YBKK
1.8K posts


กทม.ปีงบประมาณ 2568 ยุคผู้ว่าฯ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รายรับสูงกว่าประมาณ ส่วนรายจ่ายต่ำกว่าประมาณการ ดุลการใช้จ่ายมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย 5,395.56 ล้านบาท #ชัชชาติ

กทม.ปีงบประมาณ 2568 ยุคผู้ว่าฯ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รายรับสูงกว่าประมาณ ส่วนรายจ่ายต่ำกว่าประมาณการ ดุลการใช้จ่ายมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย 5,395.56 ล้านบาท #ชัชชาติ



กทม. รายงานการเงินปีงบประมาณ 68 ดุลใช้จ่ายรายรับสูงกว่ารายจ่าย 5 พันล้านบาท จัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง รายงานรายรับ-จ่ายเงิน ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งลงนามโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นถึงสถานะทางการคลังของกรุงเทพมหานคร โดยพบว่าดุลของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายตามงบประมาณเป็นจำนวนเงินรวม 5,395,569,089.44 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าประมาณการ ควบคู่ไปกับการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ การเผยแพร่ประกาศดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามความในมาตรา 120 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรายงานสถานะการเงินให้ประชาชนรับทราบเพื่อความโปร่งใส โดยรายละเอียดในส่วนของรายรับของกรุงเทพมหานครระบุว่า มีรายรับจริงซึ่งประกอบไปด้วยรายได้ประจำและรายได้พิเศษ รวมทั้งสิ้น 108,055,452,829.41 บาท ตัวเลขดังกล่าวจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการรายรับที่ได้ประเมินไว้เบื้องต้นถึง 3,505,949,029.41 บาท ในด้านการใช้จ่ายงบประมาณของกรุงเทพมหานคร รายงานฉบับนี้ระบุข้อมูลรายจ่ายจริง ซึ่งมาจากการเบิกจ่ายในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายพิเศษ มีจำนวนรวม 87,128,246,005.45 บาท นอกจากนี้ ยังมีการบันทึกยอดเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีสำหรับโครงการหรือภาระผูกพันต่างๆ ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ จำนวน 15,501,137,734.52 บาท เมื่อนำยอดรายจ่ายจริงมารวมกับยอดเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีแล้ว จะพบว่าตัวเลขการใช้จ่ายงบประมาณโดยรวมของกรุงเทพมหานครมีระดับที่ต่ำกว่าประมาณการรายจ่ายเบื้องต้นอยู่ 1,889,620,060.03 บาท ตัวเลขทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่ผลลัพธ์ของดุลการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ที่มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายกว่า 5.3 พันล้านบาทตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาข้างต้น ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ศวิตาพูลเสถียร

กรุงเทพมหานคร (กทม.) หนึ่งในมหานครสำคัญของโลก กำลังเดินหน้าไปสู่การมีผู้บริหารเมืองคนใหม่ ภายหลังวาระของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนปัจจุบันใกล้หมดวาระภายครองตำแหน่งมากว่า 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2565 ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ชัชชาติถือเป็นผู้สมัครในนามอิสระ ที่มาพร้อมกับนโยบาย 216 ข้อ ภายใต้คอนเซปต์ 9 ด้าน 9 ดี เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองน่าอยู่’ สำหรับทุกคน โดยนโยบายที่หาเสียงไว้นั้นเองของชัชชาติได้พาให้ตัวของเขาคว้าชัยเหนือคู่แข่งกลุ่มการเมืองต่างๆ ได้คะแนนอย่างท้วมท้นที่ 1.38 ล้านคะแนน ปัญหาของกรุงเทพฯ นั้นมีไม่ต่างจากมหานครอื่นทั่วโลก ที่ต้องการการวางแผนและจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคมนาคม สิ่งแวดล้อม ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการศึกษา ตลอดจนไฟส่องสว่างของเมือง แต่สิ่งที่เมืองหลวงแห่งนี้อาจจะต่างออกไปจากเมืองอื่น คือ อำนาจของผู้บริหารเมืองที่มีอยู่อย่างจำกัด หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองจะต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือกระทรวงมหาดไทย นั่นจึงทำให้ กทม.ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การวางสายรถประจำทางสาธารณะภายในกรุงเทพฯ ที่แม้ กทม.อยากจะกำหนดเส้นทางการเดินรถให้ตายก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นอำนาจที่ผูกขาดไว้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือการจัดโซนนิ่งของเมืองระดับย่านเพื่อกำหนดให้ย่านต่างๆ ถูกพัฒนาไปในทิศทางไหน เหมือนโตเกียวและปารีส กทม.เองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องผ่านการพิจารณาของ ครม. นั่นจึงทำให้บทบาทของผู้บริหารกรุงเทพฯ เสมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายบริการสาธารณะกลายๆ มีหน้าที่จัดการทางเท้า ดูแลสวนสาธารณะ ตรวจสอบความสว่างของเมือง จัดการปัญหาขยะ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอำนาจในการบริหารจัดการเมืองของผู้ว่าฯ จะมีไปอย่างจำกัด แต่ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาภายใต้การดูแลของชัชชาติ หลายประเด็นปัญหาของ กทม.ก็ถูกจัดการแก้ไขเป็นที่พอใจของคนกรุงเทพฯ สะท้อนออกมาได้จากผลโพล 3 ปีครึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติ ของนิด้าโพล (NIDA Poll) ที่ทำการสำรวจไว้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม 2568 ที่ระบุว่ากว่าร้อยละ 46.55 ของกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างพอใจ และร้อยละ 31.85 ของกลุ่มตัวอย่างพอใจมาก ขณะที่ตัวเลขของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่พอใจเลยอยู่ที่ร้อยละ 6.70 วันนี้ The Momentum ได้มัดรวมผลงานต่างๆ ของชัชชาติที่ผ่านมาเกือบ 4 ปี ทั้งที่สำเร็จไปแล้ว และยังไม่สำเร็จ ที่รอคอยการดำเนินการแก้ไขในหลากหลายประเด็น อ่านบทความ ผ่านมา 4 ปี เรื่องไหนใน กทม. ที่ ‘ชัชชาติ’ ทำได้แล้ว-ยังทำไม่ได้ เพิ่มเติมได้ทาง themomentum.co/feature-bkk-ch… เรื่อง: The Momentum Team ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ #TheMomentum #Feature #กทม #ชัชชาติ #เลือกตั้งผู้ว่า #ผู้ว่ากทม #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #กรุงเทพ #กรุงเทพมหานคร #กรุงเทพฯ #TraffyFondue






แคมเปญเลือกตั้งผู้ว่าฯ ‘กรุงเทพยากไปไหม?’ อยู่กรุงเทพพาแม่ไปหาหมอยากไหม? อยู่กรุงเทพกลับบ้านตอนเย็นยากไหม? อยู่กรุงเทพค้าขายยากไหม? อยู่กรุงเทพอยากสุขภาพดียากไหม? นางแบก : ก็มึงค้านรฟฟ 20 บาท : เอ้า..แต่ชัชชาติก็ไม่เอารฟฟ 20 บาทนะ นางแบก : อุอิอา….🤡


กรุงเทพมหานคร (กทม.) หนึ่งในมหานครสำคัญของโลก กำลังเดินหน้าไปสู่การมีผู้บริหารเมืองคนใหม่ ภายหลังวาระของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนปัจจุบันใกล้หมดวาระภายครองตำแหน่งมากว่า 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2565 ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ชัชชาติถือเป็นผู้สมัครในนามอิสระ ที่มาพร้อมกับนโยบาย 216 ข้อ ภายใต้คอนเซปต์ 9 ด้าน 9 ดี เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองน่าอยู่’ สำหรับทุกคน โดยนโยบายที่หาเสียงไว้นั้นเองของชัชชาติได้พาให้ตัวของเขาคว้าชัยเหนือคู่แข่งกลุ่มการเมืองต่างๆ ได้คะแนนอย่างท้วมท้นที่ 1.38 ล้านคะแนน ปัญหาของกรุงเทพฯ นั้นมีไม่ต่างจากมหานครอื่นทั่วโลก ที่ต้องการการวางแผนและจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคมนาคม สิ่งแวดล้อม ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการศึกษา ตลอดจนไฟส่องสว่างของเมือง แต่สิ่งที่เมืองหลวงแห่งนี้อาจจะต่างออกไปจากเมืองอื่น คือ อำนาจของผู้บริหารเมืองที่มีอยู่อย่างจำกัด หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองจะต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือกระทรวงมหาดไทย นั่นจึงทำให้ กทม.ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การวางสายรถประจำทางสาธารณะภายในกรุงเทพฯ ที่แม้ กทม.อยากจะกำหนดเส้นทางการเดินรถให้ตายก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นอำนาจที่ผูกขาดไว้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือการจัดโซนนิ่งของเมืองระดับย่านเพื่อกำหนดให้ย่านต่างๆ ถูกพัฒนาไปในทิศทางไหน เหมือนโตเกียวและปารีส กทม.เองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องผ่านการพิจารณาของ ครม. นั่นจึงทำให้บทบาทของผู้บริหารกรุงเทพฯ เสมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายบริการสาธารณะกลายๆ มีหน้าที่จัดการทางเท้า ดูแลสวนสาธารณะ ตรวจสอบความสว่างของเมือง จัดการปัญหาขยะ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอำนาจในการบริหารจัดการเมืองของผู้ว่าฯ จะมีไปอย่างจำกัด แต่ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาภายใต้การดูแลของชัชชาติ หลายประเด็นปัญหาของ กทม.ก็ถูกจัดการแก้ไขเป็นที่พอใจของคนกรุงเทพฯ สะท้อนออกมาได้จากผลโพล 3 ปีครึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติ ของนิด้าโพล (NIDA Poll) ที่ทำการสำรวจไว้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม 2568 ที่ระบุว่ากว่าร้อยละ 46.55 ของกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างพอใจ และร้อยละ 31.85 ของกลุ่มตัวอย่างพอใจมาก ขณะที่ตัวเลขของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่พอใจเลยอยู่ที่ร้อยละ 6.70 วันนี้ The Momentum ได้มัดรวมผลงานต่างๆ ของชัชชาติที่ผ่านมาเกือบ 4 ปี ทั้งที่สำเร็จไปแล้ว และยังไม่สำเร็จ ที่รอคอยการดำเนินการแก้ไขในหลากหลายประเด็น อ่านบทความ ผ่านมา 4 ปี เรื่องไหนใน กทม. ที่ ‘ชัชชาติ’ ทำได้แล้ว-ยังทำไม่ได้ เพิ่มเติมได้ทาง themomentum.co/feature-bkk-ch… เรื่อง: The Momentum Team ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ #TheMomentum #Feature #กทม #ชัชชาติ #เลือกตั้งผู้ว่า #ผู้ว่ากทม #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #กรุงเทพ #กรุงเทพมหานคร #กรุงเทพฯ #TraffyFondue





ผมเสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมาจริงๆครับ โรงขยะอ่อนนุชเป็นดินแดนที่ผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบันขยับน้อยมากตลอด 4 ปี แต่เพิ่งมาขยับเยอะเป็นพิเศษในช่วงก่อนหมดวาระแค่ไม่กี่เดือนก่อนเลือกตั้ง ผมพูดมาตลอดว่ากลิ่นขยะเป็นเรื่องใหญ่ และควรถูกยกเป็นวาระระดับ กทม.ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ปี 2565 ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปีนี้คือมีการขยับน้อยกว่าที่ควรมาก กลับกลายเป็นพรรคประชาชนต้องเป็นหัวหอกหลักที่คอยผลักดันให้ กทม.แก้ปัญหาเรื่องนี้ ทั้งไปไล่ดูหน้างาน คอยนัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ากรรมาธิการบ้าง ตั้งกระทู้บ้าง ทั้งโดยผม ในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งโดย ส.ก.เนอร์ส ในสภากรุงเทพมหานคร ที่ทำคู่ขนานกัน คำตอบที่ได้มาตลอดคือ ที่ผ่านมาปรับเอกชนน้อยมาก ไม่สามารถบริหารจัดการให้เอกชนควบคุมคุณภาพได้ แต่กลับไม่ยกเลิกสัญญา จะปล่อยให้หมดสัญญาไปเอง ไม่เคยมีภาพของการสื่อสารวิสัยทัศน์ในอนาคตใดๆออกมาเลย พอเข้าสู่ช่วงปี 2569 เริ่มมีการขยับเขยื้อน มีการโฆษณาเตาเผาใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างอย่างหนักว่าจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะแก้ปัญหากลิ่นเหม็นให้หายไปได้ ทั้งที่ปัญหาโรงเก่ายังไม่มีการแก้ไขใดๆเลย ล่าสุด ค่ำคืนนี้ จู่ๆ กทม.ก็มีภาพในอนาคตออกมาว่าเริ่มคิดถึงผังภายในศูนย์แล้ว ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดีครับ แค่เสียดายว่า ทำไมเพิ่งมาคิดได้ช่วงก่อนเลือกตั้งไม่ถึงเดือน 4 ปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าไปบริหาร แต่ดันเพิ่งมาคิดได้ตอนจะเลือกตั้ง แต่เอาเถอะครับ ในแง่หนึ่งก็ถือว่า "มาช้า ดีกว่าไม่มา" ดีใจครับ อย่างน้อยวันนี้ กทม.ก็เริ่มจริงจังมากขึ้นเสียที ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถดึงทุกพรรคทุกกลุ่มมาพูดเรื่องนี้ได้ ปัญหานี้มันจะแก้ไขได้ในสักวันจริงๆ ขอแค่คนที่จริงจังกับเรื่องนี้จริงๆเข้ามาแก้ก็พอ อยู่ที่ประชาชนตัดสิน เดินหน้ากันต่อครับ #กลิ่นขยะ #โรงขยะอ่อนนุช #พรรคประชาชน #ประเวศ #สะพานสูง









