สบายบรุ๋ยยย

2.4K posts

สบายบรุ๋ยยย banner
สบายบรุ๋ยยย

สบายบรุ๋ยยย

@Senrexmaipak

Katılım Nisan 2013
980 Takip Edilen32 Takipçiler
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
UI/UX Savior
UI/UX Savior@UiSavior·
Canva tutorial 🪄
Català
9
2.5K
23.7K
842.2K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
เกมถูกบอกด้วย
[News] นักพัฒนาญี่ปุ่นสร้างแอปสุดน่ารักที่หากคุณใช้โซเชียลมีเดียมากไป จะมี "แมวส้มตัวอ้วง" มาบังหน้าจอ . กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ เมื่อมีนักพัฒนาชาวญี่ปุ่นสร้าง Extension สำหรับ Chrome ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้คุณใช้งาน SNS หนักหน่วงเกินไป ด้วยการให้ "แมวส้มตัวอ้วง" เดินมาขัดขวางที่หน้าจอ โดยใช้ชื่อว่า Cat Gatekeeper พร้อมเปิดให้ใช้งานแล้ว โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปโหลดมาใช้งานฟรีๆ ได้เลย . ผู้ที่สนใจโหลดส่วนเสริม Cat Gatekeeper ที่นี่ chromewebstore.google.com/detail/cat-gat… . "คุณใช้โซเชียลมีเดียนานเกินไปมั้ย? เจ้าแมวส้มตัวอ้วงจะมาขโมยจอของคุณ นี่คือแอปพักการใช้งานที่น่ารักที่สุด . คุณเลิกไถฟีดไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ? สิ่งที่คุณต้องการ ไม่ใช่ความตั้งใจจะเลิก แต่เป็นเจ้าแมวที่จะบังคับให้คุณออกจากหน้าจอ!! . คุณรู้ใช่มั้ยว่า แมวมักจะเข้ามาขวางหน้าจอของคุณ ในตอนที่คุณพยายามจะทำงาน? เราก็เลยนำประสบการณ์คลาสสิกของคนเลี้ยงแมวมาสร้างใหม่บนบราวเซอร์ของคุณ . เอาเถอะ พวกมันก็น่ารักเกินกว่าจะโกรธลงจริงๆ ยอมรับเถอะว่า มนุษย์เราเป็นได้แค่ทาสของแมวเท่านั้น เราไร้อำนาจต่อต้านเสน่ห์ของพวกมัน มันคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในวรรณะสูงสุด เจ้าก้อนขนสุดน่ารัก ปล่อยให้ความน่าเอ็นดูของพวกมันเยียวยาจิตใจของคุณ ในระหว่างที่กำลังพักผ่อนอย่างจริงจัง" รายละเอียดของ Extension ระบุ . ซึ่ง Extension นี่ เหมาะกับคนที่ชอบเผลอเปิดดูโซเชียลมีเดียโดยไม่รู้ตัวอยู่เรื่อยๆ พอรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปเป็นชั่วโมง จนการใช้แค่วินัยหรือใจสู้เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ . วิธีใช้งาน เพียงตั้งเวลาจำกัดการใช้งาน (ค่าเริ่มต้นคือ 60 นาที) ตั้งเวลาพัก (ค่าเริ่มต้น 5 นาที) เมื่อถึงเวลา เจ้าแมวส้มตัวอ้วงจะปรากฎตัวและขวางหน้าจอของคุณ ให้คุณได้พักผ่อนจนกว่าเวลาจะนับถอยหลังจนหมด
ไทย
7
4.4K
5K
282.7K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
Suma Y vive
Suma Y vive@SumaYVive·
El creador de Minecraft vendió su empresa a Microsoft por 2,500 millones de dólares a los 35 años. Se compró la mansión más cara de Los Ángeles. Sala de dulces. Plataforma giratoria para sus autos. Fiestas en Ibiza con los celebrities más famosos del mundo. El "lo logré" definitivo. Pero desde su terraza de 70 millones escribió esto: "Tengo todo. Y no me queda nada por lo que esforzarme." "Nunca me había sentido tan solo en mi vida." El dinero no resolvió nada. Se lo quitó todo. Le robó lo único que lo hacía sentir vivo: tener algo que construir. Cuando creaba Minecraft solo en su cuarto, sin dinero ni equipo, tenía algo que ninguna mansión pudo devolverle: Una misión. El dinero elimina incomodidades. Pero no te da razones para levantarte. La libertad sin propósito no es libertad. Es la versión cara del vacío.
Suma Y vive tweet mediaSuma Y vive tweet media
Español
862
935
15.1K
2.5M
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
三戸キャップ
三戸キャップ@mitocap_1216·
風刺動画 「現代人の一生」
日本語
595
8.9K
92.6K
7.5M
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
คือผมต้องทราบไหม 🐈‍⬛
โหดจัดเลยว่ะเคสนี้ เงินเดือน 19,000 หนี้ 20 ล้าน 🫠 คนชอบคิดว่าคนเป็นหนี้นอกระบบ คือคนที่เข้าถึงหนี้ในระบบไม่ได้ แต่ไม่ใช่ ส่วนนึงคือ เป็นหนี้ในระบบจนเต็ม และไปเป็นหนี้นอกระบบต่อ เคสนี้คือวงแชร์ เต็มไปหมด
คือผมต้องทราบไหม 🐈‍⬛ tweet media
ไทย
4
568
383
90.3K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
Salmon Lab
Salmon Lab@onsalmonlab·
อาทิตย์เดียว เห็นผลเลย
Salmon Lab tweet media
ไทย
2
11.4K
8.3K
448.2K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
Living Tricks
Living Tricks@LivingTricks_·
Pack of dogs coming for you! What will you do?
English
531
1.6K
12.8K
4.5M
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
TAN TAROT ๕๙๘ 🔮
TAN TAROT ๕๙๘ 🔮@tarotbytan·
วีดีโอนี้ดี เลยแปลมาให้อ่านกันครับ นี่คือวิธีที่จะใช้พลังการคิดมากของคุณให้เป็นประโยชน์เสียที และด้วยเหตุนี้ ยินดีต้อนรับสู่ Stoicism (ลัทธิสโตอิก) ในฉบับที่น่ารัก ที่ซึ่งฉัน ลูอีส จะสอนจิตวิทยาเบื้องหลังปรัชญาสโตอิก เพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิต วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง "Negative Visualization" (การจินตนาการถึงสิ่งลบ) เซเนกากล่าวว่า "ผู้ที่คาดการณ์ถึงความโชคร้ายที่กำลังจะมาถึงไว้ล่วงหน้า ย่อมพรากอำนาจของมันไปในปัจจุบัน" ซึ่งหมายความว่า คุณควรซ้อมรับมือกับอุปสรรคต่างๆ ในใจ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อมันเกิดขึ้นจริง และเทคนิคนี้เรียกว่า Negative Visualization หรือ Premeditatio Malorum ในตอนนี้ สมองของคุณคงกำลังจำลองสถานการณ์หายนะอยู่ตลอดเวลา บ้าจริง "ถ้าฉันล้มเหลวล่ะ?", "ถ้าพวกเขาทิ้งฉันไปล่ะ?", "ถ้าทุกอย่างพังทลายล่ะ?" และสิ่งนี้ทำให้คุณคิดวนเวียนดิ่งลงสู่ความสิ้นหวัง โดยไม่มีแผนรับมือและมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด แต่ประเด็นคือ ถ้าคุณจะจินตนาการถึงเรื่องเลวร้ายที่สุดอยู่แล้ว คุณก็ควรทำในแบบที่เตรียมความพร้อมให้ตัวเอง แทนที่จะแค่ทำให้ตัวเองวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น แล้วความแตกต่างระหว่างการคิดมากแบบ "แย่" กับแบบ "ดี" คืออะไร? การคิดปรุงแต่งเรื่องหายนะด้วยความกังวลนั้นควบคุมไม่ได้ มันเกิดขึ้นแบบสุ่มตลอดทั้งวัน และเอาจริงๆ มันทำให้คุณรู้สึกแย่เหมือนตกนรก แต่ Negative Visualization แบบสโตอิกนั้นเกิดจาก "ความตั้งใจ" คือคุณเป็นคนเลือกเวลาที่จะทำ มันมี "กำหนดเวลา" ที่ชัดเจน และมันเปลี่ยนความทุกข์ทรมานนั้นให้กลายเป็น "แผนการ" (ถ้าเกิดเรื่องนี้ ฉันจะทำแบบนี้) หรือกลายเป็น "การยอมรับ" (ฉันรับมือไหว) และนั่นคือความแตกต่างระหว่างการคิดวนเวียนกับการวางกลยุทธ์ นี่คือวิธีทำจริงๆ นะคะ อย่างแรก ให้แบ่งเวลามา 5-10 นาที โดยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสงบ และคุณอาจจะอยากหยิบสมุดบันทึกมาด้วย จากนั้นให้จินตนาการถึงความยากลำบากที่เจาะจงอย่างตั้งใจ เช่น การตกงาน ความสัมพันธ์จบลง หรือปัญหาสุขภาพ อะไรทำนองนี้ แล้วให้ถามตัวเองว่า "ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ฉันจะทำอย่างไร?" และให้คุณเขียนวิธีรับมือออกมาเป็นข้อๆ ที่ชัดเจน ถ้าเป็นสถานการณ์ที่คุณควบคุมไม่ได้เลยแต่อย่างใด ให้ฝึกการยอมรับว่านี่คือความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้น จากนั้น สำคัญมากคือ คุณต้อง "หยุด" โอเคไหม ปิดสมุดบันทึกเล่มนั้น แล้วไปใช้ชีวิตต่อ ฟังนะ ฉันไม่ได้บอกว่าการคิดมากของคุณจะหายไปในชั่วข้ามคืน โอเคไหม เพราะนั่นมันไม่สมจริง แต่ในขณะที่คุณกำลังทำงานกับรูปแบบความคิดที่ฝังรากลึกเหล่านั้น อย่างน้อยคุณก็สามารถเบี่ยงเบนการคิดมากที่กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไปสู่สิ่งที่มีประโยชน์มากขึ้น เปลี่ยนจากคำถามว่า "ถ้าทุกอย่างพังล่ะ?" ให้กลายเป็น "ถ้าเรื่องนี้พัง นี่คือสิ่งที่ฉันจะทำ" เพราะการคิดมากสามารถทรมานคุณ หรือฝึกฝนคุณก็ได้ และความแตกต่างอยู่ที่วิธีที่คุณกำกับมัน สำหรับสิ่งที่อยากให้จำวันนี้คือ ฉันอยากให้คุณจำไว้ว่า คุณกำลังจินตนาการถึงเรื่องเลวร้ายที่สุดอยู่แล้วใช่ไหม? ดังนั้นคำถามคือ คุณกำลังทำมันในแบบที่ทำให้คุณหมดหนทาง หรือทำในแบบที่เตรียมความพร้อมให้คุณ?
Art of Life 🦋@Art0fLife_

How to use your overthinking powers for good:

ไทย
1
4.6K
6.9K
388.4K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
เกมถูกบอกด้วย
[News] บอกลาอีเมลสุดเบียว! Google ยอมให้เปลี่ยนชื่อบัญชี gmailได้แล้วโดยไม่ต้องสมัครใหม่ สำหรับหลายๆคน รวมทั้งแอดมึนเอง Google Mail หรือ gmail ถือเป็นหัวใจหลักในการใช้งานอินเตอร์เน็ตประจำวันเลยก็ว่าได้ เพราะการใช้ Google Account เพียงบัญชีเดียวเชื่อมต่อกับทุกบริการของ Google ทั้ง YouTube, Drive หรือ Photos แม้กระทั่งการเชื่อมต่อกับบัญชีเกมต่างๆด้วย . ซึ่งกับหลายคนแล้ว gmail ดังกล่าวก็ใช้งานมาหลายปี ในตอนแรกก็ตั้งชื่อแบบไม่คิดอะไร หรือตั้งให้มัน “เท่ๆ” ในช่วงอายุนั้น (สมัยยังเบียว) และยังคงใช้งานมาจนปัจจุบันหรือใช้กระทั่งทำงานในชีวิตประจำวันด้วย ทีนี้มันก็จะเป็นความกระอักกระอ่วน ที่เราจะต้องติดต่องานด้วยอีเมลส่วนตัวอันนั้น ด้วยชื่อที่ออกจะไม่เหมาะสมไปสักหน่อย เช่น gookuInwZa888@gmail .com หรือ non_jooyai555@gmail .com ก็อาจจะทำให้คู่ค้าที่คุยด้วยขมวดคิ้วได้ . แต่ปัญหานี้กำลังจะหมดไป โดย Google เริ่มปล่อยฟีเจอร์ใหม่ที่กำลัง "ทยอยเปิดให้ใช้งานครอบคลุมผู้ใช้ทุกคน" ซึ่งจะทำให้เราสามารถเปลี่ยนชื่อผู้ใช้เดิมไปเป็นชื่อใหม่ภายใต้ @gmail. com เหมือนเดิมได้ . โดยหลักการทำงานคือ แม้เปลี่ยนแล้วแต่อีเมลเก่ายังอยู่ เมื่อคุณเปลี่ยนไปใช้ชื่อใหม่ ชื่ออีเมลเดิมจะถูกตั้งค่าเป็น นามแฝง หรือ Alias โดยอัตโนมัติ เช่น อีเมลเก่าคือ gookuInwZa888 และชื่อใหม่คือ somchai.kondee ทั้ง 2 ชื่อจะถือเป็นอีเมลเดียวกัน . และจดหมายที่ส่งมายังชื่อเก่าและชื่อใหม่จะรวมอยู่ในกล่องจดหมาย หรือ Inbox เดียวกัน และคุณยังใช้ชื่อเก่าในการ Login เข้าสู่ระบบได้ปกติ รวมถึงข้อมูลทั้งหมดในบัญชี ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพใน Google Photos, ข้อความ หรือไฟล์ใน Drive จะยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม . โดยชื่ออีเมลเก่าจะยังเป็นของคุณตลอดไป ผู้อื่น “ไม่สามารถ” นำชื่อเก่าของคุณไปสมัครใหม่ได้ และคุณยังสามารถเลือกส่งอีเมลในนามชื่อเก่าได้ด้วย . ส่วนข้อจำกัดก็ได้แก่ เมื่อทำการเปลี่ยนชื่อแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนชื่อใหม่หรือลบชื่อที่เพิ่งเปลี่ยนได้เป็นเวลา 12 เดือน หรือก็คือมีระยะคูลดาวน์ 1 ปีนั่นเอง และแต่ละบัญชีสามารถเปลี่ยนชื่อ @gmail. com ได้ สูงสุด 3 ครั้ง รวมเป็น 4 ชื่ออีเมล . ฟีเจอร์นี้ยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานได้ทั่วไปและจะทยอยเปิดให้ใช้งานแก่ผู้ใช้บางส่วนก่อนเท่านั้น
เกมถูกบอกด้วย tweet media
ไทย
3
2.4K
2.2K
196.3K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
𝐬𝐚𝐲𝐜⚯𝐥𝐞𝐧𝐠𝐥𝐢𝐬𝐡™🧠📚🐈‍⬛
เคยเห็นงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของการวางมือถือไว้ใกล้ๆ (ในระยะที่มองเห็น) ถึงแม้จะคว่ำหน้าจอ ปิดการแจ้งเตือน หรือไม่ได้ใช้ก็ยังมีผลต่อสมาธิ ความจำ และการเรียนรู้ • งานวิจัยกล่าวว่า แค่การมีมือถือวางอยู่ในพื้นที่ๆเรากำลังอ่านหนังสืออยู่ (หรือกิจกรรมเรียนรู้อย่างอื่น) สมองของเราก็ถูกดูดทรัพยากรทางความคิดที่มีอยูอย่างจำกัดไปได้แล้ว ทำให้เหลือพลังงานสำหรับการจดจ่อมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าลดลง • หรือในอีกกรณีหนึ่งคือ สมองต้องแบ่งพลังงานมาใช้ในการควบคุมและยับยั้งแรงกระตุ้นที่อยากจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค (ทั้งที่อาจจะไม่มีการแจ้งเตือน) นั่นคือการลดทรัพยากรทางความคิดที่เราต้องใช้เพื่อการจดจ่อนั่นเองค่ะ • ดังนั้นแค่การคว่ำหน้าจอหรือปิดการแจ้งเตือนอาจจะไม่ช่วยลดผลกระทบต่อการมีสมาธิ เนื่องจากมันเป็นกระบวนการทางความคิดที่เกี่ยวข้องกับการมีอยู่ของอุปกรณ์สื่อสาร • ทางออกคือ การนำมือถือออกจากสภาพแวดดล้อมที่เรากำลังเรียนรู้อย่างสมบูรณ์ค่ะ เช่น นำไปไว้ในอีกห้องหนึ่ง อาจจะกำหนดเวลาให้ชัดเจนไปเลยว่าถ้าจะอ่านหนังสือหรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูง 1 ชม. ต้องวางมือถือไว้อีกห้องนึงนะ และสลับกับหยุดพัก 5-10 นาที ค่อยไปเช็คตอนนั้นก็ได้
𝐬𝐚𝐲𝐜⚯𝐥𝐞𝐧𝐠𝐥𝐢𝐬𝐡™🧠📚🐈‍⬛@SayCoolEnglish

อย่าเพิ่งโทษว่าตัวเองความจำไม่ดี ให้ลองตัดสิ่งรบกวนออกไปก่อน (โดยเฉพาะมือถือ) ในตอนที่กำลังทบทวนบทเรียน/คำศัพท์ Attention คือส่วนประกอบแรกที่สำคัญที่สุดที่เป็นเสมือนสารตั้งต้นในการสร้างความทรงจำ ดังนั้น สมองจะไม่จดจำข้อมูลที่เราไม่ได้จดจ่อความสนใจ • ตอนทบทวนคำศัพท์หรือเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆจากการอ่าน ลองใช้ time blocking เช่น ให้เวลาตัวเอง 30 นาทีได้จดจ่อกับสิ่งที่กำลังเรียนรู้จริงๆโดยไม่มีสิ่งรบกวน อาจจะให้การจดโน้ตร่วมด้วย เพื่อสร้าง active engagement กับสิ่งที่เรากำลังอ่านค่ะ

ไทย
3
3.6K
3.6K
316.2K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
Leaders 𝕏 Junction
Leaders 𝕏 Junction@LeadersJunction·
The SIMPLE success formula👀
English
23
2.1K
12K
146.5K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
𝐬𝐚𝐲𝐜⚯𝐥𝐞𝐧𝐠𝐥𝐢𝐬𝐡™🧠📚🐈‍⬛
“วิธีหนึ่งในการรวบรวมความกล้าเพื่อตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ คือ สัญญาว่าคุณจะให้อภัยตัวเองหากเลือกเส้นทางผิด”
𝐬𝐚𝐲𝐜⚯𝐥𝐞𝐧𝐠𝐥𝐢𝐬𝐡™🧠📚🐈‍⬛ tweet media
ไทย
6
8.3K
7K
315.5K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
Matsutako(💙,🧡) ✨🔴_🔴✨
ขำมีมที่ปวดหัวกับการเรียนเรื่องเวลาไทยของคนญี่ปุ่น เขา: 5 โมงตอนเช้าในภาษาไทยคืออะไร? 🇹🇭: ตี5 เขา:7โมงในตอนเช้าคือ ตี7? 🇹🇭: เรียก 7 โมงเช้า เขา: 2pm ล่ะ? 🇹🇭: บ่าย2 เขา: 5pm คือบ่าย 5 ? 🇹🇭: ป่าว5โมงเย็น เขา: งั้น 9pm ล่ะ 🇹🇭:3ทุ่ม เขา・・・ยีหัวตัวเอง🤣🤣🤣
TAKU@クルンテープ@takum_bkk

ワイ「タイ語で朝5時は?」 🇹🇭タイ人「ティー5」 ワイ「じゃあ7時はティー7?」 🇹🇭「7モーンチャーウ」 ワイ「午後2時は?」 🇹🇭「バーイ2」 ワイ「じゃあ午後5時はバーイ5?」 🇹🇭「5モーンイェン」 ワイ「え?じゃあ午後9時は?」 🇹🇭「3トゥム」 ワイ「・・・」

ไทย
44
26.9K
16.3K
1.8M
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
บูม JapanSalaryman|New!คอร์สบริหารเวลาสไตล์ญี่ปุ่น
วันหยุดปีใหม่นี้มีแผนการนอนกันหรือยัง!? อย่าเพิ่งวางแผนเที่ยว อย่าเพิ่งวางแผนกิน เพราะคนญี่ปุ่นเขาบอกว่า… “วันหยุดยาว คือโอกาสทองในการนอนเอาคืนชีวิต” Prof. Nishino ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนจาก Stanford (ที่คนญี่ปุ่นยกให้เป็นสายวิทย์สายโหดเรื่องการนอน) แนะนำว่าในช่วงวันหยุดยาว เช่น วันหยุดช่วงปีใหม่ ถ้าคุณมีวันหยุดต่อเนื่องตั้งแต่ 4 วันขึ้นไป ลองนอนให้มากที่สุดเท่าที่จะนอนได้ดู . ในวันแรก อาจเผลอนอนยาวกว่าปกติมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระยะเวลาการนอนจะค่อย ๆ สั้นลง และในวันที่ 4 คุณจะรู้ว่า สำหรับตัวคุณเอง การนอนนานแค่ไหนถึงจะเพียงพอ!!! อย่างในภาพนี้เป็นการยกตัวอย่างสิ่งที่อาจเกิดขึ้นเมื่อทดลองนอนใน 4 วันนี้ . . วันที่ 1 : ประมาณ 10 ชั่วโมง โดยขอให้คุณนอนโดยไม่ตั้งนาฬิกาปลุก จนกว่าคุณจะตื่นเองตามธรรมชาติ หากคุณมีหนี้การนอนสะสมอยู่ (พวกที่ไม่ค่อยนอน) อาจนอนยาวเกิน 10 ชั่วโมงก็ได้ ซึ่งถ้านอนเกินกว่า 10 ชั่วโมง มักจะเป็นการชดเชยหนี้การนอน . วันที่ 2 : ประมาณ 9 ชั่วโมง วันนี้ก็นอนจนกว่าจะตื่นเองตามธรรมชาติ ระยะเวลาการนอนจะสั้นกว่าวันแรก แต่ก็ยังถือว่านานอยู่ . วันที่ 3 : ประมาณ 8.5 ชั่วโมง เช่นเดียวกัน นอนโดยไม่ตั้งนาฬิกาปลุก คุณจะตื่นเร็วขึ้นกว่าวันที่ 2 . วันที่ 4 : ประมาณ 8 ชั่วโมง ยังคงไม่ใช้นาฬิกาปลุก แต่จะตื่นเร็วกว่าวันที่ 3 อีก แม้พยายามจะนอนต่อก็จะไม่สามารถนอนหลับได้อีกแล้ว ซึ่ง Prof. Nishino บอกว่านี่แหละคือ คือ “เวลานอนที่เหมาะกับคุณจริง ๆ” กับร่างกายในตอนนี้ โดยไม่ต้องอิง 8 ชั่วโมงตามตำรา ไม่ค้องตามไอดอลสุขภาพ แต่คือเวลาที่ร่างกายคุณเลือกเอง . . สุดท้าย Prof. Nishino ยังบอกด้วยว่า การรู้ว่าเวลานอนที่เหมาะสมกับตัวเอง คือก้าวแรกของการพัฒนาคุณภาพการนอน หากสามารถนอนให้ได้ตามเวลาที่เหมาะสมนี้ทุกวัน คุณจะไม่มีหนี้การนอนสะสม (ถ้าหนี้การนอนเยอะคุณจะเพลียตลอดเวลา) แม้ในวันหยุด คุณก็จะตื่นได้ในเวลาใกล้เคียงกัน ไม่ตื่นนอนแบบสะเปะสะปะอีกต่อไป Boom JapanSalaryman Cr: หนังสือ Stanford Method for the Best Sleep
บูม JapanSalaryman|New!คอร์สบริหารเวลาสไตล์ญี่ปุ่น tweet media
ไทย
4
811
846
59.7K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
Fun Manager
Fun Manager@funxmanager·
"How to change your life by journaling in 2026" >>> การจดบันทึก (Journaling) ช่วยเปลี่ยนชีวิตได้อย่างไร Youtube : Ali Abdaal ทำไมการจดบันทึกจึงเปลี่ยนชีวิตได้ (The Logic of Journaling) - ผลลัพธ์ในชีวิตเกิดจากการกระทำ ซึ่งการกระทำเกิดจากการตัดสินใจ และต้นน้ำของการตัดสินใจคือ "ความคิดและความรู้สึก" - สมองของมนุษย์ทำงานเหมือน "เครื่องจักรเพื่อความอยู่รอด" ที่เน้นความปลอดภัยมากกว่าการเติบโต ทำให้เรามักมีความกลัวหรือความกังวลที่ฉุดรั้งเราไว้ - เมื่อความคิดวนเวียนอยู่ในหัว มันจะมีอิทธิพลต่อเรามาก เช่น กลัวเพื่อนร่วมงานล้อถ้าจะทำธุรกิจ แต่เมื่อเขียนลงกระดาษ เราจะเห็นว่าความคิดเหล่านั้นมันไร้สาระและจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น เหมือนการออกแบบสะพานที่ต้องทดลงกระดาษ ไม่ใช่คิดในหัว ======== ระดับของการจดบันทึก (The 3 Levels of Journaling) - Level 1: บันทึกสิ่งที่ทำ (Log what you did) เหมาะสำหรับมือใหม่ เพียงแค่จดว่าวันนี้ทำอะไร หรือใช้เทคนิค "Homework for Life" คือหาโมเมนต์ที่น่าจดจำที่สุดของวันแล้วเขียนไว้ เพื่อเก็บเป็นความทรงจำ เพราะความทรงจำคือสิ่งที่เราจะใช้ในวัยเกษียณ - Level 2: บันทึกความคิดและความรู้สึก (Thoughts & Feelings) ใช้เทคนิค "Morning Pages" เขียนสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาโดยไม่ต้องตัดสิน เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบความคิดของตัวเอง และระบายความรู้สึกวิตกกังวลต่างๆ - Level 3: บันทึกเป้าหมายและแผนการ (Goals & Plans) เมื่อเคลียร์สมองแล้ว ให้เขียนเกี่ยวกับอนาคต เช่น "อยากให้คนพูดถึงเราว่าอย่างไรในงานศพ" หรือ "ถ้าชีวิตสมบูรณ์แบบแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างไร" การเขียนช่วยให้เราตอบได้ว่าเราต้องการอะไรจริงๆ ไม่ใช่แค่สิ่งที่สังคมบอกว่าดี ***การจดบันทึกช่วยแยกแยะระหว่างสิ่งที่ "คิดว่าอยากได้" กับสิ่งที่ "ต้องการจริงๆ" Ali ค้นพบผ่านการเขียนว่าเขาไม่ได้ต้องการเงินเพื่อตัวเงิน แต่ต้องการอิสรภาพ และเมื่อมีอิสรภาพ สิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ คือ "การเรียนรู้และการสอน" (Learning & Teaching) ซึ่งทำให้เขาเข้าใจเส้นทางอาชีพของตัวเองชัดเจนขึ้น ======== เคล็ดลับและเครื่องมือในการเริ่มจดบันทึก (Actionable Tips) - Physical Journal หาซื้อสมุดโน้ตที่ตัวเองชอบและรู้สึกดีเวลาใช้ เพราะถ้าเรารู้สึกดี (Feel Good) เราจะมีแนวโน้มทำสิ่งนั้นต่อเนื่องมากขึ้น - Digital Journal ใช้แอปพลิเคชันอย่าง "Day One" เพื่อเก็บข้อมูล แทรกรูปภาพ และค้นหาย้อนหลังได้ง่าย - Use AI ใช้ AI (เช่น Claude หรือ ChatGPT) เป็นคู่หูในการจดบันทึก โดยให้ AI ช่วยตั้งคำถาม (Prompts) หรือวิเคราะห์ความคิดและความรู้สึกของเรา - Deep Dive vs. Daily Habit แบ่งการจดบันทึกเป็น 2 แบบคือ แบบกิจวัตรประจำวัน (ใช้เวลา 2-5 นาที) และแบบ "Think Day" หรือการปลีกวิเวก (ใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง) เพื่อทบทวนชีวิตอย่างลึกซึ้งโดยไม่ใช้โทรศัพท์ ----------- แอดหยิบคลิปนี้มาลง โดยมองว่า มีคนที่สนใจจะเขียน จะจดบันทึกอยู่หลายๆคน แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง และจะเขียนอะไร หวังว่าจะเป็นแนวทางได้ครับ สำหรับแอด อยากเขียนอะไรก็เขียน แต่ถ้าไม่รู้อะไร ลองเริ่มที่ Gratitude Journal เขียนขอบคุณสิ่งต่างๆวันละ 3 เรื่องก่อนก็ได้ครับ #FunManager
Fun Manager tweet media
ไทย
0
431
556
20.3K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
W
W@sxicex·
หลายคนถูกสอนมาว่า "อย่ายอมแพ้" หรือ "ต้องทำให้เสร็จ" แต่ความจริงแล้ว Superpower ที่แท้จริงของการประสบความสำเร็จไม่ใช่ความดันทุรัง แต่คือ "Flexibility" (ความยืดหยุ่น) ความสำเร็จไม่ใช่การดันทุรังทำทุกอย่างให้จบ แต่คือรู้ว่า เมื่อไหร่ควร Grit (กัดฟันสู้) เมื่อไหร่ควร Quit (กล้าถอย)
W tweet media
Adam Grant@AdamMGrant

Success is not about finishing everything you start. It’s about knowing when to grit and when to quit. 235 studies: When people adjust their goals and plans in the face of challenges, they make more progress—and feel less depressed and anxious. The ultimate flex is flexibility.

ไทย
2
1.9K
1.9K
112.1K
สบายบรุ๋ยยย retweetledi
The Momentum
The Momentum@themomentumco·
ในโรงเรียนมัธยม เราไม่ได้อยากไปเรียนเพราะตารางเรียน แต่เพราะเพื่อน พื้นที่เล่น และบรรยากาศของการได้คุย ได้ถก ได้เป็นส่วนหนึ่งของบางอย่าง ถ้าองค์กรสามารถออกแบบออฟฟิศให้มีความรู้สึกแบบนั้น งานดีขึ้นจริง ทีมแน่นขึ้นจริง และความคิดสร้างสรรค์ถูกดึงขึ้นมาแบบไม่ต้องสั่ง แนวคิดทำออฟฟิศให้เหมือนโรงเรียนถูกพูดถึงมากขึ้นในโลกการทำงานยุคใหม่ สอดรับกับเทรนด์ Workplace Design ที่เน้นความยืดหยุ่น และการพบปะโดยบังเอิญ ไปจนถึงพื้นที่การทำงานในหลายโหมด หลายรูปแบบ เน้นสร้างคอมมูนิตี้มากกว่าจัดโต๊ะจนเป็นระเบียบ เป็นคอกสวยงาม โลกการทำงานยุคใหม่ ไม่ใช่การออกแบบพื้นที่นั่งทำงานส่วนบุคคล แต่คือการออกแบบพฤติกรรมผ่านพื้นที่การทำงาน นี่คือเหตุผลที่ออฟฟิศอาจออกแบบพฤติกรรมผ่านพื้นที่ ทำให้พื้นที่คุณมีความเป็น ‘ไฮสคูล’ มากขึ้น โดยไม่เสียประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน ทำไม ‘ออฟฟิศแบบโรงเรียนมัธยม’ ถึงเวิร์ก อ่านบทความ ทำออฟฟิศให้เหมือน ‘โรงเรียนมัธยม’ มีพื้นที่เล่น มีพื้นที่คุย และพื้นที่มิตรภาพที่ทำให้งานดีขึ้น ได้ทาง themomentum.co/worktips-highs… #TheMomentum #WorkTips #โรงเรียนมัธยม #ออฟฟิศ #การทำงาน #ทีม #ออฟฟิศ
The Momentum tweet media
ไทย
3
482
504
21.6K