Change retweetledi
Change
53.1K posts


ทางสมาคม E-Commerce (THECA) ได้รวมผู้ประกอบการค้าออนไลน์ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจเหนือตลาดของแพลตฟอร์ม THECA จึงขอเสนอ 3 แนวทางแก้ไขเร่งด่วน ให้กับทางรัฐสภา
.
✅ Platform Regulations: ขอให้หน่วยงานรัฐร่วมกันกำหนดมาตรการกำกับดูแลอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการของแพลตฟอร์มต่างชาติให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย โดยเสนอให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อจัดทำแนวทางที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง
.
✅ SME Empowerment: เร่งบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ (อาทิ DBD, DITP, DEPA) เพื่อผลักดันกลไกสนับสนุนที่ทำได้จริง พร้อมสร้างระบบนิเวศการค้าออนไลน์และพัฒนาทักษะผู้ประกอบการไทยให้แข็งแกร่ง สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน
.
✅ Thai Products First: เพิ่มโอกาสการมองเห็นสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเหมาะสม พร้อมระบบสัญลักษณ์ Verified Thai Sellers บนรูปหน้าปกสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ควบคู่กับการคุมเข้มผู้ค้าข้ามพรมแดนให้ปฏิบัติตามกฎหมายและเสียภาษี (VAT) อย่างเท่าเทียม
.
โดยทางฝั่งนิติบัญญัติประกอบไปด้วยตัวแทนพรรคการเมืองหลายพรรค ได้แก่ พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคเพื่อไทย, พรรคเศรษฐกิจ มาร่วมรับหนังสือจากทางสมาคมฯ
.
#ขั้นตอนต่อไป...
ผมในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้ จะประสานไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สนง.คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อนำความเดือนร้อนนี้ ผลักดันให้บังคับใช้ "แนวปฏิบัติฯ สำหรับแพลตฟอร์ม" ที่ได้เพิ่งมีการประกาศออกมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะติดตามเรื่องนี้ให้จนเป็นผลออกมา "โดยเร็ว" ในฐานะ สส. ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด
.
และจะนำเรื่องนี้ เข้าสู่การติดตามผ่าน คณะกรรมาธิการ สื่อสาร เทคโนโลยี และดิจิทัล ที่เพิ่งตั้งในวันนี้ และถ้ามีความล่าช้า จะเชิญ กขค. มาติดตามจนให้เห็นผลลัพธ์ จริงๆ จะไม่ปล่อยปัญหานี้ทิ้งเอาไว้ อย่างที่ผ่านมาๆ
.
รวมไปถึงผลักดันเรื่องนี้ผ่านไปยังรัฐบาลทุกช่องทางที่สามารถทำได้ครับ




ไทย
Change retweetledi

จีนประกาศเพิ่ม 38 สาขาวิชาใหม่ระดับปริญญาตรี
"สี จิ้น ผิง" คิดแบบ "วิศวกร" สร้างโรงงานผลิต "คนแห่งอนาคต”
.
ผู้นำมังกรจีน "สี จิ้น ผิง" เรียนจบ "วิศวกรรมเคมี" จากมหาวิทยาลัยซิงหัว สุดยอดสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน เขาคือ "วิศวกร" ที่คิดแบบ "นักการผลิต" และรู้ว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของชนชาติจีน เมื่อจะแข่งกับสหรัฐ ไม่ได้วัดกันที่ "ปริมาณ" ประชากรเท่านั้น แต่ต้องวัดกันที่ "คุณภาพ" ของประชากร ต่างหาก ที่ชี้ชะตา "อนาคตชาติ"
.
แล้วคุณภาพของประชากรมาจากอะไร ตอบได้เลยว่ามาจาก "การศึกษา" ที่มีคุณภาพ ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกยุค AI และเทคโนโลยีขั้นสูง
.
ถ้าการจัดการศึกษา คือ “โรงงานผลิตคน”
สิ่งที่จีนจะทำ คือ “ออกแบบโรงงานใหม่ทั้งระบบ”
จากข่าวว่า ในปี 2569 จีนประกาศเพิ่ม 38 สาขาวิชาใหม่ระดับปริญญาตรี ทั่วประเทศ
.
อ่านเผินๆ เหมือนเป็นแค่ "ข่าวการศึกษา" แต่ไม่ใช่
ที่จริง คือ “แผนยุทธศาสตร์ชาติ” ที่แปลงลงมาเป็น "หลักสูตรการเรียน" และคือ การส่งสัญญาณชัดเจนว่า โลกในอีก 10 ปีข้างหน้า จะหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะสาขาที่เพิ่ม ถูกวางแผนมาอย่างชัดเจน จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน ฉบับที่ 15
.
พูดง่ายๆ คือ “อนาคตจะไปทางไหน มหาวิทยาลัยผลิตคนแบบนั้น” ลองดูตัวอย่างบางสาขา:
แร่หายาก Rare Earth Science and Engineering
ใต้พิภพลึก Deep Earth Science
หุ่นยนต์เกษตร Agricultural Robotics
AI เชิงกายภาพ Embodied Intelligence
สมองคนกับคอมพิวเตอร์ Brain-Computer Interface
การเงิน และการค้าดิจิทัล Digital Economy
.
นี่ไม่ใช่แค่ “วิชาน่าสนใจ” ไว้อวดโลก
แต่มันคือ การวาง “ห่วงโซ่อำนาจใหม่” คือ การชิงความได้เปรียบใน "ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่" ของจีน
.
"4 สัญญาณ" ที่ไทยต้องอ่านให้ขาด
1. “ใครคุมทรัพยากร คือ คุมโลกเทคโนโลยี”
จีนลงทุนใน แร่หายาก และทรัพยากรใต้พิภพ เพราะรู้ว่า AI และ เซมิคอนดัคเตอร์ เริ่มจาก “วัตถุดิบ”
นี่คือเกมที่ลึกกว่า Silicon Valley ย่านอุตสาหกรรมไฮเทค ของสหรัฐ เพราะมันคือ "เกมต้นน้ำของอำนาจ"
.
2. “อุตสาหกรรมเดิมอยู่ได้ แต่ต้องฉลาดขึ้น และต้องมีประสิทธิภาพสูงขึ้น”
"การเกษตร" ไม่ได้หายไป แต่กลายเป็น เกษตร + หุ่นยนต์ + AI นี่คือแนวคิดที่สำคัญที่สุด เพราะจีนไม่มีวัน “ทิ้งของเก่า” แต่ “อัปเกรดของเดิม” เป็นเวอร์ชั่นใหม่ แบบ "จีนยุค AI" เป็นตัวอย่างให้ประเทศไทยต้องอัปเกรด "นักเทคโนโลยีการเกษตร" ไม่ใช่แค่ "การเกษตร" เท่านั้น
.
3. “AI จะไม่ใช่แค่โปรแกรมซอฟต์แวร์ แต่กำลังจะมี ร่างกาย’”
คำว่า Embodied Intelligence คือ AI ที่ “คิดเอง เคลื่อนไหวเอง ทำงานจริงเอง” เหมือนมนุษย์ เช่น
หุ่นยนต์ในโรงงาน
หุ่นยนต์ในโรงพยาบาล
หุ่นยนต์ในชีวิตประจำวัน
.
มันคือ "ก้าวต่อไป" จาก ChatGPT Gemini หรือ Claude มันคือ โลกที่ AI อยู่รอบตัวเราแบบ "จับต้องได้” หลุดจากโปรแกรมธรรมดา จีนจึงเปิดสาขา
Brain–Computer Interface (BCI)
“เชื่อมสมองคน กับคอมพิวเตอร์” ไม่ใช่เห็นในหนัง Sci-Fi แต่มันกำลังกลายเป็น “วิชาเรียนปริญญาตรี” ทั่วๆไปของจีน!
.
"สมองคน" จะเชื่อมกับระบบดิจิทัล AI โดยตรงอย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนกับที่ "มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์" กำลังสร้าง "ศูนย์วิจัยปัญญาธรรมชาติ และปัญญาประดิษฐ์" แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับมหาวิทยาลัย CMKL มหาวิทยาลัยด้าน AI แห่งแรกของไทย เพื่อวิจัยรักษาโรคทางสมองมนุษย์ด้วย AI
.
ไม่กล้าคิด...โลกธุรกิจ การแพทย์ การศึกษา จะก้าวใหม่ไปขนาดไหน
.
และ
4. จีนไม่ได้โฟกัสแค่ Deep Tech แต่กำลังรีเซ็ต “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และบริการ”
มหาวิทยาลัยเพิ่มสาขา Digital Trade Digital Finance Digital Tourism และ Business AI
เพราะอุตสาหกรรมบริการแห่งอนาคต คือ "แพลตฟอร์ม + AI” การท่องเที่ยวจึงไม่ใช่แค่ “การโรงแรม” แต่คือ ประสบการณ์ที่ถูกออกแบบด้วย AI
.
บทเรียนจาก "ประเทศจีน" ถึง "ประเทศไทย"
ข่าวจึงไม่ใช่เพียง “จีนกำลังทำอะไร”
แต่คือ จีนกำลัง "เตรียมคน" ไปทำอะไร มีเป้าหมายอะไร
.
ขณะที่วันนี้มหาวิทยาลัยไทยจำนวนมาก ยังสอนแบบเดิม หลักสูตรปรับช้า (มาก) ไม่เชื่อมอุตสาหกรรมจริงจัง ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีการลงทุนแบบเต็มเหนี่ยวจากรัฐและเอกชน และขณะที่นักศึกษาไทยยังเรียนเพื่อสอบ เพื่อได้ใบปริญญาบัตร มากกว่าการการเรียนเพื่อ “สร้างการเปลี่ยนแปลง”
.
แต่มหาวิทยาลัยจีนกำลังสร้าง "Education and Industry alignment" คือ “เรียนรู้และทำงานได้ทันที" ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นักศึกษาจีนกำลังทำงานกับ AI ระดับลึก กำลังสร้างหุ่นยนต์ และกำลังเชื่อมสมองกับระบบ...แค่คิด ก็ขนลุก...
.
ดังนั้น หากไทยไม่ปรับ ไทยไม่ใช่แค่ “ตกขบวน”
แต่ไทยอาจไม่ได้อยู่บน "รางเดียวกับโลกอนาคต” อีกต่อไป น่ากลัวครับ
จบข่าว...
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
#จีน #ประเทศจีน

ไทย
Change retweetledi
Change retweetledi
Change retweetledi
Change retweetledi

@BankSuphanatMin เก็บ entrance fee ลดการเข้า รพ ที่ไม่จำเป็น และคืนให้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ
ไทย

รมต.สาธารณสุขต้องซีเรียสในการแก้ปัญหา การจัดสรรงบ และการจ่ายเงินรพ.ของสปสช.ได้แล้วครับ‼️
📍ระบบ point system ที่ใช้ในปัจจุบันคือการ “ชักดาบ“ รพ.กันตรงๆ ครับ เช่น เบิก 100 บาท จ่ายคืน 100แต้ม แต่กำหนดไว้ว่า แต้มละ 0.60 บาท เท่ากับ แต่จ่ายแค่ 60 บาทเท่านั้น ส่วน 40บาท ก็เข้าเนื้อรพ. เหมือนโดนสปสช.โกงเงิน
ดังเช่นเหตุที่เกิดกับหลายรพ. รวมถึงในเขตผมอย่างรพ.มงกุฎวัฒนะ ต้องจนทะยอยยกเลิกรับส่งตัวคนไข้ และมีอีกหลายรพ.เอกชนในกรุงเทพฯ ที่เตรียมทะยอยออกจากบัตรทอง ถ้าเราไม่แก้อะไรเลย ประชาชนจะไม่มีรพ.เข้านะครับ
#สปสช #บัตรทอง

ไทย
Change retweetledi
Change retweetledi

11 พฤษภาคม 2569 เป็นวันที่คุณ #ทักษิณ สู่อิสรภาพ เป็นอิสรภาพครึ่งเดียว ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดไปจนถึงวันที่ 9 กันยายน 2569 หากนับไปถึงวันนั้น ก็ครบ 1 ปี ที่คุณทักษิณต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ (9 กันยายน 2568)
คุณทักษิณเข้าไปอยู่เรือนจำรอบนี้ เพราะมีคำอธิบายว่า ที่คุณทักษิณถูกคุมขังในโรงพยาบาลตำรวจกว่า 6 เดือน ไม่ใช่การถูกคุมขัง จึงมีการทำทุกวิถีทาง ทั้งการสร้าง Narrative จากผู้สนับสนุนอนุรักษ์นิยม และกลุ่มคนหัวก้าวหน้าบางส่วนว่า คุณทักษิณนั้นสมควรต้องติดคุกจริง แม้ว่าจะถูกคุมตัวในโรงพยาบาลตำรวจก็ไม่นับว่าเป็นการคุมขัง จนกระทั่งเกิดการยื่นศาลสั่งให้คุณทักษิณเข้าไปอยู่ในคุกจริงให้ได้ และในวันที่คุณทักษิณต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ คือช่วงเวลาที่มีการโหวตตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากล้มรัฐบาลเพื่อไทยสำเร็จแล้ว นั่นเอง
ย้อนกลับไปวันนั้น คดีที่ทำให้คุณทักษิณติดคุก ล้วนเป็นคดีที่เกิดขึ้นจากการทำนโยบายพัฒนาประเทศ แทบทั้งสิ้นเช่น คดี Exim Bank ที่เป็นเครื่องมือการทูตเศรษฐกิจซึ่งรัฐได้รับเงินคืนครบถ้วนพร้อมดอกเบี้ย คดีแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมที่ช่วยลดค่าโทรศัพท์ให้ประชาชนโดยที่รัฐไม่ได้สูญเสียรายได้ และคดีหวยบนดินที่ทลายมาเฟียใต้ดินมา และเอาเงินจากการขายหวย มาเป็นทุนการศึกษาให้เด็กยากจน ผ่านโครงการ ODOS
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา การวิจารณ์หรือแม้แต่การด่าคุณทักษิณเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยอยู่แล้ว คนจำนวนมากอาจไม่ชอบแนวคิด ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย หรือมีจุดยืนทางการเมืองตรงข้าม ซึ่งก็เป็นสิทธิที่ทำได้เต็มที่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และตลอด 20 กว่าปีที่ที่ผ่านมา แทบไม่เคยมีใครถูกดำเนินคดีเพียงเพราะวิจารณ์ทักษิณในมุมแบบนั้น เพราะในสังคมไทย การ “ไม่เอาทักษิณ” กลายเป็นเรื่องปกติทางการเมืองมานานมากแล้ว
แต่สิ่งที่ควรถูกแยกออกจากความรู้สึกทางการเมือง คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการหลังรัฐประหาร 2549 ที่ถูกใช้กับคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง คตส. ซึ่งมาจากฝ่ายอำนาจหลังรัฐประหาร การแก้กฎหมายย้อนหลัง รวมถึงการเปิดทางให้พิจารณาคดีลับหลังในช่วงที่อดีตนายกฯ กำลังลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณทักษิณแทบไม่มีโอกาสได้ต่อสู้คดีตามหลักสากล
ซึ่งหากหลายคน หรือแม้กระทั่งผมเองจะมองว่ากระบวนการดังกล่าวนั้นถูกดีไซน์มาเพื่อทำลายล้างทางการเมืองโดยเฉพาะ ก็ไม่ต้องแปลกใจ
กลับไปที่นโยบาย ให้พูดอย่างตรงไปตรงมา นโยบายจำนวนมากในยุคนั้นก็เป็นนโยบายที่ประชาชนจับต้องได้จริง เป็น “นโยบายที่กินได้” ในความรู้สึกของคนจำนวนมาก ไล่มาตั้งแต่ 30 บาทรักษาทุกโรค , หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP , กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง, แปรรูปรัฐวิสาหกิจ, สุราเสรีส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน , ประกาศสงครามยาเสพติด, ปลดหนี้ IMF , หวยบนดิน , หนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน , สินเชื่อ SMEs , หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOS) , โครงการงบพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน SML , กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น , บ้านเอื้ออาทร , สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) , ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ (TCDC) , Museum Siam , ถุงรับขวัญเด็กแรกเกิด , ครัวไทยสู่ครัวโลก และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ฯลฯ
แต่สุดท้ายกลับหลายอันก็ถูกทำให้ผูกติดกับภาพจำเรื่อง “โกง” ผ่านบรรยากาศทางการเมืองและกระบวนการหลังรัฐประหาร จนความเชื่อที่ว่า “ทักษิณสมควรติดคุกเพราะโกง” ค่อยๆ ถูกฝังลงในสังคมเหมือนเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องตั้งคำถาม ทั้งที่รากของความเชื่อนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทรัฐประหารและการสร้างความเกลียงชังทางการเมืองทางการเมือง
การตัดสินใจก้าวเข้าสู่เรือนจำในวันที่ 9 กันยายน 2568 เพื่อเผชิญหน้ากับความบิดเบี้ยวมา 20 ปีของคุณทักษิณ สำหรับคือผมความสง่างาม และความเป็น ”คนจริง“ ท่ามกลางเสียงด่า เสียงถ่มถุย และความเกลียดชังที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน คุณทักษิณกล้าที่จะบอกกับสังคมผ่านการเดินเข้าเรือนจำว่า “ยังอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน พอใจกันหรือยัง เอากลับไปอยู่ในคุกได้ด้วยคดีที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร“
สุดท้าย ถ้าประเทศนี้อยู่รอด ฝ่าฟันวิกฤต พัฒนาและเติบโตผ่านมือของคนไทยเก่งๆ มามากมายจนถึงทุกวันนี้ มือของ ”คุณทักษิณ“ ก็เป็นหนึ่งในนั้น อย่างที่มิอาจปฏิเสธความจริงนี้ได้
ยินดีต้อนรับสู่ความธรรมดาอีกครั้งครับ อดีตนายกรัฐมนตรีที่สร้างประโยชน์อย่างสำคัญให้กับสังคมไทย

ไทย
Change retweetledi
Change retweetledi

พี่ขอร่วมยินดีกับน้องๆ ODOS ทั้ง 2,445 คนอีกครั้งนะครับ
ผมได้แชร์แนวคิดให้น้องๆ ODOS ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ บอกได้เลยครับว่าทุกคนที่กำลังจะไปศึกษาต่อนั้นเก่งมากครับ ที่ฝ่าฟันมาจนถึงจุดนี้ได้
ในฐานะรุ่นพี่ที่เคยผ่านการใช้ชีวิตในต่างแดนมา 6 ปี ผมอยากจะแชร์มุมมองเล็กๆ ว่าความเก่งอย่างเดียว อาจไม่พอครับ
ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น? เพราะในวันที่น้องๆ ก้าวออกไปในนามนักเรียนทุน พวกเราไม่ได้แบกแค่ความฝันของตัวเอง แต่เราคือ "ความหวังของประเทศ" ครับ
โลกใบนี้กว้างใหญ่มากครับ ประเทศไทยเรามีประชากรไม่ถึง 1% ของโลกด้วยซ้ำ ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนประเทศ เราต้องพาตัวเราไปอยู่ในจุดที่สากลยอมรับ โชคชะตาอาจจะเข้าข้างเราบ้างในบางวัน แต่สิ่งที่จะอยู่ติดตัวเราไปตลอดไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน คือ "ความรู้" ที่เราเก็บเกี่ยวมาครับ
ผมรู้ครับว่าหลายคนกังวลเรื่องภาษาและการปรับตัว ผมเองก็เคยผ่านมาครับ เคล็ดลับง่ายๆ ที่ผมใช้คือ
เตรียมตัว - ภาษาเราอาจไม่เท่าเจ้าของภาษา แต่อ่านก่อนได้ครับ ถ้าเราเห็นเนื้อหาผ่านตามาก่อน พอเข้าห้องเรียนเราจะ "ต่อติด" ได้ไวขึ้นเยอะ
อย่ากลัว - สมัยก่อนเวลาพนักงานขายโทรศัพท์โทรมาบ้าน ผมรับสายคุยยาวเลยครับ ถือว่าได้ฝึกภาษาฟรีๆ เขาอยากคุยกับเรา เราก็ใช้โอกาสนั้นฝึกไปเลย
ออกไปเจอโลก - อย่าอยู่แค่ในห้องสมุดครับ เข้าชมรม เล่นกีฬา ไปวัดไทย ไปโบสถ์ ไปเที่ยว ไปเดิน หรือไปร่วมกิจกรรมชุมชน สิ่งเหล่านี้จะทำให้น้องๆ เข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างได้ลึกซึ้งกว่าในตำรา
ยุคนี้ AI เข้ามามีบทบาทมาก วิทยาศาสตร์ไม่ได้แยกขาดจากศิลปะและสังคม ผมอยากให้น้องๆ สังเกตเมืองที่ไปอยู่ ดูว่าเขาพัฒนาอย่างไร เขาใช้ชีวิตแบบไหน เข้ามิวเซียมบ้าง สังเกตบริบททางการเมืองในประเทศที่เราไปเรียนต่อบ้าง
สิ่งเหล่านี้คือ "ประสบการณ์" ที่จะหล่อหลอมให้เราเป็นคนเก่งที่รอบรู้ครับ
สุดท้าย ทุนนี้มาจากหงาดเหงื่อและภาษีจากเพื่อนร่วมชาติของเรา ผมอยากฝากคำถามเล็กๆ ไว้ในใจทุกท่านว่า ตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางว่า เมื่อเรียนจบแล้ว เราจะกลับมาร่วมออกแบบประเทศเราให้น่าอยู่มากขึ้นอย่างไร?
ความเก่งของน้องๆ ในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสให้คนไทยรุ่นต่อไปในวันหน้า
ขอให้การเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าที่สุด
ผมเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ
ไทย
Change retweetledi














