ซุซูรุ

25.2K posts

ซุซูรุ banner
ซุซูรุ

ซุซูรุ

@TiTLe128

our sun

Tokyo-to, Japan Katılım Ekim 2009
872 Takip Edilen375 Takipçiler
ซุซูรุ retweetledi
ty
ty@tyron_triston·
สมัยเรียนอาจารย์สอนเสมอว่าให้พูดเรื่องที่เรารู้ด้วยความคิดว่าอีกฝั่งไม่รู้อะไรเลย แปลว่าใช้ศัพท์เทคนิคให้น้อย พูดภาษาปกติให้เข้าใจง่าย คนเก่งจริงๆ จะย่อยความรู้อะไรให้คนอื่นเข้าใจได้ไม่ยากนะ ถ้าเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดจริงๆ น่ะ
เรียก เจต ♨️ FIRE@jadenipat7

เช้านี้ฟังคลิป คุณแอน ทำงาน Private Bank ต่างประเทศ เลื่อนอ่านคอมเม้นบอก 'คลิปนี้ไม่ถึงคนรากหญ้าหรอก คนที่ฟังคือคนที่รู้อยู่แล้ว' เออจริงว่ะ ถึงแม้เขาจะออกมาเตือนๆ โน้นนี่ เเต่ก็อาจจะยังไม่เข้าถึงกลุ่มที่เขาอยากเตือน Brows Feat ยูทูปดันคลิปดีแบบนี้หน่อยดิ555

ไทย
16
15.7K
9.2K
1.1M
ซุซูรุ retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนเก่งในชีวิตการทำงานจริงๆ นะครับ น้องๆ เด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบเข้าสู่สังคมการทำงานอย่าหลงตัวติดกับดัก Prestige Trap ระบบการศึกษาออกแบบมาเพื่อวัด academic performance ในสภาพแวดล้อมที่ controlled มากๆ... - จำและสอบผ่าน.. - ทำตามเกณฑ์การให้คะแนนที่กำหนด - compete แบบ individual ส่งงานตรงเวลา deadline ชัดเจน.. - ตอบถูก.. - etc., เวลาทำงานจริงๆ.. - แก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัว.. - สร้าง framework ขึ้นมาเอง.. - บริหารจัดการความไม่แน่นอนโดยไม่มีกรอบเวลาชัดเจน - collaborate และ navigate politics ภายในองค์กร.. - ถามคำถามที่ถูก.. . . ที่เคยเจอมาหลายๆ กรณีด้วยตัวเอง (ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ได้ยินคนอื่นๆ จากบริษัทอื่นๆ เล่าให้ฟังเช่นกัน).. ้เด็ก 4.0 ที่เข้าสู่สังคมการทำงาน (not all) บางทียังคงติดกับดัก optimization trap อยู่.. คือเล่นเกมที่เก่งในระบบที่มีกติกาตายตัว.. รู้ว่าอาจารย์ชอบอะไร.. exam pattern เป็นยังไง.. ต้องเขียน essay แบบไหนถึงได้ A.. แต่ในองค์กร... ถึงจะมี KPI อยู่ แต่ก็ไม่มีสูตรสำเร็จให้ทำตามแบบชัดเจน.. KPI บอกแค่ว่าต้องไปถึงไหน แต่ไม่มีใครมานั่งบอกว่าต้องเดินยังไง.. ต้อง prioritize อะไรก่อน หรือต้องทำอะไรกันแน่ถึงจะผ่าน งานจริงคือการหาทางไปให้ถึง goal ที่บางทียังมองไม่เห็นชัดด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นทักษะคนละชุดกับการเดินตามแผนที่ที่มีอยู่แล้ว ต่อให้ได้ B+ แต่ถ้าชอบ experiment, ลองผิดลองถูก, รู้จักล้มเลิกสิ่งที่ไม่ work... มักจะ navigate การทำงานในองค์กรได้ดี . . และงานจริงมี human complexity สูงมาก.. เช่นการ negotiate กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่เห็นด้วยกับเรา.. การ managing up ดูแลความสัมพันธ์กับ boss.. การ read the room ในห้องประชุม.. การรับ feedback โดยไม่ defensive.. การแจ้งข่าวร้ายให้ลูกค้าโดยไม่เสียความสัมพันธ์.. EQ พวกนี้ไม่มีในหลักสูตร และ GPA ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับ EQ เลย.. ด็กที่ขึ้น dean's list ตลอด 4 ปีอาจไม่เคยเจอ conflict จริงๆ ในชีวิตเลยก็ได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหนังสือ . . ยังมีเรื่อง Risk Tolerance กับการรับมือกับความล้มเหลวอีก.. เด็กเกียรตินิยมบางทีกลัวความล้มเหลวสุดๆ เพราะทั้งชีวิตถูก define ด้วย academic success.. พอเจองานแล้วต้อง take risks.. propose ideas ที่อาจโดน reject.. หรือล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ... จนเกร็งไปหมดเหมือนเป็นอัมพาตไปเลย ในขณะที่คนที่เคยล้มเหลวในมหาลัย หรือมี non-linear path จะ chill กับความไม่แน่นอนกว่า.. เพราะเคยแพ้แล้วลุกขึ้นมาได้ . . ความต่างอีกอย่างคือมหาลัยวัด comprehension เป็นหลัก.. แต่ทำงานต้องการ execution ซึ่งต่างกันมาก รู้ว่า project management framework คืออะไร ≠ ส่ง project ตรงเวลาจริงๆ ได้ เข้าใจ financial model ≠ เอา model นั้นไป pitch นักลงทุนแล้วปิด deal ได้ อ่าน case study เรื่อง leadership ≠ เป็น leader จริงๆ ที่คนอยากตาม Gap ระหว่าง knowing กับ doing คือจุดที่เด็กเกียรตินิยมหลายคนสะดุดอยู่... . . ไหนจะเรื่องเวลาอีก.. มหาลัยให้เวลาเป็น semester ในการเรียนเรื่องนึง แต่งานจริงบางทีให้เวลา 3 วันในการเข้าใจ industry ใหม่ทั้งหมดและ present ให้ C-suite ฟัง.. ความสามารถในการเรียนรู้เร็วภายใต้แรงกดดัน.. ในสถานการณ์ที่วุ่นวายไม่มีระเบียบ.. โดยไม่มีอาจารย์มาชี้นำ เป็นทักษะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และบางทีเด็กที่ต้องทำงาน part-time ตลอด 4 ปีเพื่อหาเงินเรียนเองจนไม่ได้ 4.0 (not all.. เพราะบางคนก็ทำงานไปด้วยและยังได้ 4.0 ก็มี) มีทักษะพวกนี้มากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือทั้งวัน... . . และเรื่อง Prestige Trap ที่ผมเกริ่นในตอนแรก.. หลายคนที่ได้จบจากทั้งมหาลัยระดับ Top U และยังได้เกียรตินิยม บางทีมี identity ที่ผูกพันกับชื่อเสียงมหาลัยมากเกินไป.. - จนรู้สึก entitled รู้สึกว่าตัวเองสมควรได้ดีโดยอัตโนมัติทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย - ไม่อยากที่จะทำงานให้คนที่「ด้อยกว่า」ทางการศึกษา - อาจ dismiss ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ของคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ - บางคนคิดเยอะไป และ over-engineer ทุกอย่างเพราะถูก trained ให้คิดแบบ academic คนที่ไม่มี pedigree มักจะขวนขวายกว่า.. ปรับตัวยืดหยุ่นในองค์กรกว่า.. และ savvy ด้านการเมืองในองค์กรกว่า . . ⚠️แต่เกียรตินิยมจากมหาลัยดังๆ ก็มีคุณค่าเช่นกันครับ.. - Baseline discipline อย่างน้อยก็มี signal ทำให้เรารู้ว่าคนนี้ทุ่มเทในตอนเรียน.. - Ceiling ของความสามารถทางวิชาการ มีประโยชน์ใน technical roles - Network มหาลัยดังให้ alumni network ที่มีมูลค่าจริงๆ อยู่.. - ช่วยผ่าน HR screening ในบริษัทใหญ่ แต่มันก็คือ entry ticket ขั้นแรก.. ไม่ใช่ guarantee ความสำเร็จ... สรุป.. เกียรตินิยมบอกว่าคนๆ นึง เล่นเกมระบบการศึกษาได้เก่ง.. งานจริงต้องการคนที่เล่นเกมที่ไม่มีกติกาชัดเจน, เปลี่ยนได้ตลอด, และมี human stakes สูง ได้เก่ง.. สองเกมนี้มี overlap บ้าง แต่ไม่ได้ overlap กันมาก.. เพราะฉะนั้นภูมิใจกับเกียรตินิยมได้ครับ แต่ก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่าเล่นเกมที่สองเป็นหรือยัง? มันไม่เหมือนกับตอนเรียนครับ อย่าสำคัญผิดไป จากที่ผ่านมา.. คนที่ทำงานได้จริงในมุมมองผมไม่ได้พิสูจน์ตัวเองด้วย GPA.. แต่พิสูจน์ด้วยสิ่งที่ทำตอนที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัวให้เลือก เคยมี quant ที่ืทำ model แล้ว overfit อย่างหนักช่วง out-of-sample.. drawdown ออกมาเกิน threshold ที่คุยกันไว้.. แทนที่จะรอให้ผมเห็นตัวเลขเอง เค้าก็โทรมาก่อนเลยเพื่ออธิบาย signal ที่พัง.. walk through ให้ดูว่า regime เปลี่ยนตรงไหน.. และมาพร้อม fallback position ที่ปรับ parameter ใหม่แล้ว.. ไม่รอให้ถูกถาม ไม่โยนให้ market conditions.. ซึ่ง GPA ของเค้าผมไม่เคยรู้เลย.. และก็ไม่ได้สำคัญ.. เพราะสิ่งที่ทำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเคยได้ 4.0 หรือเปล่า.. แต่ขึ้นอยู่กับว่าเค้าปฎิบัติตัวในการทำงานยังไง และที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าเด็กเกียรตินิยมทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นะครับ.. หลายคนทำได้ดีมาก.. แต่ถ้าทำได้ มันก็ไม่ได้มาจากเกียรตินิยม.. มันมาจากสิ่งที่สะสมมาจากนอกห้องเรียน.. จากการเคยล้มเหลว เคยรับผิดชอบอะไรบางอย่างที่ไม่มีในตำรา เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร.. ระบบการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสอนสิ่งเหล่านี้.. GPA ก็ไม่ได้วัดมัน
ฮ.นกฮูก(สีส้ม)@skongki2000

ผมจะหาเงินให้ได้29,000บ.

ไทย
38
3.8K
3.7K
903K
ซุซูรุ retweetledi
` 마 크 잭 슨 .
` 마 크 잭 슨 .@jsmtjyygyjbbjb·
พี่น้อยหนึ่งเทพแห่งวงการแปลงเพลง ล่าสุดแปลงเพลง golden กุให้เลยนะ ลืมแล้วต้นฉบับ เกย์มีหลายเจน เกย์ที่เพิ่งเป็น เกย์ที่ bore to be 555555555555555555555555555555555555555555555555555555555
ไทย
8
7.4K
4.1K
337.9K
ซุซูรุ retweetledi
KHN
KHN@khnst_khn·
แนะนำ Egoist หนังปี 2022 บก.นิตยสารวัย 40 พบรักกับเทรนเนอร์หนุ่มวัย 20 กลางๆ ความสัมพันธ์เปลี่ยนเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกรัก ขมปี๋ หนักฉิบหาย ความสัมพันธ์ที่โดนสังคมทุนนิยมกดทับ สังคมที่กฏหมายไม่รับรองสภาพความสัมพันธ์ การตามหาคุณค่าในตนเอง เรียวเฮกับฮิโอะแสดงดีสัดๆๆๆ
KHN tweet media
Carlibu⚾@enlqblue

ใครบอกซีรีส์วายญี่ปุ่นมันแบนไม่มีมิตินี่คืออยากให้ลองไปดูใหม่อะ มันมีเกย์ให้ดูทุกอาชีพ รีเสิร์ชข้อมูลอาชีพแน่นปั่ก เรื่องไหนเส้นเรื่องทำงานก็ทำงานไปเลย ไม่ได้แตะแบบผิวเผิน ไม่ได้เกย์แอบ ๆ หรืออะไร มีเรื่องความเจ็บปวดจากการโดนสังคมกดทับ มีคอมมูเควียร์ นำเสนอSpectrumต่าง ๆ เยอะแยะ

ไทย
5
837
1.2K
95.7K
ซุซูรุ retweetledi
bongtao
bongtao@bongtao·
กูเกิ้ลเปิดตัวบริการใหม่ชื่อ Photoshoot แค่อัปโหลดรูปสินค้าเข้าไปแค่รูปเดียว AI จะเสกรูปสำหรับใช้ใน marketing ออกมาให้อีกเพียบ ตอนนี้ยังเปิดให้ใช้แบบจำกัดประเทศ ลองอ่านรีวิวเบื้องต้นแล้วยังมีปัญหากับตัวหนังสือบน packshot อยู่บ้าง แต่ดูทรงแล้วถ้าใช้งานได้ 100% เมื่อไร คงจะเหมือนธานอสดีดนิ้ว งานหายไปทั้งวงการ product photoshoots สะเทือนตั้งแต่ช่างภาพ สตูดิโอ คนรีทัช เอเจนซี่โฆษณา
Google Labs@GoogleLabs

Today, we’re introducing Pomelli’s latest feature update, ‘Photoshoot’ With Photoshoot, you can start from a single image of your product and easily create high quality, customized product shots to elevate your marketing. Available free of charge in the US, Canada, Australia & New Zealand! Get started with Pomelli today at labs.google/pomelli

ไทย
2
1.1K
870
154.8K
ซุซูรุ retweetledi
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎
ตอนแรกเคยอยากซื้อ Planner มาทำ Life Goal พอดีไปเจอคลิปแนะนำ Notion จากคุณฟลัฟฟี่เลยลองดู ผลปรากฎว่า - Life Plan - Daily & Habits Track - Project Tracking - Analyze Data - To-do List - เก็บบทความไว้อ่าน/เก็บแชท GPT ด้วย web extension - ทำ Chat bot แล้วเก็บข้อมูลเข้า - Overall Dashboard และอีกมากมาย แถมใช้ในมือถือก็ได้ กลายเป็นว่าผมไม่ต้องการอะไรอีกเลย อาจจะเหนื่อยตอนลงมือทำตอนแรกกับ นั่งทำความเข้าใจ Template แต่พอเข้าใจปุ๊บ ยาวเลย Module งอก 😂 ทุกวันนี้ยังเพิ่มหน้า เพิ่มที่เก็บเข้าไปเรื่อย ไม่รู้จะจบที่ตรงไหน ที่แน่ๆ ผมสามารถวางแผนโปรเจคไปพร้อมกับบันทึกเรื่องราวต่างๆ ลงในนี้ได้ ถือว่าเป็นตัวจบทีเดียวครับ อยากให้ลองเปิดใจรับน้องไปใช้หน่อย บอกเลยดีมาก 😆
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎ tweet media
&@nchdaq

ยกให้การเขียน planner ทำ to do list ช่วยชีวิตได้มากๆ มันช่วยเราได้ทั้งทางด้านการวางแผนชีวิต คือทำอะไรก็เสร็จ งานมีระเบียบขึ้นมากๆ และในการของจิตใจ คือทำแล้วแฮปปี้🥹🤏🏽 เหมือนได้นั่งคุยกับตัวเองทุกวัน แค่ 5-10 นาทีเอง แต่ดีมากๆจริงๆ หาเรฟที่ชอบแล้วเริ่มได้เลย

6
1.7K
2.6K
310K
ซุซูรุ retweetledi
&
&@nchdaq·
ยกให้การเขียน planner ทำ to do list ช่วยชีวิตได้มากๆ มันช่วยเราได้ทั้งทางด้านการวางแผนชีวิต คือทำอะไรก็เสร็จ งานมีระเบียบขึ้นมากๆ และในการของจิตใจ คือทำแล้วแฮปปี้🥹🤏🏽 เหมือนได้นั่งคุยกับตัวเองทุกวัน แค่ 5-10 นาทีเอง แต่ดีมากๆจริงๆ หาเรฟที่ชอบแล้วเริ่มได้เลย
& tweet media
&@nchdaq

แชร์หน่อยค่ะ วงการที่เข้าแล้วชีวิตดีขึ้น / สิ่งที่มีแล้วดี แฮปปี้ ควรค่าแก่การเสียเงินใน 2026 (ขอแบบใช้จริงมีรูปตัวเองนะคะ แปะลิ้งมาได้เลย💭📧)

ไทย
4
2.9K
4.6K
1.2M
ซุซูรุ retweetledi
bongtao
bongtao@bongtao·
รายละเอียดเรื่องการเปลี่ยนระบบจาก Tax Free มาเป็น Tax Refund ของญี่ปุ่น มีรายละเอียดออกมาเพิ่มแล้ว 📅เริ่มมีผลวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 อะไรที่ยังเหมือนเดิม? 🟩 ต้องซื้อขั้นต่ำใบเสร็จละ 5,000 เยน (ราคาก่อนภาษี) 🟩 นทท. ต้องใช้พาสปอร์ตตอนซื้อ อะไรที่เปลี่ยนไป? 🔴 ราคาที่จ่ายตอนซื้อหน้าร้าน จะเป็นราคารวมภาษีเท่านั้น จะไม่มีราคาแบบ tax-free แล้ว 🔴 นักท่องเที่ยวต้องไปยืนยันตัวตนว่าออกนอกประเทศ + ให้ศุลกากรตรวจสินค้า = ตรวจผ่านแล้วได้รับภาษีคืน (tax refund) ที่สนามบิน 🔴 ยกเลิกเพดานยอดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 500,000 เยน 🔴 ยกเลิกการแพ็คถุงที่ห้ามเปิดระหว่างอยู่ในญี่ปุ่น เท่าที่ดูรายละเอียดแล้วไม่ได้ต่างจากที่คาดไว้มาก โดยรวมคือเหมือนกับระบบ tax refund ทางฝั่งยุโรป คงต้องรอดู operation ของจริงที่สนามบินแหละว่าจะจัดการคิวยังไง เพราะญี่ปุ่นนี่คนช้อปแหลกทุกอย่าง ขนมเอย ของใช้จุบจิบเอย จะต่างจากยุโรปที่เป็นสินค้า luxury ราคาสูงๆ แต่คนนึงซื้อไม่กี่ชิ้น ตรวจง่ายกว่าเยอะ
bongtao@bongtao

💹ข่าวสำคัญของคนชอบไปญี่ปุ่น ญี่ปุ่นกำลังจะเปลี่ยนวิธีการยกเว้นภาษีให้นักท่องเที่ยว จากปัจจุบันเป็นระบบ Tax Free มาเป็นระบบ Tax Refund (จ่ายภาษีก่อนคืนทีหลัง) ซึ่งเป็นข่าวมาสักพัก ตอนนี้ค่อนข้างชัวร์แล้วว่าจะเริ่มใช้ปลายปี 2026 🎌อะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง เธรดนี้สรุปให้ครับ

ไทย
8
3.8K
1.6K
400.2K
ซุซูรุ retweetledi
ดูดวง : Horo 4 you
🔮5 ราศี ลูกหนี้คืนเงิน ได้ทรัพย์สินที่สูญหายกลับคืน🔮 (รี+พิมพ์ 1 เพื่อรับคำทำนาย) มีน มังกร เมษ เมถุน กรกฎ ใครที่เคยให้ใครยืมเงินแล้วทำใจไปแล้ว ช่วงนี้จะมีข่าวดี ลูกหนี้จะติดต่อขอคืนเงิน หรือของมีค่าที่หายไปจะได้กลับคืนมา การเงินที่เคยตึงจะเริ่มดีขึ้นค่ะ (สนใจดูดวงทัก Line : @horo4you)
ไทย
456
1.8K
1.8K
55.6K
ซุซูรุ retweetledi
อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข
คำแนะนำการเงินที่ดีที่สุดที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน . . ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนจำนวนมาก “ไปไม่ถึงอิสรภาพทางการเงิน” คำตอบอาจไม่ใช่เงินน้อย ไม่ใช่รายได้ต่ำ และไม่ใช่ความไม่ฉลาด . แต่คือ “ความไม่รู้” และ “พฤติกรรม” . นี่คือหัวใจของบทสนทนาระหว่าง Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money กับ Mel Robbins บทสนทนาที่ยาวมาก…แต่สาระกลับเรียบง่ายอย่างน่าประหลาด . เงินไม่ใช่เรื่องความฉลาด แต่คือเรื่องพฤติกรรม . Morgan บอกว่า คนที่เรียนไม่สูง ไม่มีวุฒิการศึกษาดีเยี่ยม แต่มีพฤติกรรมทางการเงินที่ดี มักจะจบลงด้วยฐานะที่มั่นคงได้ . ในขณะที่คนเรียนเก่งมาก จบ Harvard ทำงาน Wall Street ก็สามารถ “จน” ได้ไม่ยากเลย . เพราะเงินไม่เหมือนการผ่าตัดหัวใจ มันไม่ได้ต้องใช้สูตรลับ ไม่ต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องรู้ข้อมูลวงใน มันต้องการแค่พฤติกรรมง่าย ๆ เช่น . ใช้เงินน้อยกว่าที่หาได้ . อดทน . ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น . คิดระยะยาว . ซึ่งทั้งหมดนี้…อยู่ในความควบคุมของทุกคน . ปัญหาใหญ่ของยุคนี้: เปรียบเทียบทั้งวัน ทั้งคืน . สมัยก่อน เราเปรียบเทียบตัวเองกับแค่เพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมงานไม่กี่คน แต่วันนี้ เราเปรียบเทียบตัวเองกับทั้งโลกผ่าน Instagram และ TikTok . ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน ทำเงินได้เท่าไร ก็จะมีคนที่ดูรวยกว่า ดูมีความสุขกว่า โชว์ชีวิตดีกว่าคุณเสมอ . และเมื่อความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความสุขก็ยิ่งไกลออกไปเรื่อย ๆ . Morgan สรุปไว้สั้นมากว่า . ความสุข = ช่องว่างระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “ความเป็นจริง” . ช่องว่างยิ่งกว้าง คุณยิ่งทุกข์ ช่องว่างยิ่งแคบ คุณยิ่งรู้สึกดี . เงินกำลังเติม “หลุมอะไร” ในใจคุณอยู่หรือเปล่า . คำถามหนึ่งที่ทรงพลังมากคือ ทุกครั้งที่คุณใช้เงิน ให้ถามตัวเองว่า . เงินก้อนนี้กำลังไปอยู่ในถังไหน? . ใช้เพื่อทำให้ชีวิตและครอบครัวดีขึ้นจริง ๆ . หรือใช้เพื่อทำให้คนอื่น (ส่วนใหญ่เป็นคนแปลกหน้า) ประทับใจ . Morgan บอกว่า เงินทุกดอลลาร์ที่คุณใช้ จะตกอยู่ในหนึ่งในสองถังนี้เสมอ .. รถใหม่ เสื้อผ้าใหม่ ของหรูจำนวนมาก มักไม่ใช่เพราะเราต้องการมันจริง ๆ แต่เพราะเราต้องการ “ความรู้สึกว่าเราดีพอ” ในสายตาคนอื่น . ปัญหาคือ… คนอื่นแทบไม่ได้สนใจเราขนาดนั้นเลย . ความรวย กับ ความมั่งคั่ง ไม่เหมือนกัน . Morgan แยกคำสองคำนี้ได้ชัดมาก . รวย (Rich) คือ มีเงินพอใช้ พอซื้อของ พอจ่ายบิล . มั่งคั่ง (Wealthy) คือ เงินที่ยังไม่ได้ใช้ เงินที่ทำให้คุณมีอิสระ . เงินที่คุณใช้ไปแล้ว ไม่ได้ให้อิสระ เงินที่คุณเก็บไว้ต่างหาก…ที่ให้อิสระ . บางคนรวยมาก แต่ไม่มีอิสระเลย ต้องวิ่งตามความคาดหวังของคนอื่นตลอดชีวิต . ขณะที่บางคนมีเงินไม่มาก แต่ตื่นเช้ามาแล้วทำในสิ่งที่อยากทำได้ นั่นแหละ…คือความมั่งคั่งที่แท้จริง . การออมไม่ใช่การอด แต่คือการ “ซื้ออิสรภาพ” . Morgan มองการออมไม่ใช่เรื่องเสียสละ แต่เป็นการ ซื้ออนาคตของตัวเองกลับมา . ทุก 1 ดอลลาร์ที่ออม = อนาคต 1 ดอลลาร์ที่คุณเป็นเจ้าของ . ทุก 1 ดอลลาร์ของหนี้ = อนาคต 1 ดอลลาร์ที่คนอื่นเป็นเจ้าของ . แม้จะออมได้แค่ 20 หรือ 50 บาท มันไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันคือ “อิสรภาพบางส่วน” ของคุณในอนาคต . เคล็ดลับง่ายที่สุด แต่ทรงพลังมาก . Morgan ให้คำแนะนำที่พื้นฐานสุด ๆ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ . เช็กยอดเงินในบัญชีทุกวัน ไม่ต้องวิเคราะห์ แค่ “รู้” ว่าเงินเข้าออกเท่าไร . มองการออมเป็นค่าใช้จ่าย เหมือนค่าเช่าหรือค่าอาหาร . ตั้งระบบอัตโนมัติ ให้เงินถูกโอนออมทันทีที่เงินเข้า เพราะมนุษย์เรามีอารมณ์ มีอคติ และเผลอเสมอ . ไม่ต้องเก่งการลงทุน แค่อดทน ความอดทนชนะความฉลาดในระยะยาวเสมอ . บทเรียนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด . Morgan พูดประโยคหนึ่งที่ควรเก็บไว้คิดทั้งชีวิตว่า . คนอื่นไม่ได้คิดถึงคุณมากเท่าที่คุณคิด . เรามักใช้เงิน ใช้ชีวิต และตั้งความคาดหวัง เพราะอยากให้คนอื่นมองเราอย่างไรบางอย่าง . แต่ความจริงคือ ทุกคนมัวแต่กังวลเรื่องของตัวเอง . เมื่อคุณเลิกแข่งกับคนอื่น เงินจะกลับมาเป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “ไม้บรรทัด” ที่เอาไว้วัดคุณค่าในตัวเอง . และตรงนั้นเอง… ที่อิสรภาพทางการเงินเริ่มต้นจริง ๆ
อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข tweet media
ไทย
4
1.2K
1.4K
62.3K
ซุซูรุ retweetledi
ฮาโร้ย!
ฮาโร้ย!@babysiirii·
นี่แหละสายตาของหนุ่มวายตัวจริง
ฮาโร้ย! tweet media
ไทย
2
22.9K
17.4K
512.4K
ซุซูรุ
ซุซูรุ@TiTLe128·
ชีวิตติดแกลม บัญชีติดลบมีอยู่จริง ทักมาถามจัดฟันใส ยังไม่ทันไร ถามหาราคาพิเศษก่อนเลย พอดีเป็นหมอ ไม่ได้เป็นเซลล์ เจอแบบนี้มากๆก็หมดแรง
ไทย
1
0
0
376
ซุซูรุ
ซุซูรุ@TiTLe128·
กลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน
ไทย
0
0
0
42
ซุซูรุ
ซุซูรุ@TiTLe128·
เอาสิบปีคืนมาได้ไหม
ไทย
0
0
0
27
ซุซูรุ retweetledi
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
📃 ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นฉบับล่าสุดและสุดท้ายของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มีส่วนหนึ่งที่กินใจมาก เขาบอกว่า . “ข้อสังเกตหนึ่งที่อาจจะฟังดูเหมือนเตือนใจตัวเองด้วยซ้ำ ผมรู้สึกดีที่ได้บอกว่า ผมพอใจกับช่วงครึ่งหลังของชีวิตมากกว่าครึ่งแรก คำแนะนำของผมคือ อย่าตีตัวเองจากความผิดพลาดในอดีต จงเรียนรู้อย่างน้อยสักเล็กน้อยจากมัน แล้วเดินหน้าต่อไป มันไม่เคยสายเกินไปที่จะดีขึ้น […] จำเรื่องของ อัลเฟรด โนเบล ได้ไหม? คนที่ภายหลังกลายเป็นชื่อของรางวัลโนเบล ว่ากันว่าเขาเคยได้อ่านข่าวมรณกรรมของตัวเองที่หนังสือพิมพ์ลงผิด เพราะเข้าใจว่าพี่ชายของเขาเป็นคนตาย เขาตกใจสุดขีดเมื่อเห็นสิ่งที่ผู้คนคิดและเขียนถึงตัวเอง และนั่นทำให้เขารู้ว่า เขาควรใช้ชีวิตให้ต่างออกไป . อย่ารอให้เกิดความผิดพลาดแบบนั้นเลย จงตัดสินใจเสียตั้งแต่วันนี้ว่า คุณอยากให้คนเขียนถึงคุณว่าอย่างไรเมื่อคุณจากไป แล้วก็ใช้ชีวิตให้สมกับคำเหล่านั้น” . มีคำแนะนำจากบัฟเฟตต์มากมายที่ควรถูกบันทึกเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง แต่ผมรู้สึกว่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญลำดับต้นๆ เลย “มันไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะดีขึ้น” และ เลือก “คำไว้อาลัยของตัวเอง” . มันอาจจะฟังดูเศร้าๆ นะ แต่จริง ๆ แล้ว มันคือบทเรียนเรื่องการใช้ชีวิตแบบมีสติที่ทรงพลังที่สุดข้อหนึ่งเลย . 🧨 ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 อเมริกาต้องการเชื่อมพื้นที่ในทวีปโดยเจาะอุโมงค์ด้วยการระเบิดภูเขาหิน แต่มีปัญหาอยู่หนึ่งอย่าง ระเบิดที่ทรงพลังที่สุดในตอนนั้นคือไนโตรกลีเซอรีน มันมีลักษณะเป็นของเหลวและมีความเสถียรต่ำมากแค่ได้รับแรงกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยก็จะระเบิดทันที . นักประดิษฐ์คนหนึ่งที่ชื่อ “อัลเฟรด โนเบล” กำลังหมกมุ่นอยู่กับการทำให้โลกดีขึ้น เขาเป็นนักเคมีผู้เชื่อในความก้าวหน้า เขาอยากให้คนงานในเหมืองหรือการก่อสร้างมีเครื่องมือระเบิดหินที่ปลอดภัยกว่า . และเขาก็ทำได้ โนเบลค้นพบวิธีผสมในโตรกลีเซอรีนเข้ากับดินบางชนิดเพื่อทำให้มันมีลักษณะเหนียวข้น ดินระเบิดนี้มีความเสถียรและจะไม่ระเบิดหากไม่ถูกจุดชนวน กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ไดนาไมต์” . เขาภูมิใจมาก เพราะในสายตาของเขา มันช่วยชีวิตคนงานจำนวนมาก แต่วันหนึ่งหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสเขียนคำอาลัยถึงเขา โดยเข้าใจผิดว่าตายแล้ว (จริง ๆ คือพี่ชายของเขาเสียชีวิต) . พาดหัวข่าวใหญ่เขียนว่า “อัลเฟรด โนเบล พ่อค้ามัจจุราช เสียชีวิตแล้ว” และในเนื้อข่าวยังบรรยายว่า “ชายผู้ร่ำรวยจากการคิดค้นวิธีฆ่าคนจำนวนมากขึ้นในเวลาที่รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม” . ลองจินตนาการดูสิ คุณตื่นเช้ามา แล้วได้อ่านคำไว้อาลัยของตัวเอง แต่มันไม่ได้พูดถึงความดี ความตั้งใจ หรือความพยายามของคุณเลย มีแต่ “สิ่งที่โลกเห็น” . โนเบลช็อกมาก เพราะเขาเชื่อมาโดยตลอดว่าตัวเองคือผู้ช่วยมนุษยชาติ แต่โลกกลับมองว่าเขาเป็นปีศาจ . 📄 แต่หลังจากนั้นเขาทำสิ่งที่น่าทึ่งมาก คือลงมือเปลี่ยนแปลง ตัดสินใจเขียน “คำไว้อาลัย” ของตัวเองขึ้นมาใหม่ ด้วยการตั้งรางวัลโนเบล โดยในแต่ละปีจะมีการมอบรางวัลในสาขาฟิสิกส์ เคมีการแพทย์ วรรณกรรม และรางวัลพิเศษคือ "รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ" . และทุกวันนี้ชื่อของเขาถูกจดจำในฐานะ “ผู้ให้รางวัลโนเบล” ไม่ใช่ “พ่อค้ามัจจุราช” นั่นคือการเขียนตอนจบของชีวิตด้วยมือตัวเอง . บัฟเฟตต์พูดถึงโนเบลในจดหมายฉบับสุดท้ายของเขาเพื่อเตือนเราทุกคน ว่าอย่ารอให้ใครมาบอกว่า “เราคือใคร” เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเราเอง . “จงตัดสินใจเสียตั้งแต่วันนี้ว่า คุณอยากให้คนเขียนถึงคุณว่าอย่างไรเมื่อคุณจากไป แล้วก็ใช้ชีวิตให้สมกับคำเหล่านั้น” . ไม่ใช่เพื่อให้เรากลัวความตายที่กำลังจะมาถึง แต่เพื่อให้เรากล้าจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับเวลาที่เหลืออยู่ ตามเป้าหมายของตัวเราเองจริงๆ เพราะความยิ่งใหญ่ในแบบของบัฟเฟตต์ไม่ได้มาจากเงิน ชื่อเสียง หรืออำนาจ แต่มาจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความเมตตาไม่ต้องใช้เงินซื้อ แต่มีค่าประเมินไม่ได้” . ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าพรุ่งนี้หนังสือพิมพ์เขียนข่าวคำไว้อาลัยของคุณ มันจะพูดถึงอะไร?คุณจะภูมิใจไหมกับคำเหล่านั้นรึเปล่า? หรือมันจะเหมือนกับโนเบล ที่ต้องอ่านแล้วตกใจว่า “นี่คือสิ่งที่คนจดจำฉันงั้นเหรอ?” . ข่าวดีคือเราทุกคนยังมีเวลาครับ . เราอาจไม่สามารถลบอดีตได้ แต่เราสามารถเขียนตอนต่อไปได้เสมอ . คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโลกชั่วข้ามคืน ไม่ต้องสร้างรางวัลโนเบลอะไรหรอก แค่ลองเริ่มทำสิ่งที่ถูกต้องกับคนรอบตัว ช่วยเหลือคนอื่น มีเมตตา ไม่เอาเปรียบ เป็นเพื่อนที่ดี คนที่ดีของสังคม เราเปลี่ยนแปลงได้ . เราไม่รู้ว่าหรอกว่าเหลือเวลาอีกเท่าไร แต่แน่ ๆ อย่างน้อยมี “วันนี้” เพื่อเริ่มต้นเขียนตอนจบใหม่ของตัวเองได้ . อย่ารอให้ใครมาเขียนคำไว้อาลัยให้คุณ เขียนมันเอง ด้วยวิธีที่คุณใช้ชีวิตในทุก ๆ วันต่อจากนี้ . (ผมจะคิดถึงจดหมายของปู่บัฟเฟตต์อย่างแน่นอน) . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
1
87
103
5.7K
ซุซูรุ retweetledi
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
🌅 [ I Choose a Boring Life ชีวิตที่โคตรน่าเบื่อ…แต่เป็นชีวิตที่โคตรดีสำหรับผม ] . . คิดอยู่สักพักแล้วว่าจะแชร์เรื่องนี้ เพราะหัวข้อมันอาจจะดูแปลกสักหน่อย อะไรวะ “เลือกใช้ชีวิตที่น่าเบื่อ” จะมาแชร์อะไรจริงไหม? . แต่ในยุคที่ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ต้องคูล ต้องว้าว ต้องมีอะไรให้เล่าในวงสนทรนาหรือโพสต์อวดลงโซเชียลทุกสัปดาห์ แต่ความจริงคือ…ผมเคยลองแล้วไอ้ชีวิตแบบนั้นอยู่ช่วงหนึ่งตอนอยู่มหาวิทยาลัยแรกๆ ด้วยความที่อยู่ต่างบ้านต่างเมือง พ่อแม่ไม่ได้มาตามดู ไม่ต้องรายงานอะไรใครด้วย ยิ่งง่ายเลย แต่รู้สึกว่ามันไม่เวิร์กเท่าเหล่าไหร่แฮะ มันแค่ทำให้ผมเหนื่อยสุดๆ ไปเลย . ไปเรียนก็ไม่รู้เรื่อง ปวดหัว ทำงานเสริมก็ไม่ดี ไม่มีสมาธิ อารมณ์เสีย หงุดหงิดทั้งวัน และรู้สึกเหมือนต้องใช้พลังทั้งชีวิตเพื่อตามให้ทันความคาดหวังของคนอื่น จนลืมถามตัวเองว่าจริง ๆ ผมต้องการอะไรกันแน่ . จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนชื่อเดวิดซึ่งเป็นมนุษย์สายชิล (อาจจะเรียกว่าสายเขียวก็ได้แหละ) ชวนผมไปเที่ยวที่บ้านช่วงวันหยุด ผมนี่โครตตื่นเต้นเลยเพราะบ้านมันติดทะเลสาบ มีเรือลำเล็กๆ ที่ออกไปขับได้ คิดในใจวันนั้นคงปาร์ตี้สุดเหวี่ยงแน่นอนเลย . แต่ผิดครับ...มันนั่งดูทะเลสาบทั้งวันเลย (55555 กูปวดหัว) สั่งพิซซ่ามากิน เอาเก้าอี้พับมานั่งข้างทะเลสาบ หยิบหนังสือมาอ่าน ชวนคุยเรื่องปรัชญาชีวิต ฟิสิกส์ มังงะ และอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะมากมาย เอาเป็นว่าห่างไกลจากความสุดเหวี่ยงคนละขั้วเลย . แต่เฮ้ย...ผมมีความสุข แบบถ้าเต็ม 10 ตอนนั้นคือ 100 เลย สมองเบาโล่ง ถอดรองเท้าเดินบนหญ้า แสงแดดอ่อนๆ บทสนทนาที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ผมถึงได้เริ่มคิดว่า บางทีชีวิตที่ดีมันอาจไม่ได้เริ่มจากความว้าว…แต่มาจากความ “ว่าง” ต่างหาก . ว่างจากเสียงรบกวน ว่างจากความคาดหวังของโลก ว่างจากความรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา ผมเลยเริ่มเปลี่ยน ลองเลือกความเงียบมากกว่าเสียงดัง เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความหวือหวา เลือกอยู่บ้านมากกว่าออกไปใช้เงินสุดเหวี่ยง ออกไปหาธรรมชาติ เริ่มเดินป่า เริ่มออกกำลังกาย เริ่มอ่านหนังสือ และใช้ชีวิต ‘น่าเบื่อ’ มากขึ้น . และสุดท้ายก็ตกใจว่าชีวิตแบบนี้ ชีวิตที่คนเรียกว่า “น่าเบื่อ” มันกลับเติมเต็มผมได้มากกว่าสิ่งที่ผมเคยตามหามาทั้งหมด . 🌱 ความจริงคือหลายคนโตมากับความคิดว่า ต้องกล้าบ้าบิ่น ต้องหาความท้าทาย ต้องทำอะไรที่เสี่ยง ๆ บ้างเพื่อพิสูจน์ความเจ๋ง ว่าใช้ชีวิตคุ้ม ซึ่งถ้าคุณคิดแบบนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ แต่ผมน่าขะไม่ใช่คนประเภทนั้นตั้งแต่แรก ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น ผมไม่รู้สึกว่าการกระโดดลงน้ำลึกจากหน้าผาหรือขี่มอเตอร์ไซค์เร็ว ๆ ทำให้ตัวเองใช้ชีวิตคุ้มขึ้นเลย มันแค่ทำให้อยากซื้อประกันชีวิตเพิ่มอีก (55555) . บอกตรง ๆ ผมชอบความสบาย ชอบความสงบมากกว่า และชอบที่ไม่ต้องทำอะไรเสี่ยงจนตัวเองเจ็บหรือกระเป๋าตังค์พัง (แค่นิ้วก้อยเตะขาเก้าอี้ก็ทรมานมากพอแล้ว) ผมปล่อยให้คนที่คลั่งความตื่นเต้นเก็บคะแนน YOLO กันไปเถอะ ส่วนผมขอเก็บแต้มการนอนเต็มอิ่ม 7-8 ชั่วโมงแทน . เรื่อง FOMO นี่น่าสนใจนะ เพราะคนมักจะ “กลัวพลาด” เวลาเห็นเพื่อนออกไปปาร์ตี้ เที่ยวเมืองนอก หรือลงสตอรี่กินข้าวร้านแพง ๆ เพราะมันฟังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย? เอาจริงๆ นะ พอเริ่มตัดใจ เลิกฝืนตัวเอง และอยู่บ้านในคืนวันศุกร์ ผมพบความจริงแบบโคตรง่ายว่า…ผมไม่ได้พลาดอะไรเลย นอกจากเสียงดัง ๆ กลิ่นบุหรี่ และการกลับบ้านตีสองแบบหมดแรง เพราะนั่นไม่ใช่ตัวตนของผมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว . ผมกลับได้อย่างอื่นแทน ความสงบ ความคิดที่ตกตะกอนหลายอย่าง โมเมนต์เล็ก ๆ ที่ชีวิตจริงมันเกิดขึ้น เช่น การชวนเพื่อนมานั่งกินสุกี้ที่บ้าน เล่นเกมกัน วันหยุดออกไปปั่นจักรยานที่สวนสาธารณะ อ่านหนังสือ บางวันว่างๆ ซักผ้า จัดโต๊ะทำงานใหม่แบบเนิร์ด ๆ หรือการนั่งเงียบ ๆ คนเดียวโดยไม่รู้สึกผิด ตลกดีนะ ที่สิ่งที่เคยดู “น่าเบื่อ” กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดีที่สุดตอนเป็นผู้ใหญ่ . แล้วความน่าเบื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รูทีนประจำวัน ก็กลายเป็นเคล็ดลับในชีวิตผมด้วยนะ . วันก่อนเพิ่งฟังเรื่อง Routine ของ Saitama ที่แอดทอยพูดบนเวที WLF เลยมานั่งดูของตัวเองหน่อย . ตื่นตี 5 - 5:30 วิ่ง 60-90 นาที (ยกเว้นเช้าหลังจากคืนที่มีบอลหรือเดินทาง) อ. พฤ ส weight training 60 นาที (ยกเว้นเดินทาง) อ่านหนังสือ 60-90 นาที (ก่อนเข้างาน) เขียนหลังเลิกงาน (ที่ไม่ใช่งานบริษัท) 1-2 ชั่วโมง แปล 1 ชั่วโมง นอน 7 ชั่วโมง . เสาร์อาทิตย์ส่วนใหญ่จะพัก อยู่กับครอบครัวล้วนๆ . รูทีนนี้เพิ่งมาลงตัว ถือว่าค่อนข้างลงตัว ผลงานบริษัทถือว่าเยี่ยม ไม่ขาดตกบกพร่อง ออกหนังสือและแปลหนังสือมาเฉลี่ยปีละ 2-3 เล่ม อ่านหนังสือได้เกินเป้าปีละ 52 เล่มแล้วปีนี้ . ผมตื่นเวลาเดิมทุกวัน อ่านหนังสือเวลาเดิม ทำงานเวลาเดิม ออกกำลังกายเวลาเดิม เสื้อผ้าก็ชุดเดิม และกลับบ้านเวลาเดิม ไม่ใช่เพราะผมเป็นพวกชอบความจำเจอะไรขนาดนั้น แต่เพราะความคงที่มันช่วยให้สมองผมไม่เดินออกนอกเส้นทางไปไกลเกินไป ยิ่งรูทีนชัด ชีวิตก็ยิ่งสงบขึ้น ไม่ต้องคอยเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องปรับตัวตลอดเวลาแบบนั้น สิ่งที่ตามมาคือสมาธิครับ การโฟกัส ชอบคิดงานต่างๆ และที่สำคัญไม่รู้สึกเหมือนถูกชีวิตไล่ต้อนให้ต้องทำอะไรอยู่ตลอดเวลา . และอีกอย่างสำหรับผมชีวิตที่น่าเบื่อมันประหยัดเงินมากๆ เลยนะ สมัยตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เงินหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ทำงานหาเงินจ่ายค่าปาร์ตี้ ค่าดื่ม ค่าเที่ยว ค่าอาหารราคาไม่สมเหตุสมผลในร้านดังๆ พอไม่ต้องวิ่งตาม เงินก็ไม่ค่อยรั่ว (ตอนนี้ไปรั่วกับพวก Gadget แทน 555) แต่พอเห็นยอดบัญชีค่อยๆ โต ก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยเหนื่อย อาจจะลดเวลาทำงานลงได้บ้าง เอาเวลาไปเติมความสุขชีวิตแบบอื่นแทน . และสุดท้าย สิ่งที่ผมรักที่สุดในชีวิตที่โคตรน่าเบื่อนี้ คือ “ความชัดเจนในหัว” เราติดนิสัยยัดทุกอย่างเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะงาน ความสัมพันธ์ ความคาดหวัง หรือความอยากเป็นใครสักคนจนหัวมันตึงตลอดเวลา แต่พอเลือกเส้นทางที่เรียบง่ายขึ้น เงียบขึ้น ความคิดผมก็ชัดขึ้นนะ รู้ตัวว่าต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร และอะไรคือสิ่งที่ทำให้เป็นตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่เวอร์ชันที่โลกอยากให้เป็น . เอางี้...ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องใช้ชีวิตแบบผมนะ อยากสุดเหวี่ยงก็ทำเถอะ แต่สำหรับใครก็ตามที่ (เชื่อว่ามีไม่น้อยนะ) ที่เหนื่อยกับความคาดหวังจากโลก ความวุ่นวายแบบไม่หยุดพัก และความรู้สึกว่า “ต้องทำตัวเจ๋งตลอดเวลา” ชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้อาจจะเป็นยาที่รักษาหัวใจได้ดีไม่น้อย . ชีวิตที่ไม่ต้องรีบโต ไม่ต้องรีบโชว์ ไม่ต้องรีบเป็นอะไรเลยก็ได้นะ แค่ลองซื่อสัตย์กับตัวเองและมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้ามไปก็ได้ . และถ้าใครบอกผมว่ามัน “น่าเบื่อ”? มันน่าเบื่อจริงแหละ . แต่ผมบอกเลยว่านี่แหละความน่าเบื่อที่ผมเลือกด้วยความเต็มใจและมันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่ผมเคยทำในชีวิตเลย . เดวิดบอกผมว่า “โลกรีบพอแล้ว แต่เราเลือกได้ว่าจะรีบตามโลกรึเปล่า” . ปล. เรื่องความตื่นเต้นในชีวิตผมก็เติมๆ บ้างนะ แต่จะเป็นเรื่องที่อยากทำจริงๆ เช่นไปเที่ยวที่ใหม่ๆ ลองร้านอาหารที่อยากชิม เกมที่อยากเล่น หนังสือที่อยากอ่าน กิจกรรมที่อยากทำ (ขนาดความตื่นเต้นยังน่าเบื่อเลยนะเนี้ย 555) . [ #เก่งแบบเป็ด 🦆]
Sopon Supamangmee tweet media
ไทย
2
283
391
15.5K
ซุซูรุ retweetledi
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
มีคำพูดของ คาร์ล ยุง (Carl Jung) ที่อ่านแล้วต้องหยุดคิดกับมันสักพักหนึ่ง เขาเคยพูดว่า . “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการยอมรับตัวเองอย่างสมบูรณ์” . ตอนแรกผมไม่ค่อยเข้าใจหรอก จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่าไม่ว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จแค่ไหน หรือทำเป้าหมายบางอย่างได้ดีแค่ไหน ทำไมมันยังมีบางอย่างที่ข้างในรู้สึกว่างเปล่า เหมือนเราใส่หน้ากากเล่นบทบาทบางอย่างจนเก่ง จนลืมว่า “ตัวจริง” ของเราหน้าตาเป็นยังไง . ผมรู้สึกแบบนั้นตอนสวมหน้ากากเป็นเจ้าของธุรกิจที่มุ่งมั่นจะประสบความสำเร็จ อยากเป็นยูนิคอร์น วิ่งตามล่าเงินทุน พิชชิ่งเวทีแล้วเวทีเล่า ได้เงินทุนมาแล้วอยากได้อีก อยากให้มันโตไปอีก แต่สุดท้ายวันหนึ่งก็มาถามตัวเองว่า “นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ เหรอ?” หรือเรากำลังหลงทางอยู่กันแน่ เป้าหมายนี้เราตั้ง หรือ ใครตั้ง? . ยุงเชื่อว่า “ฉัน” ที่เรารู้จัก เป็นเพียงแค่ “เปลือก” (หรือที่เขาเรียกว่า persona) . เรามีหลาย “ตัวตน” ที่เราสวมใส่ในแต่ละสถานการณ์ . เรามีเวอร์ชันที่เป็นมืออาชีพในที่ทำงาน เรามีเวอร์ชันที่เป็นลูกที่ดี เรามีเวอร์ชันที่เป็นเพื่อนร่าเริง และคู่รักที่เข้าใจ . ทั้งหมดนั้นจำเป็นนะ เพราะมันคือหน้ากากทางสังคมที่ช่วยให้เราทำหน้าที่ได้ดี แต่ปัญหาคือ… ถ้าเราเผลอสวมมันนานเกินไป เราจะเริ่มเชื่อว่าหน้ากากนั้น “คือตัวเรา” . และนั่นคือจุดที่ชีวิตเริ่มหลงทาง เหมือนผมที่วิ่งไล่ตามเป้าหมายโดยไม่รู้เลยว่าทำไปทำไม หรือ เพื่ออะไร จนกระทั่งเบิร์นเอาต์และแทบไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรเลยในแต่ละวัน . บางทีวันนี้คุณอาจตื่นขึ้นมาตอนอายุ 45 พร้อมเรซูเม่ประสบการณ์ทำงานที่สวยหรู แต่ตอบไม่ได้เลยว่า “ฉันคือใครกันแน่” อารมณ์ประมาณนั้นเลย . ใต้หน้ากากนั้นคือสิ่งที่คุณซ่อนไว้ ความกลัว ความอิจฉา ความโกรธ ความต้องการที่ไม่กล้าพูดออกมา . ยุงเรียกสิ่งนี้ว่า “เงา” (the shadow) . มันคือส่วนที่คุณปฏิเสธมาทั้งชีวิต แต่กลับควบคุมคุณอยู่เงียบๆ . ยกตัวอย่างเวลาคุณระเบิดใส่ใครเพราะเรื่องเล็กๆ นั่นไม่ใช่เรื่องของ “เขา” แต่มันคือเงาของคุณที่อยากถูกมองเห็น . และยุงเตือนว่า “สิ่งที่คุณต่อต้าน จะคงอยู่ต่อไป” ยิ่งคุณหลบ มันยิ่งเติบโตในความมืด . ลองคิดดู คนที่คุณเกลียดที่สุดอาจสะท้อนสิ่งที่คุณไม่ยอมรับในตัวเอง พูดอีกอย่างคือสิ่งที่เรามักเกลียดในคนอื่น เพราะมันคือสิ่งที่เราไม่อยากเห็นในตัวเราเอง . เงาของผมคืออะไร? ผมมานั่งคิด . อะไรคือสิ่งที่ผมพยายามกลบซ่อนอยู่ข้างในด้วยเปลือกหุ้มที่เรียกร้องหาความสำเร็จ ความร่ำรวย ชื่อเสียงต่างๆ . พอสังเกตดูและจ้องมองลงไปลึกๆ เงานั้นมันความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง กลัวคนอื่นไม่ยอมรับ กลัวดีไม่พอ กลัวความรู้สึกที่ว่าตามคนอื่นไม่ทัน . ยุงบอกว่า “การรู้จักตัวเอง” ไม่ใช่การแสวงหาความสงบของจิตใจ แต่คือมันการเผชิญหน้ากับด้านที่คุณไม่ชอบที่สุด . คุณจะได้พบ “เพื่อนขี้อิจฉา” ในตัวเอง “คนขี้กลัว” ที่ยังต้องการคำยืนยัน“คนเจ้าอารมณ์” ที่ซ่อนอยู่หลังความเงียบ และนั่นคือค่าผ่านประตูของการเติบโต . คุณจะไม่มีทางได้พบ “ตัวตนที่เข้มแข็ง” โดยไม่ยอมรับ “ตัวตนที่หวาดกลัว” . คุณจะไม่มีทางได้พบ “ตัวตนที่เติมเต็ม” โดยไม่ยอมรับ “ตัวตนที่เว้าแหว่ง” . คุณจะไม่มีทางได้พบ “ตัวตนที่กล้าหาญ” โดยไม่ยอมรับ “ตัวตนที่กังวลใจ” . แต่เมื่อคุณเริ่มยอมรับ มันจะเปลี่ยนจากศัตรูเป็นพลัง . ความโกรธกลายเป็นความกล้า ความอิจฉากลายเป็นแรงผลักดัน . สิ่งที่คุณเคยคิดว่าเป็น “พิษ” จะกลายเป็น “เชื้อเพลิง” ถ้าคุณใช้มันอย่างถูกทาง . การเผชิญเงาไม่ได้แปลว่าคุณต้อง “ทำตาม” ด้านมืด�แต่แค่ “ฟังมัน” ก็พอ . เงาพูดผ่านความฝัน สัญชาตญาณ ความรู้สึกปั่นป่วนในท้องที่คุณพยายามปฏิเสธ ความรู้สึก “หมดไฟ” ในงานที่ดีเกินไป อาจเป็นเสียงของจิตใต้สำนึกที่กำลังขอให้คุณ “มีชีวิตที่มีความหมาย” . พยายามเป็นผู้สังเกต ทุกครั้งที่คุณหยุดดู และมองความคิดของตัวเองโดยไม่ตัดสิน นั่นคือการเริ่มรู้จักตัวตนที่แท้จริง . (ที่จริงถ้าใครดูนารูโตะน่าจะพอนึกภาพเรื่องนี้ออก จิ้งจอกเก้าหางคือเงานั่นแหละ) . ชีวิตของคุณไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลทั้งหมดหรอก มันถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่คุณไม่เคยเข้าใจในตัวเองด้วย . หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่เริ่มจากการการ “แก้ไขตัวเอง” แต่เริ่มจากการ “ทำความรู้จักตัวเอง” รวมทุกด้าน ความกลัว ความฝัน ความผิด ความดี ความแปลกประหลาด ฯลฯ ให้กลายเป็นตัวเราที่ซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุด . นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Individuation หรือการเป็น “ตัวเรา” อย่างสมบูรณ์ . Thomas Oppong เขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้บน Medium ว่า “งานที่แท้จริง คือกระบวนการไม่รู้จบของการรู้จักตัวเอง และการยอมรับทุกด้านในตัวเราให้เป็นหนึ่งเดียว คำถามคือ…คุณกล้าพอไหมที่จะมองกระจก และเผชิญหน้ากับทุกอย่างที่สะท้อนกลับมารึเปล่า?” . “ไม่มีการตื่นรู้ใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความเจ็บปวด” ยุงกล่าว . กลายเป็นว่าความกล้าที่สุดในชีวิต อาจไม่ใช่การเผชิญโลกภายนอก แต่คือการกล้ามอง “เงา” ของเราเอง และพูดกับมันว่า “ฉันเห็นนายนะ และต่อจากนี้จะไม่หนีแล้ว” . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
5
2.1K
2.4K
143.5K
เมไงจะใครล่ะ III •____•
แสนสิริคะะะ ซื้อเพราะแบรนด์นะคะ แต่ตอนนี้ผิดหวังสุดๆ บริหารงานห่วยจนแบบ เออ สรุปมีดีแค่แบรนด์จริงๆใช่มั้ย จะได้ไม่ต้องบอกต่อ
ไทย
3
0
0
113
ซุซูรุ retweetledi
ดูดวง : Horo 4 you
🍀เรียงลำดับคนดวงดีตามวันเกิด🍀 (เรื่องที่ดีที่สุดของวัน) ประจำวันที่ 8/11/68 1 เสาร์ (ชนะคดีความหรือเรื่องที่ต้องตัดสิน) 2 พฤหัส (การเงินคล่องตัว) 3 อาทิตย์ (ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ) 4 จันทร์ (ความรักชัดเจน พัฒนาไปในทางที่ดี) 5 ศุกร์ (สุขภาพดีขึ้น) 6 พุธ (ได้เคลียร์งานเก่าที่ค้างคาจนเสร็จ) 7 อังคาร (ได้พักผ่อนเต็มที่) รี+พิมพ์ 1 เพื่อให้สมหวัง (สนใจดูดวงทัก Line : @horo4you)
ไทย
582
1.4K
1.9K
77.5K