 2 รุ่นเท่านั้นครับ เพราะทนต้นทุนผลิตไม่ไหว แต่นี่คือการ "Debasement" ของจริง ผูกกับโลหะ ทำได้แค่ลดเนื้อแร่ ไม่มีทาง "พิมพ์เงิน" ใหม่ เพราะข้อจำกัดทางวัตถุที่หายากในสมัยนั้น แต่สหรัฐฯในวันนี้ หนี้ทุกบาททุกสตางค์อยู่ใน USD ที่ Fed สร้างได้ไม่จำกัด ไม่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศแม้แต่ดอลลาร์เดียว Mechanism ที่ทำลายกรุงโรม ไม่มีอยู่ในระบบสหรัฐฯ เลย ดังนั้น ความเสี่ยงของสหรัฐฯ ไม่ใช่ Default (ผิดนัดชำระหนี้) แต่เป็น Inflation หรือเงินเฟ้อครับ และ 2 ปัญหานี้ต้องการ "ยา" ที่คนละแบบกันเลย ดังนั้น อย่าเปรียบเทียบสหรัฐฯ กับกรุงโรมในอดีตกันแบบตรงๆครับ --------------------------------- แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนี้ไม่มีต้นทุนนะครับ เพราะมันมีต้นทุนจริงๆ ต้นทุนจริงของสหรัฐฯที่ต้องระวังก็คือ ดอกเบี้ยจ่ายสุทธิ FY 2025 = $1.2 ล้านล้าน (~4% ของ GDP) กลายเป็นรายจ่ายอันดับ 2 ของรัฐบาลกลาง รองจาก Social Security และสูงกว่างบกลาโหมแล้วไปแล้ว และมีงานวิจัยจาก Jones & De Rugy พบว่า "การใช้จ่ายของรัฐที่มากเกินไป มี Multiplier ติดลบ" - หมายถึง ยิ่งรัฐใช้เยอะ ภาคเอกชนยิ่งหดตัว ความเสี่ยงจริง ก็คือ Disinflation/Stagflation มากกว่า Default ครับ สรุปคือ หนี้เยอะๆ มันจะดูดเงินเราไปจ่ายดอกเบี้ยหมด แทนที่จะลงทุนใน Productive Asset ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจค่อยๆ ฝืดในระยะยาว --------------------------------- พอมองในมุมนี้ ผมตีความยังไงกับค่าเงินดอลล่าร์ในปัจจุบัน? 1. อย่าเทขาย USD เพราะกลัว "อเมริกาล่ม" ครับ USD ยังเป็น Reserve Currency อันดับ 1 และ Mechanism ที่ทำลาย กรุงโรม ไม่มีอยู่ในสหรัฐฯ การถือ USD ผ่านพันธบัตร/หุ้นยังเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี 2. ทอง + Bitcoin คือ Hedge ไม่ใช่ Replacement ของ USD ถือไว้บางส่วนเป็นประกัน Inflation ก็ดี แต่อย่าทุ่มหมดหน้าตักเพราะเชื่อว่า Fiat จะตาย เพราะตามที่ผมเขียนข้างบน Fiat USD ไม่ได้กำลังตายแบบที่เล่ากัน 3. ระวังหุ้นสหรัฐฯ ที่พึ่ง Government Spending สูง ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ตัดงบจริง (เพื่อแก้ปัญหาดอกเบี้ยจ่าย $1.2T) — Defense Contractor, Healthcare ที่พึ่ง Medicare, บริษัทรับจ้างรัฐ จะกระทบหนัก 4. ติดตาม Inflation มากกว่า Debt-to-GDP ถ้า CPI สหรัฐฯ พุ่งเกิน 4-5% ต่อเนื่อง → เฟดไม่มีทางเลือกนอกจากขึ้นดอกเบี้ย → รัฐต้องดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม ... นั่นคือสัญญาณว่าระบบเริ่มสะดุดจริง แต่ถ้า CPI ยังอยู่ 2-3% หนี้ที่สูงขึ้นยังจัดการได้ครับ --------------------------------- โลกการลงทุนมีการเล่าเรื่องที่ดราม่ามากเกินไปครับ "อเมริกาจะล่มสลาย" เป็นเรื่องเล่าที่ขายดีมากบน Social Media (และผมเองก็เคยหลงเชื่อไปด้วย) แต่พอเจาะตัวเลขจริงๆ แล้ว เราต้องระวังการตัดสินใจลงทุนบนเรื่องเล่าที่ฟังง่ายแต่ผิดในรายละเอียด ผมไม่ได้บอกว่า "หนี้สหรัฐฯ ไม่มีปัญหา" นะ ปัญหามีจริง (ดอกเบี้ยจ่ายปีละ $1.2T เป็นเรื่องใหญ่) แต่ปัญหาจริงคือ Inflation และการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มากเกินจนไปเบียดเบียนภาคเอกชน ส่วนตัวผมว่า ใน 5-10 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการเลือกที่ยากมากๆ 1. ตัดงบ Social Security/Medicare (ผู้สูงอายุซวย + พรรคที่ทำเรื่องนี้ เลือกตั้งแพ้แน่นอน) 2. ปล่อยให้เงินเฟ้อกัดกินค่าเงินช้าๆ (คนออมเงินเแยๆคือซวย + เคนถือ Bond ก็ขาดทุน เพราะดอกเบี้ยขึ้นเอาๆ) ทั้ง 2 ทางเจ็บคนละแบบ และนั่นแหละคือเรื่องที่นักลงทุนต้องดูกันต่อครับ Mr.Messenger รายงาน

ไทย
3
72
150
17.3K
Limjeng retweetledi
Ap
Ap@apinions_·
ไม่มีใคร NIMBY มากกว่าคนรวย กทม. EIA ผ่านแล้ว ตึก 8 ชั้นเอง แต่คุณกรณ์ประท้วง Quintara เย็นอากาศ สุดท้ายบริษัทไม่เดินหน้าต่อ บ่นว่าที่อยู่อาศัยแพง คนหางานยาก การลงทุนประเทศต่ำ แต่ไม่ยอมรับตึก 8 ชั้นในซอย??? ส.ส. แบงค์ ช่วงการทำผังเมืองใหม่ แทนที่จะถามว่าทำไมไม่ปรับพื้นที่เป็นแดงมากขึ้น เพื่อเอื้อต่อการพัฒนา ให้มี supply บ้าน คอนโด ห้าง พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ลดค่าครองชีพ เพิ่ม supply ที่อยู่อาศัย สร้างงาน กลับถามว่าทำไมปรับพื้นที่นู่นพื้นที่นี้เป็นแดง กลัวนายทุนทำกำไร ขายแต่ความกลัวนายทุน ไม่สนใจว่าหากไม่มีการลงทุน ศักยภาพเศรษฐกิจไม่มีทางขยาย แล้วรายได้จะเพิ่มได้อย่างไร กระบวนการ EIA ให้น้ำหนักกับเพียงเสียงของคนอยู่ในพื้นที่ แต่คนอื่นในประเทศละ ทำไมไม่มีเสียง ถ้าสร้างห้างใหม่ จะสร้างงานหลายร้อยตำแหน่งสำหรับคนนอกพื้นที่ คนกลุ่มนี้มีเสียงหรือไม่ แล้วคนต่างจังหวัดละ ถ้าที่อยู่อาศัยกทม. ถูกลง คงอยากย้ายมา หางานรายได้สูงในกทม. แต่ทำไมคนกลุ่มนี้ไม่มีเสียงในกระบวนการ EIA เลย ยิ่งกระบวนการ EIA ยาก ยิ่ง dev ใหญ่ได้เปรียบ ตัวเลขฟ้องอยู่แล้วว่ากิน market share จาก dev เล็ก (ปี 2012 แค่ 60% ต้นๆ เอง) (ตารางจาก Krungsri Research) คนรวยกทม. ผลักดันนโยบายที่ทำให้ที่อยู่อาศัยแพง การแข่งขันต่ำลง การลงทุนต่ำ เป็นปัจจัยกดดันศักยภาพเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
Ap tweet mediaAp tweet media
PD@pd_091

เอางี้ ผังเมือง กทม. ใหม่ ตอนทำประชาพิจารณ์ แค่เห็น NIMBY มา Defend พื้นที่ตัวเอง ก็รู้ละว่าคนกรุงเทพ ไม่ได้มองว่าเมืองต้องอยู่ร่วมกันขนาดไหน

ไทย
3
73
71
33.1K
Limjeng retweetledi
Ap
Ap@apinions_·
ยอมรับกันเถอะว่ารัฐต้องเก็บภาษีเพิ่ม แทนคุยว่าควรหรือไม่ควร คุยว่าควรเพิ่มภาษีชนิดใดดีกว่า เรียบเรียงภาษี จากดีไปแย่ 1. บริโภคสินค้า/บริการ luxury เช่น รถแพง ไวน์แพง เที่ยวตปท. - คนรวยจ่าย ไม่กระทบความอยากทำงาน ไม่กระทบการลงทุน ไม่กระทบความสามารถการแข่งขันประเทศ เก็บง่ายมาก 2. ที่ดินว่างเปล่า - ไม่กระทบความอยากทำงาน ไม่กระทบการลงทุน กดดันให้ใช้ที่ดินให้คุ้ม ดีต่อเศรษฐกิจ เก็บยากหน่อย ทุจริตง่าย 3. ภาษีบริโภค (vat) - เลือกจ่ายได้ บริโภคน้อยจ่ายน้อย ยิ่งในประเทศไทย ซื้ออาหารสดจากตลาด ไม่ต้องจ่ายเลย เป็น progressive tax ยิ่งสูง ยิ่งคนรวยจ่ายมาก และช่วยดึงผู้ประกอบการเข้าระบบ ลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ 4. สรรพสามิตน้ำมัน - เพิ่มต้นทุนโดยตรง คนจนจ่ายมากกว่าคนรวยเทียบสัดส่วนรายได้ กระทบความสามารถการแข่งขันภาคธุรกิจ 5. อากร (tariff) - ถ้าเก็บสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพิ่มต้นทุนภาคธุรกิจ กระทบความสามารถการแข่งขัน ทุจริตง่าย แต่ถ้าสำหรับสินค้าสำเร็จรูป จะฟังชั่นเป็น vat ถือว่าโอเค 6. ภาษีรายได้บุคคล/นิติบุคคล - เก็บมาก หัวกะทิย้ายประเทศ คนไม่อยากทำงาน หรือ ผู้ประกอบการไม่ลงทุนในประเทศ ส่งเงินออกประเทศ กระทบความสามารถการแข่งขัน ยิ่งยุค AI และ remote work ภาษีรายได้บุคคลมีผลเสียมากขึ้น ในมิติกิจกรรม: บริโภค > ทรัพย์สินไม่ใช้ > ทำงาน (รายได้) > ลงทุน ภาษี exit นทท. ไทยเป็นภาษีที่ดี ยิ่งถ้าเลือกได้ว่าไม่เก็บจากนักเรียนหรือคนไทยทำงานตปท. ยิ่งดี ส่วนปันผล มีข้อดีและเสีย ควรเทียบกับตปท.
ไทย
3
20
35
2.8K
Limjeng retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
UAE ออกจากโอเปค อีกหน่อยโอเปคก็อาจจะแตกกัน เพราะเต็มไปด้วยคู่ขัดแย้ง อีกหน่อยอาจจะมีแค่บาห์เรน, UAE และซาอุที่ยังเกาะกลุ่มกัน เพราะสามประเทศนี้มองอิหร่านเป็นภัยความมั่นคง และยังมีกองทัพสหรัฐฯ ตั้งฐานทัพไว้อยู่ กาตาร์และโอมานอยู่ใกล้อิหร่าน พื้นที่ก๊าซยังคงคาบเกี่ยวกัน จะสลัดแยกจากอิหร่านคงไม่ง่าย ส่วน Gulf Cooperation Council เป็นแค่ ความร่วมมือหลวม ๆ ไม่มีอำนาจบังคับแบบ EU ดังนั้นการแตกของ GCC ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะภัยคุกคามไม่เหมือนกัน เศรษฐกิจพึ่งพาคนละทาง มหาอำนาจก็ดึงแต่ละประเทศให้อยู่คนละฝั่ง ก็เหลือแค่คูเวตจะไปทางไหนกับใครต่อ
ไทย
2
271
254
22K
Limjeng retweetledi
Ap
Ap@apinions_·
ตามหลักเพื่อให้เศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือนขยายเร็ว ภาษี - ไม่ควรเก็บมากนักจากการผลิต (เพราะผลิตมาก = รายได้มาก การเก็บภาษีคือการกดดันให้ทำน้อยลง) - ไม่ควรเก็บมากนักจากรายได้บุคคลและนิติบุคคล (เพราะจะทำให้คนอยากทำงานน้อยลง หรือย้ายประเทศ และผู้ประกอบการอยากลงทุนน้อยลง หรือย้ายทุน และเราเก็บจากนิติบุคคลได้มากกว่าเกือบทั้งโลกอยู่แล้ว) - ควรเก็บจากการบริโภค หรือทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ได้ยาก เช่น ที่ดิน - ควรเก็บจากคนรวยมากกว่าคนจนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ภาษีบริโภคจึงเหมาะมาก (เป็นเหตุที่ IMF แนะให้เพิ่ม vat และลดภาษีนิติบุคคล) เพราะคนที่ตั้งใจทำงาน ออมเงิน ลงทุน แต่ไม่บริโภคมาก ไม่ต้องจ่ายมาก ส่วนคนฟุ่มเฟือย ไม่ออมเงิน บริโภคเกินตัว ต้องจ่ายมากหน่อย และเป็นภาษีที่ไม่กระทบความอยากทำงาน ใครอยากทำงานเยอะ แต่ไม่บริโภค อยากออมไว้ รัฐเข้าข้าง ส่วนคนที่ทำงานน้อย แต่บริโภคเกินตัว รัฐทำโทษ ภาษี exit สำหรับนทท. ไทยฟังดูแปลกแต่ติ๊กทุกอย่างที่เราอยากได้จากภาษีเลย ✅ ไม่กระทบความอยากทำงาน ✅ ไม่กระทบการลงทุน ✅ คนรวยจ่ายมากกว่าคนจน ✅ ผลักดันให้ท่องเที่ยวในประเทศแทนตปท. ข้อเสียคือผู้ประกอบการต้องจ่ายบ้างสำหรับ business travel แต่ไม่น่าเพิ่มต้นทุนขนาดนั้น ส่วนใหญ่ภาษีจะเก็บจากการบริโภคบริการตปท. ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รัฐไม่ควรเอื้อ เก็บง่ายเก็บยาก ยอมรับว่าไม่รู้ เก็บแล้วใช้คุ้มหรือไม่ เป็นอีกประเด็น
🏳️‍🌈 CHERSAN SRISATJANG ✈️@RonallChersan

💸รมว.ท่องเที่ยวฯเผย มีแนวคิด “เก็บค่าธรรมเนียมขาออกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ” หรือ Exit Fee เพื่อนำเงินส่วนนี้มาส่งเสริมท่องเที่ยวภายในประเทศ 🔴 เช่นเก็บ 1,000 บาท/คน/ครั้ง มีคนไทยไปตปท. 10 ล้านคน ก็จะมีเงิน 10,000 ล้านบาท สามารถนำไปใช้อุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศจำนวน 1,000 บาท/ครั้ง จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี หรือดำเนินงานในรูปแบบอื่น ๆ ได้

ไทย
2
96
86
21.9K
Limjeng retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ภาพที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดน้ำมันเอเชียตอนนี้…เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าน้ำมันขาดตลาดกำลังจะเกิดขึ้นจริง เริ่มจากสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันของภูมิภาค จำนวนเรือขนน้ำมันขนาดกลางที่พร้อมใช้งานแบบทันที ลดลงมากกว่าครึ่งนึงในระยะเวลาแค่สองสัปดาห์ นั่นหมายความว่าต้นทุนขนส่งกำลังแพงขึ้น แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่ logistics ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่ ส่วนคูเวตประกาศ force majeure หยุดส่งออก ทั้งสองเส้นทางน้ำมันนี้ เปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลก อินโดนีเซีย…มาเลเซีย เริ่มเจอแรงกดดันด้านน้ำมันเบนซิน เพราะสิงคโปร์เลือกที่จะระงับการส่งออกน้ำมันบางส่วน โดยผ่านการตั้งราคาสูงขึ้น ขณะที่ทางสหรัฐฯ กำลังเร่งส่งออกน้ำมันผ่านคลองปานามา ซึ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี เพื่อมาช่วยเติมฝั่งเอเชีย และสุดท้ายในภาวะนี้ น้ำมันมี แต่เรือไม่มี เกมนี้เจ้าของเรือผูกขาด เพราะเมื่อ supply ของเรือหายไป ตลาดเรือขนส่งน้ำมันขนาดกลาง (MR) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กลายเป็น seller’s market ทันที ตอนนี้ใครมีเรือ…คนนั้นถือไพ่เหนือกว่าจริงๆ
ไทย
5
883
518
60.3K
Limjeng
Limjeng@Limjeng4·
สิงคโปร์ ดูแลการเงินให้คนในรัฐบาลจีน และ เป็นนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในจีนเยอะสุด TikTok และ SHEIN ก็ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่สิงคโปร์ แต่อเมริกาก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะ บริษัทอเมริกาก็ไปตั้งสำนักงานอยู่สิงคโปร์เยอะมาก ฐานทัพเรือสหรัฐก็อยู่ที่สิงคโปร์ สรุป คือ สนิทกับทั้งสองฝ่ายเลย
Cate.Blue 🇬🇧 🇯🇵 🇹🇭 はじめまして@CaterpilaBlue

@XXXAmmieXXX สำหรับไทยน่าจะทำแบบ Singapore model — ไม่เกาะใคร ไม่แบนใคร แต่ทำตัวเองให้ขาดไม่ได้ ไทยมีศักยภาพคล้ายกันในเรื่อง logistics และ food supply แต่ยังไม่ได้ทำให้มันกลายเป็น structural chokepoint ที่ใครก็ตัดไม่ได้

ไทย
0
0
1
120
Limjeng retweetledi
Ap
Ap@apinions_·
สำหรับประเทศไทย เราต้องดึง CATL ให้ได้ กำไรในภาค EV อยู่ที่ batt CATL คือผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุด ที่มี tech ที่ดีที่สุด มี margin สูง แต่ CATL เลือกลงทุนที่อินโดแทน มูลค่าลงทุน 2 แสนล้านบาท
ไทย
2
3
1
277
Limjeng retweetledi
Ap
Ap@apinions_·
EV ชนะ ถ้า EV ชนะ เท่ากับจีนชนะด้วย ใช่เปล่า CATL ประกาศว่าพัฒนา batt ใหม่ ใช้เวลาชาร์จจาก 10% ถึง 98% เพียง 6.5 นาที ภาคยานยนต์เยอรมนีลงทุน R&D มากถึง 34% ของปริมาณ R&D รวมในประเทศ ตำแหน่งงานที่รายได้สูง คุณภาพชีวิตดีถูกบีบในยุโรปจากที่ภาคยานยนต์สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
Ap tweet mediaAp tweet media
Financial Times@FT

CATL claims 6-minute charge and 1,500km range for new electric vehicle batteries ft.trib.al/Ugbxjkc

ไทย
2
11
10
1.8K
Limjeng retweetledi
Ap
Ap@apinions_·
💯🎯 ภาคผลิต solar จีนขาดทุน 2 ปีติดต่อกันแล้ว วันนี้ยังขาดทุนอยู่ เท่ากับคนจีน subsidise การลดต้นทุน ลดค่าไฟผู้ประกอบการและครัวเรือนไทย ทำไมเราไม่ควรใช้ประโยชน์นี้ เราไม่ได้ผลิตแผง solar เองอยู่แล้ว เราไม่มี tech คนจีนแจกเงินฟรีๆ ให้เรา ยังไงก็ต้องเอาหรือเปล่า ถ้าไม่เอาแต่คู่แข่งเอา เราจะแข่งขันได้อย่างไร ถ้าเอาก็เหมือนได้ค่าไฟถูกๆ โดยไม่ต้องจ่ายต้นทุนที่แท้จริง เราควรมองการเข้าถึง supply chain จีนได้แบบเร็ว (ขนส่ง 10 วันถึงแล้ว) และถูก (ไม่มีภาษี) เป็นข้อได้เปรียบ ทั้ง RCEP และ ASEAN-China FTA เป็นแต้มต่อในการทำการค้า เพราะต้นทุนเราถูกกว่าคู่แข่ง เราควรควบคุมการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปแต่สำหรับวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป การเข้าถึง supply chain จีนช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
Ammie@XXXAmmieXXX

อย่าแข่งกับจีน ทางรอดของ small & open economy คือ เกาะเค้าแล้วโตไปด้วยกัน ยุโรปหลายประเทศอ่านเกมนี้อีกแล้ว ยิ่งแบนจีน ยิ่งมีแต่ผลเสียกับตัวเอง ทางรอดคือใช้ competitiveness ของจีนให้เป็นประโยชน์ แล้วต่อยอดอุตสาหกรรมภายในของตัวเองโดยใช้จีนเป็นพาร์ทเนอร์

ไทย
6
119
110
20.3K
Limjeng retweetledi
Cate.Blue 🇬🇧 🇯🇵 🇹🇭 はじめまして
@XXXAmmieXXX สำหรับไทยน่าจะทำแบบ Singapore model — ไม่เกาะใคร ไม่แบนใคร แต่ทำตัวเองให้ขาดไม่ได้ ไทยมีศักยภาพคล้ายกันในเรื่อง logistics และ food supply แต่ยังไม่ได้ทำให้มันกลายเป็น structural chokepoint ที่ใครก็ตัดไม่ได้
ไทย
3
7
10
722
Limjeng retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ภาษีไม่ได้มีไว้เพื่อหาเงินให้รัฐบาล แต่มีไว้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และกำหนดขนาดเศรษฐกิจที่รัฐเข้าไปมีบทบาทได้
ไทย
13
886
669
37.5K
Limjeng retweetledi
Gorya Ilada
Gorya Ilada@gorya_ilada·
ไทยยังอยู่ในเกม FDI โลก แต่ไม่ใช่ตัวเต็งอีกต่อไปแล้ว รายงานจาก World Bank เรื่อง Thailand Economic Monitor: Advanced Green Manufacturing For Growth จะเห็นว่า รูปแบบการลงทุนโลกเริ่มเปลี่ยนไป รูปซ้าย ​> สหรัฐฯ เป็นทั้งผู้ลงทุนรายใหญ่ และเป็นผู้รับเงินลงทุนรายใหญ่ด้วย หมายความว่า โลกวันนี้ FDI ไม่ได้ไหลจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาแบบเดิมเสมอไป แต่กลับเป็นการลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีพร้อมทั้ง เทคโนโลยี ตลาดและ ความมั่นคง supply chain รูปขวา > อธิบายว่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แบบ Greenfield กำลังเคลื่อนย้ายไปทางไหน และไทยอยู่ตรงจุดใดในกระแสโลก จะเห็นว่านักลงทุนจีนและสหรัฐฯ ลงทุน Greenfield ในไทยเยอะสุด โดยเน้น Communications + Electronics เช่นพวก Data center /Cloud infrastructure /Telecom systems/ Digital platform infra เป็นต้น สะท้อนว่าไทยก็ยังถูกมองเป็น Digital Hub ในบริบทโลก ที่น่าสนใจคือ : ไทยยังมีโอกาสได้ประโยชน์จาก US-China rivalry / Supply chain relocation / Digital economy boom /EV transition แต่ถ้าไทยไม่เร่งปฏิรูป เช่นเรื่อง Permit/ skill/ regulation/ ค่าไฟ FDI อาจจะไหลไปเวียดนามหรือมาเลเซียแทน
Gorya Ilada tweet mediaGorya Ilada tweet media
ไทย
3
48
57
3.7K
Limjeng retweetledi
Ap
Ap@apinions_·
ตอนโควิด technocrat บอกให้กู้ 1 ล้านล้าน เราไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่พอนักการเมืองบอกให้กู้ 5 แสนล้าน กลุ่ม technocrat คัดค้านกันหนักมาก ตอนนี้ technocrat มีอำนาจอีกที บอกให้กู้อีก 5 แสนล้าน อิอิ
THE STANDARD WEALTH@Standard_Wealth

รัฐบาลเล็งขยายเพดานหนี้ นักเศรษฐศาสตร์ชี้ การกู้ไม่ใช่คำต้องห้าม แต่ต้องใช้คุ้มค่า มองในวิกฤต การ 'ไม่กู้' อาจอันตรายกว่าการ ‘กู้’ . ท่ามกลางการรายงานว่า รัฐบาลเล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานรอบนี้ นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ‘การกู้’ ไม่ใช่คำต้องห้าม แต่ต้องใช้คุ้มค่า พร้อมมองว่าในภาวะวิกฤต การ ‘ไม่กู้’ อาจอันตรายกว่าการ ‘กู้’ พร้อมแนะวิธีการกู้รอบใหม่ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาดและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) พร้อมให้ใช้โอกาสนี้ยกระดับ ‘มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง’ . วันนี้ (20 เมษายน) ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่าน Facebook โดยระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายเพดานหนี้ เพื่อรองรับการกู้เงินรับมือวิกฤตพลังงาน คำถามไม่ใช่แค่ว่า ‘ควรกู้หรือไม่’ เพราะในภาวะวิกฤต การ ‘ไม่กู้’ อาจอันตรายกว่าการ ‘กู้' แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือจะกู้ ‘อย่างไร’ ให้ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่น และไม่สร้างปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณเตือนมีอยู่แล้ว Moody’s และ Fitch เพิ่งปรับ outlook ไทยเป็น Negative สะท้อนความกังวลเรื่องวินัยการคลัง . 📍มีกฎ แต่ไม่มีวินัย: ถอดบทเรียนการกู้ของรัฐไทยที่ผ่านมา . ศ. ดร. อธิภัทร ยังสรุปบทเรียนจากการกู้ของรัฐไทยที่ผ่านมา เป็น 3 ข้อสั้น ๆ ได้แก่ ไทยมีปัญหาจากการกู้โดยไม่มีกลยุทธ์ ต้นทุนภาระหนี้พุ่ง และรัฐไทยมีกฎ แต่ไม่มีวินัย . 1.ปัญหาไม่ใช่การกู้ แต่คือ กู้โดยไม่มีกลยุทธ์ (Strategy): จากช่วงโควิด เราเคยยกเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐตั้งวงเงินก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะใช้ทำอะไร ไม่มี pipeline โครงการที่ชัดตั้งแต่ต้น เปิดให้หน่วยงานเสนอโครงการภายหลัง และที่สำคัญ ไม่มี Roadmap ลดหนี้ที่น่าเชื่อถือ ผลคือ เงินจำนวนมากถูกใช้แบบกระจัดกระจาย และเราแทบไม่เห็นผลตอบแทนระยะยาว . ดังนั้น โจทย์พื้นฐานของการแก้ปัญหาเรื่องนี้มีแค่ 2 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 กู้ไปทำอะไร ต้องชัดตั้งแต่ต้น และข้อ 2 จะลดหนี้เมื่อไหร่ Exit Plan ต้องมี “ถ้าตอบไม่ได้ เราจะกลับเข้าสู่ Loop เดิม” ศ. ดร. อธิภัทรกล่าว . 2. ความเสี่ยงวันนี้ไม่ใช่แค่ ‘หนี้สูง’ แต่คือ ‘ต้นทุนภาระหนี้’: โดยวันนี้ดอกเบี้ยคิดเป็นราว 12% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปที่ 14% ในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยตัวเลขนี้กำลังจะทะลุระดับ Benchmark ที่สะท้อนว่า ประเทศยังอยู่ในกลุ่ม Investment-Grade หรือเสี่ยงหลุดอันดับ กลายเป็น Junk Bond . ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ รายได้ของรัฐวันนี้ เพียงพอแค่ ‘รายจ่ายประจำ’ ไม่เหลือพื้นที่สำหรับ ‘การลงทุน’ แปลว่า รายได้ภาษีจากเม็ดเงินของพวกเรา กำลังถูก ‘ล็อกไว้กับอดีต’ มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ไม่ถูก Downgrade รัฐก็จะค่อยๆ สูญเสียความสามารถทั้งในการยกระดับศักยภาพของประเทศ และรับมือวิกฤตรอบถัดไป . 3. ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทย: มีกฎ แต่ ‘ไม่มีวินัย’: ประเทศไทยมีกฎหมายวินัยการคลังและมีคณะกรรมการกำกับ แต่บทเรียนหลังวิกฤตโควิดชี้ชัดว่า กฎเหล่านี้ยังไม่สามารถ ‘บังคับวินัยการคลัง’ ได้จริง รัฐควรใช้โอกาสการออกพระราชกำหนดครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการ “ยกระดับกรอบวินัยการคลังทั้งระบบ” . โดยสามารถทำได้ผ่านผูกการกู้กับแผนลดหนี้ที่ชัด ตรวจสอบได้ และมี Accountability จริง รวมถึงสร้างกลไกถ่วงดุลที่เป็นอิสระ (เช่น สถาบันการคลังอิสระ) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและตรวจสอบต่อสาธารณะ . “วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ ‘เงินกู้’ แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ว่า จะกู้หรือไม่ แต่คือ เราจะใช้โอกาสนี้ยกระดับ ‘มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง’ หรือจะกลับไปสู่ วังวนของการกู้แบบเดิม ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาให้คำตอบชัดเจน” ศ. ดร. อธิภัทรกล่าวทิ้งท้าย . 📍แนะ ‘แผน’ รักษาความเชื่อมั่นของตลาด . ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่าน Facebook โดยระบุว่า ‘การกู้’ ไม่ใช่คำต้องห้าม แต่ต้องใช้คุ้มค่า มีแผนลดหนี้และสร้างภูมิคุ้มกัน . “Shock ทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศต้องเจอ แต่ภูมิคุ้มกันที่เรามีต่อ Shock และความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันกลับมาต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ รัฐอาจจำเป็นต้องกู้เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจพัง เพราะบางครั้งการไม่กู้เลยอาจทำให้ความเสียหายรุนแรงกว่ามาก แต่ทุกครั้งที่กู้ ‘ต้องมาพร้อมกับแผนลดหนี้ที่ทำได้จริง’ ไม่ใช่แค่พูด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาด” ดร.พิพัฒน์กล่าว . ดร.พิพัฒน์ ยังแนะแผนลดหนี้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาด โดยให้ครอบคลุม 3 เรื่อง ได้แก่ การคุมรายจ่ายนำเงินกู้ไปใช้อย่างคุ้มค่า การเพิ่มรายได้รัฐ และการเพิ่ม GDP ระยะยาว . 1. คุมรายจ่าย เงินที่กู้มาจะเอาไปใช้อะไร? ต้องนำไปใช้ในสิ่งที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ พุ่งเป้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม ไม่รั่วไหล ไม่ก่อให้เกิดการบิดเบือนในระยะยาว โดยนอกจากนี้ ก่อนตัดสินใจกู้ รัฐควรทบทวนและจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณใหม่ งบที่ไม่ได้สร้างผลดีต่อเศรษฐกิจ (เช่น การแจกเงินแบบหว่านแห งบดูงานไม่จำเป็น งบที่เงินไหลออกนอกประเทศเยอะ) ต้องกล้าตัดทิ้ง และเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้ทุกบาทมีผลมากที่สุด 2. เพิ่มรายได้รัฐ: ซึ่งอาจต้องพิจารณาทั้งการขยายฐานภาษี (นำคนเข้าระบบ) และการเพิ่มอัตราภาษี เช่น VAT ของไทยที่ 7% ต่ำมากเมื่อเทียบกับภูมิภาค มีพื้นที่ปรับได้ แต่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือคนรายได้น้อยรองรับ ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาการเมืองมากกว่าแก้ปัญหาการคลัง 3. เพิ่ม GDP ระยะยาว: แม้เรามีปัญหาระยะสั้นเต็มไปหมด เราก็ทิ้งปัญหาระยะยาว และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปไม่ได้ เราต้องเน้นลงทุนเพื่ออนาคต ดึงการลงทุนคุณภาพ และพัฒนาคน ถ้าเศรษฐกิจโตเร็ว หนี้ก็จะดูเล็กลงเอง และนี่คือทางออกในระยะยาวที่แท้จริง . #TheStandardWealth

ไทย
5
316
154
34.7K
Limjeng retweetledi
Ap
Ap@apinions_·
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเงิน ปัญหาอยู่ที่ low growth preference ของประเทศไทย เราต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยให้ทุกคนยอมรับว่าการพัฒนามีต้นทุน ในระยะสั้นมีคนเสียหายทุกครั้ง ทุกโครงการ แต่ประเทศได้ประโยชน์ในระยะยาว ไม่มีอะไรอธิบายได้ว่าทำไมผ่านไป 10 ปีแล้ว รถไฟความเร็วสูงทั้ง 2 สายยังไม่ได้วางรางสัก 1 เมตร ไม่มีอะไรอธิบายได้ว่าทำไมเกือบ 40 ปีแล้วที่เราสร้างแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่กว่า 1,000 ล้าน ลบ.ม. ครั้งสุดท้าย ทั้งที่มีภาวะแล้งและท่วมทุกปี ไม่มีอะไรอธิบายได้ว่าทำไมเด็กไทยส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าอนาคตของประเทศคือภาคบริการ เช่น ท่องเที่ยว รู้ว่าต้องค้าขายกับต่างชาติ รู้ว่าภาษาอังกฤษคือ must-have จนผู้ปกครองต้องทุ่มเงินเอง เสียสละ เพื่อส่งลูกเข้าเรียน รร. อินเตอร์ ถ้าประเทศไทยอยากโตจริงๆ ครูส่วนใหญ่ควรพูดภาษาอังกฤษคล่องไม่ใช่หรือ ถ้าครูพูดภาษาไม่คล่อง เด็กจะเก่งได้อย่างไร ถ้าเด็กไม่เก่ง จะหางานในภาคที่ต้อง deal กับต่างชาติได้อย่างไร ตัวเลขฟ้องอยู่แล้วว่า language premium ในประเทศสูงหลายสิบ % แต่เรายังไม่มีความมุ่งมั่นแก้ปัญหานี้เลย
กรุงเทพธุรกิจ@ktnewsonline

รัฐจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงินแสนล้าน รื้องบปี 69 ขยับเพดานหนี้ 75% ตุนกระสุนสู้วิกฤติ แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้พิจารณาปรับแผนการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมหน้าตักไว้รับแรงกระแทกจากวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายจนนำไปสู่วิกฤติพลังงานและการคลัง หรือที่รัฐบาลประเมินว่าเป็นภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยเตรียมผลักดันโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ช่วยเหลือค่าครองชีพ อุดหนุนราคาพลังงาน ตลอดจนสานต่อโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ดี ท่ามกลางข้อจำกัดสำคัญเรื่องงบประมาณ และเพดานการก่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากรัฐบาลเหลือวงเงินงบกลางเพียง 2.5 หมื่นล้านบาท และมีเพดานกู้เงินเหลืออีกเพียง 7 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งประเมินแล้วว่าไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภาระรายจ่ายก้อนโต โดยเฉพาะการเตรียมวงเงินค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท รวมถึงเม็ดเงินอัดฉีดโครงการเร่งด่วนต่างๆ อีกหลายหมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องงัดเครื่องมือทางการคลังหลายรูปแบบมาผสมผสานกัน อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/economics/1230… #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic

ไทย
5
101
65
9.4K
Limjeng retweetledi
Yodchanan Wongsawat
Yodchanan Wongsawat@YodchananW·
ดาวเทียมฝีมือคนไทย ใกล้ทะยานสู่ห้วงอวกาศ ก้าวสำคัญในการเป็นผู้พัฒนา Deep Tech เมื่อวานนี้ที่ NARIT (สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ) แม่ริม ผมไปติดตามความคืบหน้าของ TSC-1 ดาวเทียมวิจัยฝีมือคนไทย สิ่งที่เห็นคือศักยภาพของวิศวกรไทยที่น่าภาคภูมิใจ ยิ่งทำให้เรามีความหวังครับ หัวใจสำคัญของ TSC-1 คือเราสร้างเองสูงถึง 60% ตั้งแต่กล้องถ่ายภาพรายละเอียดสูง ระบบซอฟต์แวร์ควบคุมการวางตัว ไปจนถึงสถานีภาคพื้นดิน ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกออกแบบและประกอบโดยคนไทยเกือบทั้งหมด และบททดสอบที่หินที่สุดผ่านไปแล้ว ผมเข้าไปดูห้องปฏิบัติการที่ใช้ทดสอบสภาวะสุดขั้ว ทั้งความกดอากาศต่ำในอวกาศ (Thermal Vacuum) การทนต่อรังสี และการสั่นสะเทือนรุนแรง ซึ่งผลการทดสอบยืนยันว่า Engineering Model ของเราสอบผ่าน! เทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นมีความเสถียรและพร้อมทำงานจริง เป้าหมายถัดไปคือ Flight Model หรือการสร้างตัวเครื่องจริงที่จะส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2027 ครับ นี่คือหมุดหมายสำคัญที่บอกว่าไทยเรากำลังก้าวข้ามจากการเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้พัฒนา Deep Tech อย่างเต็มตัว การสร้างดาวเทียมหนึ่งดวง ไม่ใช่แค่การได้มาซึ่งข้อมูลอวกาศ แต่มันคือการสร้างระบบนิเวศของเศรษฐกิจอวกาศ ที่ต้องมีแรงงานทักษะสูง สำคัญที่สุดคือสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นว่า "Space is not that far for Thais" ที่ NARIT แห่งนี้ คนทั่วไปสามารถเข้ามาเที่ยวชมได้นะครับ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ครบวงจรมาก มีทั้งนิทรรศการดาราศาสตร์ที่ทันสมัย ท้องฟ้าจำลองที่คมชัด และอาคารหอดูดาวที่เปิดให้คนทั่วไปมาส่องกล้องดูดาวเคราะห์กันจริงๆ บรรยากาศดีมากครับ ใครมาเชียงใหม่ ผมอยากให้พาเด็กๆ แวะมาสร้างแรงบันดาลใจกันได้ นอกจากนี้ ที่นี่ยังเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของอวกาศผ่านโมเดล 3D Printing ที่จำลองพื้นผิวดวงจันทร์ ดาวต่างๆ ให้หยิบจับและจินตนาการตามได้จริง เพราะดาราศาสตร์ที่นี่ไม่ได้มีไว้แค่ให้มองด้วยตา แต่สร้างมาเพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมครับ เรากำลังสร้างประเทศรายได้สูงด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม และนี่คืออีกรูปธรรมหนึ่งที่เราทำได้อย่างไม่น้อยหน้าใครครับ
Yodchanan Wongsawat tweet mediaYodchanan Wongsawat tweet mediaYodchanan Wongsawat tweet mediaYodchanan Wongsawat tweet media
ไทย
8
1.5K
1.4K
69.2K
Limjeng retweetledi
Yodchanan Wongsawat
Yodchanan Wongsawat@YodchananW·
น่าชื่นชมนวัตกรรม “ห้องปลอดฝุ่นราคาประหยัด” จากนักวิจัยไทยที่ช่วยคุ้มครองกลุ่มเปราะบางได้ทันทีในระยะสั้น ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว เราเน้นจัดการที่ต้นเหตุด้วย Deep Tech วิเคราะห์ข้อมูลระดับโมเลกุลเพื่อระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นให้ชัดเจน พร้อมระบบตรวจจับไฟป่า Real-time ให้ทีมอาสาเข้าสกัดเหตุได้ทันท่วงที เพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ
ไทย
9
1.1K
1.4K
29.2K