
ณ. ปัจเจก
6.5K posts




อ.เชนย้ำตลอดว่ายกเครื่องประเทศไทย แกเริ่มยกตั้งแต่เรียกเอาฐานข้อมูลจริงในประเทศ ที่มันไปอยู่นอกระบบกว่าครึ่ง จะถูกดึงกลับมา นี่แหละ แก้ทั้งระบบเชิงเศรษฐกิจของจริง




ประชาชนไม่อยากมีลูก เพราะอะไร...? #หมอชลน่าน น่าจะมีคำตอบ "ถ้าจะยุ่งกับมดลูกของประชาชน รัฐบาลต้องเริ่มจากการสร้างสรรค์คุณค่าของประเทศนี้ให้น่ามีลูกให้สำเร็จเสียก่อน" 1) เราไปดูข้อมูลของประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เกาหลีเหนือ และไทย เหตุผลของการไม่มีลูก เป็นเรื่องง่ายๆเลยครับ คือ "ประชาชนอยู่ในประเทศแล้วมีความสุขไหม?" อันนี้คือพื้นฐานเลยนะ ที่เข้าใจโคตรง่าย หมายความว่า ถ้าพวกเขามีความสุข เขาจะกล้ามีลูกครับ 2) อย่างเกาหลีใต้เอง ที่มีความเครียดสภาวะกดดันในการทำงาน หรือญี่ปุ่น ที่เคร่งเครียดกับการทำงานเช่นกัน และกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พวกเขาเครียด จนไม่ได้โฟกัสกับการสร้างครอบครัว ถ้าไม่มีความสุข ก็ไม่พร้อมให้ลูกเกิดมาในสังคมที่ตนเอง ไม่มีความสุข อันนี้เรื่องเข้าใจง่ายมาก 3) แล้วถ้าบริหารประเทศยังไง ประชาชนถึงจะมีความสุขล่ะ นั่นแหละ โจทย์ที่รัฐบาลต้องไปทำการบ้าน ถ้ารัฐแก้ที่ต้นตอได้ คืนความสุขกลับไปให้ประชาชน ความมั่นใจที่จะมีลูกจะเกิดขึ้นได้เอง แต่คำถามต่อไปคือ แล้วความสุขของคนไทยคืออะไร ที่จะเป็นปัจจัยให้พวกเขามีลูก รัฐต้องสร้างสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น กุญแจมีอยู่แค่นี้เองนะ 4) จากสถิติประชากรให้ตัวเลขที่น่าตกใจ เมื่อ 50 ปีก่อน ผู้หญิงไทยคนหนึ่งมีลูกเฉลี่ยตลอดวัยเจริญพันธุ์ของตนประมาณ 5-6 คน แต่ทุกวันนี้ผู้หญิงไทยคนหนึ่งมีลูกโดยเฉลี่ยเพียง 1.5 คนเท่านั้น น้อยกว่าเมื่อก่อนถึง 4 เท่าตัว (ปี 2558) ยิ่งตอนนี้ ยิ่งลดลงไปอีก เรื่องราวนี้ สัมพันธ์กับหลายๆอย่างในสังคมไทย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ค่านิยมการมีครอบครัวและการมีบุตร เป็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากสภาวะรอบตัวและค่านิยมสังคมแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่มุมมองแบบเดิมๆ ทำให้ Mindset เรื่องการมีลูกที่หมอชลน่านมอง ยังเป็นประเด็นที่ด้อยกว่าที่คนไม่ได้รู้สึกอินตาม หรือระลึกถึงเลย 5) ค่าใช้จ่าย ทำให้คนคิดเยอะขึ้นเรื่องภาระ ว่าลูกจะโตมาแล้วลำบาก เพราะรัฐสวัสดิการ ไม่ได้ support ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรของประเทศไทย เกิดจากการไร้รัฐสวสัดิการที่ดีในการส่งเสริมการมีบุตร แต่ไม่ได้ย้ำปัญหา เพราะมันวกมา 'เข้าตัว' ให้รัฐบาลตัวเองทำงานให้ดีกว่านี้ ยกตัวอย่างสิ่งที่ประเทศอื่นที่รัฐสวัสดิการดีๆได้ให้กับเยาวชน (ที่สวีเดน คือดีสุดๆ) อาทิเช่น - ค่าเล่าเรียนฟรี ถึงจบปริญญา (ของสวีเดนคือให้เปล่าถึงจบปริญญาเอก) - ค่าอุปกรณ์และชุดนักเรียน - เงินอุดหนุนดูแลเด็ก ค่าขนมรายเดือน และค่าเดินทาง - ค่าทำฟันฟรีของเด็กๆ ประเทศที่ไม่มีอะไรรองรับการมีบุตรที่ส่งเสริมเชิงโครงสร้าง จะผลักดันให้คนมีการศึกษาอยากมีลูกเป็นเรื่องยาก หมอต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อน และต้องเข้าใจด้วยว่า "แค่กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงเดียว แก้ปัญหานี้ไม่ได้!" เราดูแลประชาชนของเรายังไม่ดีพอ คนก็ไม่อยากเป็นพ่อแม่เพราะกลัวดูแลลูกไม่ดีพอ "ภาระเพียบ แต่รัฐบาลไม่เคยแบ่งเบาภาระ แต่กลับโยนภาระให้ประชาชนแบกการดูแลบุตรแบบ 100% ของค่าใช้จ่าย" ถ้าไม่ elite จริงๆ คิดจะมีลูก อาจจะทบทวนเยอะมากครับ อยากให้ประชาชนมีบุตร แล้วพวกคุณมีอะไรดูแลประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และรู้สึกมั่นคงในประเทศนี้ คุณมีรึยัง? ถ้ายังก็จูงใจไม่สำเร็จ ไม่มีใครอยากให้ลูกเกิดมาลำบากในรัฐบาลเส็งเคร็ง 6) ดังนั้น การเป็นวาระแห่งชาติ นั่นหมายความว่า ในทางปฏิบัติ กระทรวงสาธารณสุข ต้องออกมาทำ campaign เพื่อรณรงค์ให้คนอยากมีบุตรเพิ่มขึ้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือใส่แรงเสริมทางบวก ที่ทำให้คนเกิดความสุขในประเทศ (Positive Reinforcement) เหมือนเป็น rewards หรือของขวัญที่ทำให้เกิดการผลักดัน สร้าง drives / motivation เป็นแรงจูงใจให้คนรู้สึกว่า "การมีบุตร มันเป็นสิ่งที่ดี และเขาได้อะไรจากการมีบุตร" ในบางประเทศ ใช้การลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษ, มีเงินขวัญถุงอัดฉีดเป็นค่าเลี้ยงดู, เสริมรัฐสวัสดิการจูงใจให้แบบจัดเต็ม เพื่อกระตุ้นให้สำเร็จ แต่จากสิ่งที่เราพูดมา เราคิดว่า "ประเทศไทย ไม่ได้ทำ campaign ได้แข็งแรงขนาดนั้น และยังไม่ได้มีเครื่องมือทางการตลาดที่จะจูงใจคนให้รู้สึกว่าอยากมีลูก" 7) มากไปกว่าเรื่องเงินๆทองๆ ปากท้องความเป็นอยู่ จริงๆแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งพื้นฐานที่พ่อแม่กังวลคือ "การคุ้มครองให้ลูกอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย" ซึ่งเรายอมรับว่า ประเทศไทยยังอ่อนมาก เราอยู่ในประเทศที่มีอาชญากรรม ยาเสพติด การปล้นฆ่าข่มขืน และเสี่ยงภัยรอบตัว แค่เดินริมฟุตบาธ ก็อาจตายได้ พ่อแม่มีความกังวลในการคุ้มครองความปลอดภัยให้ลูก ที่พวกเขาไม่สามารถดูแลลูกได้ 24 ชั่วโมง และแม้กระทั่งลูกอยู่โรงเรียน โรงเรียนก็ยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงที่ปลอดภัยของลูกได้เลยด้วยซ้ำ มันมีผลทางจิตวิทยาที่พ่อแม่รู้สึกว่า "การมีลูกหนึ่งคนมันไม่ใช่แค่ภาระทางการเงิน แต่มันมีภาระทางจิตใจมาเกี่ยวข้องด้วย" 8 ) เราว่าคนที่ยิ่งการศึกษาสูง มีเงิน มีฐานะและสถานะทางสังคมที่ดี เขาไม่ได้มีปัญหาการมีลูกหรอก แต่เขาคิดเยอะ และวางแผนอย่างดีที่สุด เพราะเขามีความพร้อมก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้มั่นใจมากพอว่า "การมีลูกในยุคสมัยนี้ คือครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ และมีความสุขจริงๆ" หลายๆคู่มองเป็นภาระ ความไม่คล่องตัวในการใช้ชีวิต และเลือกจะมีเพียงสัตว์เลี้ยง หรือ adopt เด็กมาเป็นบุตรบุญธรรม โครงสร้างของครอบครัวและค่านิยมการมีครอบครัวเปลี่ยนไปมาก ความสุขไม่ใช่การมีพ่อแม่และลูก จึงจะสมบูรณ์พร้อมอีกแล้ว คนไม่ได้เชิดชูค่านิยมการสร้างครอบครัวแบบบังคับให้ตัวเองต้องมีทายาทสืบสกุลเสมอไป 9) เราว่าผู้หญิงไทยมีทางเลือกมากขึ้น พวกเธอไม่ได้รู้สึกว่าต้องเป็นแม่ของลูก หรือต้องมีสามีที่ดี แล้วชีวิตจะเติมเต็ม ค่านิยมของการไม่มีครอบครัว การมีชีวิตอิสระ ไปจนถึงขอเลือกที่จะเลี้ยงดูตัวเอง โดยที่ไม่รอผู้ชายมาเลี้ยงดู แบบในอดีตก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น พอปัจจัยในการสร้างครอบครัวมันมีตัวแปร เพราะผู้หญิงหัวก้าวหน้า มีความทันสมัย ไม่ได้ยึดติดกับการสร้างครอบครัวคือความสำเร็จของชีวิต การมีลูกจึงไม่ใช่เป้าหมายของสตรีในยุคนี้แล้ว มันเลยยิ่งทำให้เกิดการมีบุตรยากขึ้นไปอีก 10) สิ่งที่หมอชลน่านเคยพูดไว้ว่า 'ลูกมากจะยากจน ต้องเอาออกจากสมองคนไทย' เรามองว่า คงทำไม่สำเร็จ เพราะจริงๆมันยังเป็นความจริงอยู่แบบไก่กับไข่ ทั้งจนแล้วมีลูกมาก และเพราะจนจึงทำให้มีลูกมาก มันเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน เมื่อไม่ได้มีการศึกษาสูง ก็มีปัญหาเรื่องการคุมกำเนิด และไร้การวางแผนครอบครัว ในขณะเดียวกัน ก็หวังพึ่งลูกหลานมาเลี้ยงดู เพราะยากจน ทำให้ต้องการมีลูกเพื่อรอทดแทนบุญคุณใช้งานยามแก่เฒ่า มีลักษณะเป็นวงจรความยากจนอยู่เช่นนั้น มันเป็นสัจธรรม จนกว่ารัฐจะส่งเสริมการศึกษาให้คนไทยได้ดีกว่าทุกวันนี้ 11) เมื่อไหร่ก็ตาม ที่รัฐดูแลเราดีพอ มุมมองของการมีลูก จะไม่มีใครมองลูกเป็นภาระ จนกว่าจะถึงวันนั้น มันชำแหละระบบโครงสร้างแบบรื้อถอนและสร้างใหม่ทั้งประเทศเลยทีเดียว ตั้งแต่การจัดเก็บภาษีเป็นระบบ การส่งเสริมรัฐสวัสดิการ การปฏิรูปการศึกษา และส่งเสริมการสอนเรื่องเพศศึกษา การวางแผนครอบครัว การลดค่าครองชีพ การสร้างงานและอาชีพที่มั่นคง การแก้ปัญหาอาชญากรรม และการส่งเสริมความปลอดภัยในประเทศ ฯลฯ มันแก้หลายอย่างมากๆ ถ้าจะทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าอยู่สำหรับเด็กๆที่เกิดมา รัฐพูดขนาดนี้แสดงว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน "แรงงาน" ในประเทศอย่างแน่นอนแล้ว ลองดูรัฐสวัสดิการ ลดภาระประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าที่นี่จะเป็นประเทศที่พวกเขามีลูกแล้วจะมีความสุขนะครับ เดี๋ยวก็คงช่วยกันปั๊ม แต่ตอนนี้ ตัวใครตัวมันไปก่อนนะ ตราบใดที่ยังไม่มั่นใจในรัฐบาล และไร้ความสุข ความมั่นคงในการใช้ชีวิต ไม่มีอะไรรับประกันว่าลูกที่เกิดมาจะมีชีวิตที่ดี ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองที่เราพบเจอทุกวัน ถ้าพ่อแม่ยังไม่เชื่อ ยังมองว่าประเทศนี้ไม่น่าอยู่ ยังไงก็ไม่สำเร็จ ปากบอกส่งเสริมการมีบุตร แล้ววันนี้รัฐคิดว่าจะวางแผน action อะไรเป็นรูปธรรมบ้าง? คนไทยต้องจับตาดูว่าทำจริง หรือแค่ลมปาก 'เพื่อการโฆษณาเท่านั้น' FB / IG / TW / YT : Tootsyreview #ตุ๊ดส์review #เพื่อไทย #ชลน่าน ======== FACEBOOK POST : bit.ly/3Raqz5l ++++++ ฝากช่องทางต่างๆของบอย ตุ๊ดส์review : facebook.com/tootsyreview/ x.com/tootsyreview instagram.com/tootsyreview/ @tootsyreview" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@tootsyreview
@tootsy_review" target="_blank" rel="nofollow noopener">tiktok.com/@tootsy_review





