mgn

9.3K posts

mgn banner
mgn

mgn

@amagicnight

dm for online shopping ⭐️

Katılım Nisan 2018
152 Takip Edilen3.2K Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
mgn
mgn@amagicnight·
𝚘𝚗𝚕𝚒𝚗𝚎 𝚜𝚑𝚘𝚙 𝚘𝚙𝚎𝚗 🎶⭐️ @426oxmdx" target="_blank" rel="nofollow noopener">shop.line.me/@426oxmdx สินค้าทะยอยจัดส่งช่วงกลางเดือน 1/69 นะคะ <3
mgn tweet mediamgn tweet media
mgn@amagicnight

g23-24 🎵🍵🥟 new goods → #IFEXPOWINTER25 ( っ´ ω `)っ🌱 → 20-21/12 (เสาร์-อาทิตย์นี้!) → 10.00-20.00 🕗 → พารากอน ฮอลล์, ชั้น 5 → ค่าเข้า ฿120/วัน 🍙

ไทย
1
2
6
1.6K
mgn retweetledi
แอคหมาหมา
แอคหมาหมา@RH1LNHmKAlpssL2·
กิจกรรม #ยืนหยุดขัง หน้าศาลอาญารัชดา #หยุดคุมขัง #นิรโทษกรรมประชาชน
แอคหมาหมา tweet media
ไทย
0
61
38
1K
mgn retweetledi
MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์
การเดินทางโดยรถเมล์ (ด้วยตนเอง) เป็นสัญลักษณ์ของ ‘อิสรภาพ‘ สำหรับผู้สูงวัย รถเมล์ไทย ในหลายเส้นทาง มีลักษณะที่ใกล้เคียง “ระบบขนส่งสังคมสงเคราะห์” แบบตามมีตามเกิด มากกว่า “ระบบขนส่งมวลชน” ที่คำนึงถึงคุณภาพและบริการ matichon.co.th/weekly/column/…
MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ tweet media
ไทย
1
19
16
521
mgn retweetledi
Lanner
Lanner@Lanner2022·
ท่ามกลางมาตรการห้ามเผาที่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดในหลายพื้นที่ภาคเหนือ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญข้อจำกัดในการทำกินและความเสี่ยงทางกฎหมาย ขณะที่ ‘การเผา’ มักถูกมองเป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควัน ทว่าเสียงจากคนในพื้นที่กลับสะท้อนชัดเจนว่า แก่นของปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การห้ามเผาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ ‘การจัดการไฟอย่างเหมาะสม’ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการลดความรุนแรงของไฟป่าได้มากกว่านโยบายแบบเหมารวม ​ 6 เมษายน 2569 มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ จัดวงเสวนาออนไลน์ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนในหัวข้อ การบริหารจัดการไฟและเชื้อเพลิงของชาวบ้าน ไม่ใช่สาเหตุของไฟป่า เพื่อชวนสังคมทำความเข้าใจบทบาทของชุมชนต่อการจัดการไฟ โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ สมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านบ้านกลาง ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ตัวแทนจากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (Northern Peasant Federation) พร้อมด้วย เฉลิมชัย วัดจัง จากกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน Land Watch THAI และ ศ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี พชร คำชำนาญ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เป็นผู้ดำเนินรายการ ​ 🔴 ไม่มีใครเผาป่าเพื่อทำลายบ้านตัวเอง เสียงจากบ้านกลาง เมื่อภูมิปัญญาชุมชนถูกมองข้าม ​ สมชาติ รักษ์สองพลู หรือ ‘พ่อหลวงชาติ’ สะท้อนภาพจากพื้นที่บ้านกลางว่า แม้ปัจจุบันชุมชนยังพอควบคุมสถานการณ์ไฟได้ แต่สิ่งที่หนักขึ้นคือภาระของชาวบ้านที่ออกไปดับไฟ ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงในพื้นที่ และใช้ชีวิตท่ามกลางข้อจำกัดจากมาตรการห้ามเผาและการปิดป่า ​ เขาเล่าย้อนว่า ในอดีตไฟป่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ โดยเฉพาะในป่าผลัดใบอย่างป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่ต้องอาศัยไฟ ‘เลี้ยงป่า’ ชาวบ้านจะชิงเผาเป็นจุดๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้เชื้อเพลิงไม่สะสม ไฟไม่รุนแรง และควันไม่กระทบเป็นวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นกลไกป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าหมู่บ้าน ​ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐเข้ามาควบคุมและมองการชิงเผาเป็นการทำลายป่า ชุมชนจึงต้องปรับตัว หันไปพึ่งแนวกันไฟเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย แม้จะทำได้ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เชื้อเพลิงกลับสะสมหนาแน่น จนเกิดไฟขนาดใหญ่ในช่วงปี 2552–2553 สร้างความเสียหายต่อป่าอย่างหนัก ต้นไม้จำนวนมากยืนต้นตาย สะท้อนข้อจำกัดของการจัดการไฟที่ตัดขาดจากธรรมชาติของระบบนิเวศ ​ “ปี 2552-2553 มีไฟป่า ต้นไม้ตายเยอะมาก เพราะเชื้อเพลิงสะสม โดยเฉพาะไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้รัง มันยืนต้นตายเป็นผืน ผมก็ไปถามอาจารย์สมศักดิ์ สุขวงศ์ว่าเป็นเพราะอะไร เขาก็บอกว่า ป่าแบบนี้ต้องมีไฟเลี้ยง ต้องมีการเผา เพราะถ้าเชื้อเพลิงสะสมหนา มันจะเกิดเชื้อรา ทำให้ต้นไม้เน่า ตาย แล้วก็ล้ม” ​ พ่อหลวงชาติชี้ว่า ป่าของชุมชนมีความหลากหลาย ตั้งแต่ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ไปจนถึงป่าดิบชื้น ซึ่งแต่ละแบบต้องการวิธีจัดการต่างกัน ชาวบ้านจะรู้ว่าพื้นที่ใดควรเผา พื้นที่ใดควรปล่อยไว้ แต่ความรู้เหล่านี้กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้ ขณะที่นโยบายแบบเหมารวมกลับทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น ทั้งการสะสมเชื้อเพลิง ความเสี่ยงจากไฟที่รุนแรงขึ้น และภาระการดับไฟที่ตกอยู่กับคนในพื้นที่ ​ ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มงวด เช่น โทษปรับ 2 ล้านบาท จำคุก 20 ปี รวมถึงการควบคุมการเข้าใช้ป่า ยิ่งซ้ำเติมชีวิตชาวบ้านที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรในป่า ทั้งการเลี้ยงสัตว์ หาอาหาร และของป่า พ่อหลวงชาติระบุว่า หลายครั้งชาวบ้านต้อง ‘หลบๆ ซ่อนๆ’ ในการใช้ชีวิต ขณะที่หากเกิดจุดความร้อนในพื้นที่ ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยทั้งหมดได้ ​ เขายังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลในการมองปัญหา โดยชี้ว่า แหล่งกำเนิดมลพิษอื่นอย่างภาคอุตสาหกรรม แทบไม่ถูกตรวจสอบหรือพูดถึงในระดับเดียวกัน ขณะที่ชุมชนบนพื้นที่สูงกลับถูกเหมารวมว่าเป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควัน ทั้งที่ปัญหาฝุ่นไม่ได้เกิดจากพื้นที่ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ​ การมุ่งชี้ไปที่การเผาป่าเพียงด้านเดียว ทำให้แหล่งมลพิษอื่นถูกละเลย แม้ในบางกรณี แหล่งปล่อยมลพิษขนาดใหญ่อย่างโรงไฟฟ้าจะไม่ได้ถูกนับเป็นจุดความร้อน ขณะที่การเผาขนาดเล็กของชาวบ้านกลับถูกมองเป็นต้นเหตุหลัก สะท้อนปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ยังต้องทบทวน และจำเป็นต้องเปิดวงพูดคุยใหม่เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ​ “อีกเรื่องคือปัญหาฝุ่น PM ไม่ได้เกิดจากพื้นที่เราอย่างเดียว ประเทศเพื่อนบ้านก็มี แต่ในภาคเหนือของเรา มักถูกชี้ว่าเกิดจากการเผาป่าเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ยังมีแหล่งมลพิษอื่น เช่น อุตสาหกรรม ที่ไม่ถูกพูดถึง อย่างโรงไฟฟ้าก็ปล่อยควันจำนวนมากแต่ไม่ถูกนับเป็นฮอตสปอต (hotspot) ขณะที่ชาวบ้านเผาเล็กน้อยกลับถูกชี้ว่าเป็นต้นเหตุ มันไม่ยุติธรรม” ​ สำหรับพ่อหลวงชาติ ทางออกไม่ได้อยู่ที่การห้ามเผาอย่างเบ็ดเสร็จ แต่คือการยอมรับและเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการไฟอย่างเป็นระบบ ทั้งการชิงเผาเป็นจุด การทำแนวกันไฟ และการวางแผนตามสภาพพื้นที่จริง เขาเชื่อว่า หากรัฐรับฟังและบูรณาการองค์ความรู้ท้องถิ่นร่วมกับวิชาการ จะช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าได้มากกว่าการใช้มาตรการแบบสั่งการจากส่วนกลาง ​ “คนอยู่กับป่ามาเป็นร้อยปี ไม่มีใครเผาป่าเพื่อทำลายตัวเอง” พ่อหลวงชาติทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า หากยังคงใช้แนวทางเดิม ปัญหาไฟป่า ความขัดแย้ง และภาระของชุมชนก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นต่อไป ​ 🔴 ห้ามเผา-หนุนพืชเชิงเดี่ยว-กฎหมายอากาศสะอาดล่าช้า วิกฤตซ้ำซากจากนโยบายรัฐ ​ เฉลิมชัย วัดจัง ชี้ว่า ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็น ‘วิกฤตซ้ำซาก’ ที่เกิดขึ้นทุกปี โดยมีรากจากความเข้าใจเรื่องไฟที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง นโยบายรัฐที่มุ่ง ‘ปิดป่า-ห้ามเผาเด็ดขาด’ จึงยิ่งทำให้เชื้อเพลิงสะสมในพื้นที่จำนวนมาก และเมื่อเกิดไฟขึ้นจริง ไฟกลับลุกลามรุนแรงจนยากต่อการควบคุม ​ เขาตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ข้อมูล จุดความร้อน (hotspot) เป็นตัวชี้วัดหลัก อาจกำลังชี้เป้าผิดจุด เพราะข้อมูลจำนวนมากพบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวน มากกว่าพื้นที่ชุมชน แต่ภาระการถูกกล่าวหากลับตกอยู่กับชุมชนเป็นหลัก ​ ขณะเดียวกัน วาทกรรมอย่าง ‘เผาป่าหาเห็ด’ ที่ถูกใช้ซ้ำในสังคม กลับไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการเผาเพื่อหาเห็ดหรือการล่าสัตว์ ล้วนไม่ตรงกับวิถีชีวิตและฤดูกาลจริงของชุมชน จนกลายเป็นเรื่องเล่า ที่ลดทอนความซับซ้อนของปัญหา ​ “สังคมมักอธิบายสาเหตุไฟป่าด้วยคำอธิบายซ้ำๆ เช่น การเผาป่าเพื่อหาเห็ด หรือแม้แต่เรื่องใหม่อย่างเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ ซึ่งเมื่อไปพูดคุยกับชุมชนจริง กลับพบว่าไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือฤดูกาลจริง สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็น ‘เรื่องเล่า’ ที่ถูกใช้ซ้ำโดยไม่ได้ตั้งคำถาม” ​ อีกมิติสำคัญคือ โครงสร้างนโยบายที่กดทับวิถีชีวิต โดยเฉพาะ ‘ไร่หมุนเวียน’ ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกมองว่าไม่ใช่การใช้ที่ดินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชุมชนต้องหันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด เพื่อยืนยันสิทธิในที่ดิน กลายเป็นแรงผลักให้ระบบการผลิตเปลี่ยนไป และอาจซ้ำเติมปัญหาทรัพยากรในระยะยาว สถานการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับการสนับสนุนจากรัฐและภาคธุรกิจ ที่ผลักดันพืชเชิงเดี่ยวผ่านเงินอุดหนุน สะท้อนความไม่มั่นคงในสิทธิที่ดิน และการรวมศูนย์อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ ​ “สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ การถกเถียงที่มุ่งไปที่ชุมชนหรือการเผารายย่อย อาจกำลังบดบังปัจจัยอื่นที่ใหญ่กว่า หรือกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มหรือไม่” ​ เมื่อขยายภาพไปในระดับภูมิภาค ปัญหาฝุ่นควันยิ่งซับซ้อนขึ้น เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาวมีจุดความร้อนจำนวนมากกว่าไทย ทำให้ฝุ่นควันกลายเป็น ‘ปัญหาข้ามพรมแดน’ ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยนโยบายภายในประเทศเพียงลำพัง ​ เฉลิมชัยเสนอว่า ทางออกไม่ใช่การเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการเดิม แต่คือการ ‘คืนอำนาจให้ชุมชน’ ผ่านการรับรองสิทธิที่ดินและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้สามารถจัดการทรัพยากร ทั้งดิน น้ำ และไฟ ตามภูมิปัญญาและบริบทของตนเองได้อย่างเหมาะสม ​ เขาตั้งข้อสังเกตว่า งานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่าไร่หมุนเวียน สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ในระดับสูง แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับยังไม่ถูกนำมาใช้ในการปรับกรอบความคิดของสังคมอย่างจริงจัง และมักถูกมองข้ามไป พร้อมย้ำว่า การผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด คือกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แทนการพึ่งพามาตรการเฉพาะหน้าที่ไม่แตะรากของปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดก็ทำให้วิกฤตไฟป่าและฝุ่นควันยังคงวนซ้ำในทุกฤดูไฟป่า ​ “ผมอยากย้ำว่าการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาควรได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นกฎหมายสำคัญ หากยังมีการขัดขวางไม่ให้บังคับใช้จริง ปัญหานี้ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ” ​ 🔴 แยกไฟออกจากฝุ่นควัน โครงสร้างปัญหาที่ต้องทบทวนใหม่ ​ ศ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อธิบายกรอบคิดต่อปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันว่า จำเป็นต้องแยก ‘ไฟ’ ออกจาก ‘ฝุ่นควัน’ และมองปัญหาในเชิงระบบนิเวศและโครงสร้างนโยบาย มากกว่าการมุ่งจัดการด้วยการห้ามเผาเพียงอย่างเดียว ปิ่นแก้วกล่าวว่า ปัญหาไฟไม่ได้เกิดเฉพาะในภาคเหนือ แต่เกิดในหลายพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคอีสานที่มีป่าเต็งรังกว่า 30 ล้านไร่ และเกิดไฟเป็นประจำทุกปี แต่กลับไม่ถูกมองเป็นปัญหาในระดับเดียวกัน จึงเห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ไฟ หากแต่อยู่ที่ ‘ฝุ่นควัน’ ซึ่งเป็นผลกระทบที่ต้องจัดการโดยตรง ​ เธออธิบายแนวคิด ‘นิเวศวิทยาไฟ’ ว่า ไฟเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงตัวทำลาย พืชหลายชนิดสามารถปรับตัวต่อไฟได้ และไฟยังช่วยหมุนเวียนธาตุอาหารในดิน รวมถึงระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนที่สะท้อนการใช้ไฟอย่างมีองค์ความรู้และเหมาะสมกับพื้นที่ ​ ปิ่นแก้วชี้ว่า แนวคิดการจัดการป่าในโลกตะวันตกช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 เคยมองว่าไฟเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดเพื่อปกป้องทรัพยากรไม้ในระบบอุตสาหกรรม แต่ผลลัพธ์กลับทำให้เกิดการสะสมเชื้อเพลิงในป่า และนำไปสู่ไฟขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์ปัจจุบัน ​ แม้หลายประเทศจะปรับแนวทางกลับมาใช้ไฟเป็นเครื่องมือจัดการป่า แต่ประเทศไทยยังคงใช้นโยบาย ‘Zero Burning’ ซึ่งเธอมองว่าเป็นการซ้ำรอยแนวคิดเดิม ส่งผลให้เชื้อเพลิงสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ​ เธอมองว่า การทำให้ไฟเป็นสิ่งผิดกฎหมายและการตีตราชุมชนว่าเป็นผู้กระทำผิด ยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น ทั้งที่ในบางระบบนิเวศ เช่น ป่าเต็งรัง การไม่มีไฟเลยอาจกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่งานศึกษาหลายพื้นที่ชี้ว่า การงดเผาต่อเนื่องทำให้โครงสร้างป่าเปลี่ยน และทรัพยากรที่ชุมชนพึ่งพาลดลง ​ ขณะเดียวกัน ความรุนแรงของไฟในปัจจุบันสะท้อนความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐ จากเดิมที่เคยมีการทำงานร่วมกับชุมชน กลับถูกแทนที่ด้วยมาตรการห้ามเผาแบบเข้มงวด ส่งผลให้ขาดการจัดการเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม และทำให้ภาระตกอยู่กับชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่ ​ นอกจากนี้ ยังมีช่องว่างด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับรอบการ ‘ชิงเผา’ ในป่าแต่ละประเภท เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง รวมถึงระบบอนุญาตที่ล่าช้าและไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลสภาพอากาศ ทำให้ช่วงเวลาที่เหมาะสมถูกพลาดไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อการควบคุมไฟไม่ได้ ​ “เราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยวิธีแบบที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการทำงานตามสถานการณ์ พอหมดหน้าแล้งเข้าสู่หน้าฝน ทุกอย่างก็หยุด ต่างคนต่างแยกย้ายไป ปัญหาสำคัญคือเราไม่มีกลไกเชิงสถาบันในการจัดการปัญหาฝุ่นควันที่เป็นระบบ” ​ ปิ่นแก้วมองว่า โครงสร้างการจัดการไฟในปัจจุบันยังพึ่งพาผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก หากส่วนกลางกำหนดแนวทาง ‘Zero Burning’ ผู้ว่าฯ ก็ต้องดำเนินตามทันที โดยขาดแผนเฉพาะพื้นที่ ขณะเดียวกัน การโยกย้ายตำแหน่งทุกประมาณ 2 ปี ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง วงจรการเริ่มต้นใหม่จึงเกิดขึ้นซ้ำๆ ​ ขณะเดียวกัน แม้มีการถ่ายโอนภารกิจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ได้ถ่ายโอนงบประมาณตามไปอย่างเพียงพอ ทำให้การดำเนินงานติดข้อจำกัดอย่างมาก และยังไม่ชัดเจนว่าในหลายพื้นที่ งบประมาณดับไฟป่ามาจากแหล่งใด ​ เธอมองว่าปัญหานี้เป็นเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในการจัดการทรัพยากร จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับอย่างจริงจัง เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อสร้างกลไกระดับนโยบายระยะยาว มีคณะกรรมการที่มีอำนาจกำหนดแผนงาน มีตัวชี้วัดในการติดตามผล และมีงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ ​ เธอยังชี้ว่า ที่ผ่านมารัฐให้อำนาจหน่วยงานด้านทรัพยากรในลักษณะรวมศูนย์สูง แต่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ดังนั้นการแก้ปัญหาจำเป็นต้องรื้อทั้งระบบ ตั้งแต่กฎหมาย โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ ไปจนถึงกระบวนการทำงานกับชุมชน หากไม่เปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ปัญหาฝุ่นควันก็จะยังคงวนซ้ำเดิม ​ “ที่ผ่านมา เราให้อำนาจกับหน่วยงานรัฐด้านทรัพยากรในลักษณะรวมศูนย์ค่อนข้างมาก แต่กลับขาดกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง การแก้ปัญหาจึงต้องรื้อทั้งระบบ ตั้งแต่กฎหมาย โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ ไปจนถึงกระบวนการทำงานกับชุมชน” ​ ท้ายที่สุด วิกฤตไฟป่าและฝุ่นควันจึงไม่ใช่เพียงปัญหาการควบคุมไฟ แต่คือคำถามต่อวิธีคิดในการจัดการทรัพยากรของรัฐทั้งระบบ ว่าจะยังคงเดินหน้าด้วยมาตรการแบบเหมารวมหรือจะปรับไปสู่การจัดการที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับนิเวศ และยอมรับบทบาทของชุมชน ​ อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/08042569-01/ ​ เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย ​ #ไฟป่า #ฝุ่นควัน #การจัดการไฟ #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
Lanner tweet media
ไทย
1
151
69
29.5K
mgn retweetledi
lulla
lulla@nogoodwithcat·
ตอนเพื่อนส่งภาพให้ดูมันน่าปวดใจมากๆๆ สุดท้ายแล้วคนที่พอจะมีกำลังทรัพย์-กายก็พอจะหนีได้ แต่กับสัตว์ที่ใช้ชีวิตอยู่ ต้องดื่มน้ำ ต้องหายใจในพื้นที่นี้จะหนียังไง มันอยู่ตรงนั้นอะ
mgn@amagicnight

:( ตะโกนคอแตกกันไปอีกปีกับฝุ่นพิษ อยู่ในอากาศที่หายใจ อยู่ในน้ำที่ดื่ม

ไทย
0
47
24
2.9K
mgn
mgn@amagicnight·
:( ตะโกนคอแตกกันไปอีกปีกับฝุ่นพิษ อยู่ในอากาศที่หายใจ อยู่ในน้ำที่ดื่ม
mgn tweet mediamgn tweet media
ไทย
0
35
27
4.7K
mgn retweetledi
Lanner
Lanner@Lanner2022·
3 เมษายน 2569 ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกับ ศูนย์ภูมิภาคเพื่อสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน (RCSD) จัดเวทีเสวนา ‘ยุติธรรมหรือไม่? กฎหมายจับคนเผาปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี’ เพื่อวิพากษ์ความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเผา ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นควันภาคเหนือ โดยเปิดพื้นที่ให้หลายภาคส่วน ทั้งนักกฎหมาย นักวิชาการ และตัวแทนชุมชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหาทางออกต่อปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ​ สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน จากคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า หลังการประกาศให้ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดต้องจัดทำแผนลดและขจัดมลพิษ โดยเชียงใหม่ได้ออกแผนระยะปี 2569–2571 พร้อมมาตรการที่บูรณาการกฎหมายกว่า 11 ฉบับ ครอบคลุมทั้งภาคป่าไม้ เกษตร อุตสาหกรรม และเมือง ​ อย่างไรก็ตาม แม้แผนจะออกแบบให้จัดการปัญหาอย่างรอบด้าน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า การสื่อสารและการบังคับใช้ยังเน้น ‘ห้ามเผา–ลงโทษ’ เป็นหลัก โดยเฉพาะในภาคป่าไม้ ขณะที่ภาคส่วนอื่นยังใช้มาตรการกำกับและแรงจูงใจ ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเรื่องความได้สัดส่วนและความเป็นธรรม ​ ด้าน รัตนศิริ ก้องนภางค์ ผู้ดำเนินวงเสวนา ระบุว่า กฎหมายปัจจุบัน กำหนดโทษการเผาในพื้นที่ป่าอย่างเข้มงวด หากเผาเกิน 25 ไร่ มีโทษจำคุก 4-20 ปี และปรับสูงสุด 2 ล้านบาท พร้อมใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและโดรนติดตามผู้กระทำผิดรายบุคคล อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสังเกตว่าการบังคับใช้กฎหมายอาจไม่สมดุล เมื่อภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นอีกแหล่งมลพิษสำคัญกลับมีการดำเนินคดีจำกัด ​ ขณะที่ ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการ RCSD ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบาย ‘ห้ามเผาโดยเด็ดขาด’ ว่าอาจไม่สอดคล้องกับวิถีของชุมชนที่พึ่งพาป่า และมีบทบาทในการดูแลทรัพยากรอย่างแท้จริง พร้อมชี้ว่าบทลงโทษที่รุนแรง เช่น ปรับสูงสุด 2 ล้านบาท หรือจำคุกถึง 20 ปี อาจรุนแรงเกินไป และสะท้อนปัญหาความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในสังคมที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะต่อกลุ่มคนที่ขาดทรัพยากรและอำนาจต่อรอง ​ 🔴 ชุมชนสะท้อนข้อจำกัดดูแลป่า เสนอจัดการเชื้อเพลิงแทนห้ามเผา ​ พฤ โอโดเชา ตัวแทนชุมชนจากอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า กฎหมายและนโยบายป่าไม้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม และวาทกรรมที่เหมารวมว่าชาวบ้านเป็นต้นเหตุของไฟป่า เมื่อเกิดไฟป่า คนในพื้นที่มักถูกตีตราว่าผิดทันที ขณะที่บทบาทของภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่เมือง ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยมลพิษสำคัญกลับถูกมองข้าม ​ “กฎหมาย วาทกรรม สื่อโซเชียล มองคนใช้ไฟเป็นผู้ร้าย มันคือความเข้าใจแบบผิดๆ วิถีชาวบ้านอยู่กับป่ามาหลายพันปี แต่ฝุ่น PM 2.5 เพิ่งจะเจอไม่กี่ปี แต่กลับใช้มาว่าร้ายชาวบ้านทันที มันไม่ยุติธรรมเลย” ​ ขณะเดียวกัน เนาวรัตน์ เรือนคำ จิตอาสาที่ทำงานร่วมกับชุมชน เล่าว่า ชาวบ้านต้องรับภาระทั้งทำกินและดับไฟป่า ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น งบประมาณและเชื้อเพลิง แม้จะมีแผนบริหารจัดการไฟเป็นระบบ 3 ระยะ แต่ปีนี้ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ พร้อมเสนอให้ปรับนโยบายจาก ‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ เป็น ‘การบริหารเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม’ ​ เช่นเดียวกับ วทัญญู แสงอรุณ ตัวแทนชุมชนบ้านน้ำริน ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สะท้อนว่า คำสั่งควบคุมไฟปีนี้ ทำให้ชุมชนไม่สามารถดำเนินแผนจัดการเชื้อเพลิง ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามกว้างขึ้น อีกทั้งยังเกิดความสับสนจากคำสั่งหลายหน่วยงาน และภาระการทำงานซ้ำซ้อน เขามองว่า การจัดการเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องในระดับพื้นที่ จะช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าได้ดีกว่าการห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จ ​ ด้าน ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ วิเคราะห์ว่า ไฟป่าปีนี้รุนแรงจากทั้งปัจจัยธรรมชาติและการบริหารจัดการของรัฐ โดยปีที่ผ่านมาฝนมากทำให้เชื้อเพลิงสะสมจำนวนมาก ประกอบกับความล่าช้าในการจัดสรรงบและสุญญากาศเชิงนโยบายช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ​ 🔴 งบจำกัด-อำนาจรวมศูนย์ โจทย์ใหญ่แก้ปัญหาฝุ่น เสนอนายกเร่งกฎหมายอากาศสะอาด ​ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ และกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ชี้ว่างบประมาณแก้ปัญหาฝุ่นที่ลงสู่ท้องถิ่นมีข้อจำกัดสูง ทั้งการตัดลดงบและเงื่อนไขการใช้จ่ายที่ไม่ยืดหยุ่น เช่น การจำกัดงบอุปกรณ์ไม่เกิน 30,000 บาท ทำให้ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นในพื้นที่ พร้อมเสนอให้ปลดล็อกงบประมาณและเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้ท้องถิ่น ​ สำหรับความคืบหน้าของกฎหมายอากาศสะอาด คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 โดยเบื้องต้นไม่ได้กำหนดโทษซ้ำซ้อนกับกฎหมายป่าไม้ แต่เพิ่มมาตรการต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับสูงสุด 50 ล้านบาท รวมถึงเปิดทางให้มีการบริหารเชื้อเพลิงและทำไร่หมุนเวียนได้ภายใต้ระบบที่ตรวจสอบได้ ​ ภัทรพงษ์ระบุว่า การดับไฟเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการพื้นที่ป่า ​ เวทีดังกล่าวยังเสนอข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย 5 ด้านต่อรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แก่ ​ 1. ยกเลิกนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด และเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดภายในภายใน 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับรองว่า ‘อากาศสะอาดคือสิทธิของประชาชน’ พร้อมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการมลพิษมากขึ้น ​ 2. ด้านความยุติธรรม ยุติการตีตราชุมชนเป็น “จำเลยสังคม” และปรับสู่การจัดการไฟร่วมกัน โดยผสานองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วนศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านที่อยู่ร่วมกับป่า ​ 3. ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี ลดอคติจากการใช้ “จุดความร้อน” เป็นตัวชี้วัดหลัก หันมาใช้ข้อมูลที่ครอบคลุมทุกแหล่งมลพิษ ทั้งไฟป่า เมือง อุตสาหกรรม เกษตร และมลพิษข้ามแดน พร้อมเปิดรับเสียงจากชุมชน ​ 4. ด้านแผนและงบประมาณ สนับสนุนแผนจัดการไฟระดับพื้นที่ชุมชน (หมู่บ้าน–ตำบล) แบบมีส่วนร่วม และจัดสรรงบประมาณถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสาสมัครในพื้นที่อย่างเพียงพอ ​ 5. ด้านสุขภาพ เน้นคุ้มครองกลุ่มเปราะบางควบคู่การลดแหล่งกำเนิดมลพิษ และเพิ่มสิทธิคัดกรองมะเร็งปอดด้วย Low-dose CT ในระบบหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกที่ ​ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสะท้อนตรงกันว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันจำเป็นต้องปรับจากการบังคับใช้กฎหมายแบบลงโทษ ไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและชุมชน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว ​ อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/06042569-04/ ​ #ห้ามเผา #ฝุ่น #pm25 #เชียงใหม่ #พรบอากาศสะอาด #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
Lanner tweet media
ไทย
0
99
45
2.8K
mgn retweetledi
TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัว เอกชัย หงส์กังวาน ในคดี ม.110 จากเหตุที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จ ระหว่างเหตุการณ์ชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ปี63 หลังจากที่ยื่นประกันไปเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา ศาลฎีการะบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง” ในการยื่นประกันครั้งดังกล่าว สืบเนื่องมาจากอาการป่วยของเอกชัยที่เป็นโรคฝีในตับติดเชื้อในระหว่างถูกคุมขังและมีอาการเจ็บบริเวณตับ ปัสสาวะไม่สุด ก่อนถูกส่งไปตัวรักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันเอกชัยถูกส่งตัวกลับไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว . จนถึงวันนี้ (3 เม.ย.69) เอกชัยถูกขังระหว่างฎีกามาเป็นระยะเวลา 211 วัน หรือเกือบ 7 เดือนแล้ว . 📌ย้อนอ่านอาการป่วยของเอกชัย: tlhr2014.com/archives/82194
TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน tweet media
ไทย
3
142
77
4.5K
mgn retweetledi
prachatai
prachatai@prachatai·
📍ชาตรี ไรเดอร์จากดอยปุย . ชาตรี อายุ 45 ปี คนขับรถส่งอาหารในเชียงใหม่ เขาใช้เวลาอยู่กลางแจ้งนานมากในแต่ละวัน บางวันเขาเริ่มขับรถตั้งแต่ 09.00 น. ยาวไปจนถึงเที่ยงคืน ถ้าไม่มีธุระส่วนตัวต้องไปไหน เขาก็จะทำงานทั้งวัน เนื่องจากลูก 3 คนกำลังเรียนหนังสือทุกคนต้องใช้เงินเยอะ ช่วงที่ฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่หนักแบบนี้ชาตรีจะมีอาการแสบตาและขับรถลำบากบ้าง ยิ่งถ้าต้องใส่แมสก์ป้องกันฝุ่นก็จะยิ่งทำให้หายใจลำบาก เพราะอากาศรอบๆ บนท้องถนนก็ร้อนระอุ . “ผมเป็นชนเผ่าหนึ่งที่โดนต่อว่าตลอด ไปส่งอาหารทุกที่เลยลูกค้าก็จะบ่นแล้วว่า “ไอ้พวกบนดอยนี่แหละเผา” ทุกๆ ปี พูดตรงๆ เลยนะจากใจเพราะนี่เป็นคนบนดอยจริงๆ ทำแนวกันไฟทุกปี เหนื่อยขนาดไหนก็ต้องขึ้นไปทำ แต่ไอ้คนที่ไปหาของป่าจริงๆ คนในเมืองขึ้นไปหาทั้งนั้น ไม่ว่าเห็ดเผาะหรือของป่าทุกสิ่งทุกอย่าง คนในเมืองนั่นแหละขึ้นไปหา แต่พวกผมเป็นคนป้องกันไฟป่าแท้ๆ กลับเป็นคนถูกต่อว่า คนบนดอยเผาป่า” . 📍สุพรรณี รถขายลูกชิ้นริมถนน . สุพรรณี อายุ 56 ปี เจ้าของรถขายลูกชิ้นนึ่ง ยำลูกชิ้น ริมถนนย่านวัดพระสิงห์ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวของเชียงใหม่ เธอออกมาขายของทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 14.00 น. ถึง 20.00 น. “ช่วงนี้มีฝุ่นมาก แต่หยุดไม่ได้ ช่วงนี้ต้องเก็บแต้มชีวิตต้องดำเนินต่อไป ขายของก็ไม่ดี ยอดก็ตกตั้งแต่สงคราม ตั้งแต่ฝุ่น น้ำมันแพง เด็กปิดเทอม กระทบกันทุกอย่าง ของก็ขึ้นราคา แต่เราขายราคาเดิม” . “หยุดไม่ได้เลย หนี้ก็มากระหน่ำอย่างเดียว เจ้าหนี้กระหน่ำทุกวัน” . 📍ป้าต้อย แม่ค้าขายหวย กาดหลวง . ป้าต้อยออกจากบ้านมานั่งขายหวยที่กาดหลวงตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น มีพัดลมพกพาเป็นตัวช่วยให้รอดชีวิตในวันที่อากาศร้อนและฝุ่น PM2.5 วิกฤต พื้นที่ตั้งแผงขายของป้าต้อยเป็นที่เปิดโล่งริมทางเข้าตลาด มีพ่อค้าแม่ค้าหวยอีกหลายแผงนั่งรอดักคนซื้ออยู่ด้วยกัน . “สุดยอดเลยแสบตา แสบจมูก จะเปิดแมสก์ก็ไม่ได้ เปิดเฉพาะตอนทานข้าว มีพัดลมมาช่วยวันนี้เปลี่ยนแบตไป 3 ก้อนแล้ว บางทีก็เอาแว่นตามาใส่ กลับบ้านก็ล้างตา มันเป็นแบบนี้ทุกปี แต่ปีนี้น่าจะหนักกว่า มันร้อนด้วยไง ปกติช่วงนี้ยังไม่ร้อน แต่ตอนนี้ร้อนมากและก็ฝุ่นเยอะ วันไหนฝุ่นเยอะเราก็ไม่นั่งนาน ปกตินั่งถึง 5 โมง 6 โมงนะ แต่อากาศแบบนี้ 4 โมงก็กลับกันแล้ว” . 📍นิยม รถขายน้ำเต้าหู้ขวัญใจเด็ก มช. . นิยม อายุ 40 ปี เจ้าของร้านน้ำเต้าหู้ หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขามาจอดขายน้ำเต้าหู้บริเวณนี้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึง 20.00 น. ทำงานอยู่กลางฝุ่นนานๆ แบบนี้ก็จะมีอาการแสบตาบ้าง เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องอยู่หน้าเตาขายน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ทำให้นิยมเลือกที่จะไม่ใส่แมสก์ป้องกันฝุ่น PM2.5 เนื่องจากทำงานไม่ถนัดและหายใจไม่ออกถ้าต้องใส่แมสก์กลางอากาศร้อนจัด “ก็กลัว PM2.5 มันเข้าไปในร่างกายเหมือนกันแหละ แต่มันทำไรไม่ได้ ก็ต้องอยู่แบบนี้กันไป” . “ฝุ่นที่หนาๆ แบบนี้ 3 วันแล้วนะ ก่อนหน้านี้ฝุ่นบางกว่าหน่อยไม่หนาขนาดนี้ ช่วงฝุ่นบางกว่านี้ก็จะไม่ค่อยแสบตา แต่ถ้าเวลาฝุ่นหนานั่งอยู่แบบนี้ไม่ต้องขี่รถก็แสบตา ถ้าขี่รถด้วยยิ่งแสบเลย ขายของมันร้อนด้วยก็เลยไม่ป้องกัน (ฝุ่น PM2.5) แล้ว” . เมื่อถามว่าอยากให้รัฐบาลจัดการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ปอดคนเชียงใหม่บ้าง นิยมระบุว่า “จัดการมากี่ปีแล้วล่ะ ก็ยังไม่ได้เลยเนี่ย บอกให้หยุดเผาก็ยังเผากันอยู่ จะจัดการกันอย่างไง ก็ไม่รู้เหมือนกันเนี่ย ไม่เห็นแก้อะไรได้” . 📍ลุงศักดิ์ ป้าบัวลอย ร้านซ่อมรองเท้าหัวใจสู้ฝุ่น . “หยุดแล้วจะเอาไรกินจ๊ะ” . ป้าบัวลอยภรรยาเจ้าของร้านซ่อมรองเท้าตอบด้วยน้ำเสียงหวานใสท่ามกลางฝุ่น PM2.5 ลอยเต็มอากาศ . ลุงศักดิ์และภรรยาอายุ 70 ปลายๆ ขณะเดินผ่านหน้าร้านซ่อมรองเท้าเล็กๆ ริมซอกตึกข้างถนนในกาดหลวง ทั้งคู่นั่งเย็บรองเท้ากันโดยไม่ใส่แมสก์อะไรทั้งนั้น ลุงศักดิ์บอกว่าไม่เคยใส่แมสก์เลยสักปีก็ไม่เห็นเป็นไร “ฝุ่นมาทุกปี เราก็สูดดมมันทุกปี ก็ไม่ป่วย ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลกับเขาหรอก ไอจนถึงต้องไปซื้อยากินก็ไม่มี” . ทั้งสองคนมานั่งทำงานกลางฝุ่นแบบนี้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึง 18.00 น. ทุกวัน ไม่มีวันหยุด “เรารู้ว่าเราทำได้ เราก็มา” . อ่านเพิ่มเติม prachatai.com/journal/2026/0…
prachatai tweet media
ไทย
1
43
23
1.9K
mgn retweetledi
สำนักข่าวชายขอบ
คนงานก่อสร้างถนนเชียงรายหวั่นฝุ่นพิษแต่ชีวิตไม่มีทางเลือกต้องทำงานต่อไป เผยลูกหลายเริ่มมีเลือดกำเดาไหล-นายกเล็กเวียงพางคำหนุนออกกฎหมายอากาศสะอาด transbordernews.in.th/home/?p=45612
ไทย
0
12
3
381
mgn retweetledi
MirrorThailand
MirrorThailand@mirror_mirrorth·
คริสติน กุลสตรี ถูกเจ้าหน้าที่กู้ภัยจับหน้าอก จับอวัยวะเพศ ถ่ายภาพอวัยวะเพศ หลังจากมีอาการหายใจไม่ออกกลางดึกและต้องการรถพยาบาล เธอกล่าวกับ MIRROR Thailand ว่ามีความกังวล เนื่องจากช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทำให้เธอจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการล่วงละเมิดเกิดขึ้นจริง
MirrorThailand tweet media
ไทย
1
732
381
188.5K
mgn retweetledi
ab.bnna
ab.bnna@annausana·
ทุกคนน ขอแวะมาอวดหน่อย 🥺 เดือนก่อนนู้นเราไปเรียนเบลนเดอร์มา (เนื่องจากตอนมหาลัยช้านเรียน cinema 4d… คืนครูเรียบร้อย…) แต่พึ่งมีโอกาสพิมพ์ 3D งานที่ปั้นในคลาส น้องปลาหมา เป็นตัวเป็นตนละ 🐠🐶🫧
ab.bnna tweet media
ไทย
9
114
368
9.8K
mgn retweetledi
- (พัก)
- (พัก)@_anchr·
เมษาปีนี้ กำลังจะเข้าฤดูเกณฑ์ทหารอีกแล้ว หลายคนต้องจากบ้าน จากครอบครัว ทิ้งงาน ทิ้งอนาคตไปเกณฑ์ทหาร ประชาชนรณรงค์ยกเลิกเกณฑ์ทหารกันมาตั้งแต่ปี 60 จนผ่านไปแล้วจะเกือบทศวรรษ ยังไม่ได้ยกเลิก #ยกเลิกเกณฑ์ทหาร #ปฏิรูปกองทัพ
- (พัก) tweet media
ไทย
49
960
752
77.5K
mgn retweetledi
TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
“ฟ้า” ยุติการอดอาหาร แต่ยังต้องดูแลร่างกาย-ฝันถึงการได้ออกไป . . วันที่ 19 มี.ค. 2569 ทนายความเดินทางไปที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดี #มาตรา112 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา โดยล่าสุดตั้งแต่ช่วงวานนี้ฟ้าได้ยุติการอาหาร ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่เย็นวันที่ 9 มี.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมดแล้ว รวมเป็นระยะเวลา 10 วัน . หลังจากรอเยี่ยมในช่วงเช้าราว 30 นาที ฟ้าเดินออกมาในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงสีดำ พร้อมยิ้มกว้างภายใต้สีหน้ายังคงอิดโรย เขารีบเล่าว่าเช้านี้ได้ออกไปเอกซเรย์ปอด ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติของการตรวจร่างกายของนักโทษที่เพิ่งมาใหม่ เพื่อป้องกันเรื่องวัณโรคด้วย ซึ่งยังต้องรอผลตรวจอีกที . ฟ้าแจ้งว่าได้ยุติการอดอาหารตั้งแต่วานนี้แล้ว โดยได้เริ่มรับประทานอาหารที่ญาติฝากเข้าไป แต่เขามีอาการอาเจียนออกมา จึงแค่พยายามซดน้ำ ในช่วงกลางคืนก็มีอาเจียน เช้านี้ยังมีอาการหน้ามืด จุดเสียดแน่นท้อง อาการชาและหูอื้อก็ยังมี ต้องพยายามดูแลตัวเอง แต่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น พยายามจิบน้ำและเกลือแร่ไว้ และได้กลับมาทานยาสำหรับโรคเกาต์แล้ว . ฟ้าเข้าใจเรื่องกระบวนการต้องค่อย ๆ กลับมากินอาหารอ่อน ค่อย ๆ ทานในปริมาณน้อย และระมัดระวังการกิน เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพอีกครั้ง โดยมีพยาบาลมาพูดคุยด้วยเหมือนกัน แต่ภายในเรือนจำไม่ค่อยมีลักษณะอาหารอ่อน ๆ เท่าไร ต้องรอให้ญาติสั่งจากร้านค้าข้างนอกเข้ามาอีกที . ฟ้ายังเล่าว่าเมื่อคืนหลังจากที่อาเจียนเสร็จ กลับมานอนต่อ ก็เกิดฝัน เขาฝันว่าเจอเงาตะคุ่มร่างใหญ่ น้ำเสียงมีพลังพูดขึ้นทำนองว่า “เดี๋ยวก็ออกไปนะมึง” เมื่อตะโกนถามไปว่าจะได้ออกตอนไหน เงานั้นก็พูดทำนองว่าเดี๋ยวก็ออกไป “แล้วถ้าออกไปให้ช่วยลูก ๆ กูด้วย” ฟ้าเชื่อเองว่าเงาร่างใหญ่นั้นอาจจะคือพญายม . เมื่อพูดคุยถึงเรื่องที่สงสัยว่าคำว่า “คังโคตรี” ที่ฟ้าฝากข้อความออกไปวานนี้นั้นหมายถึงอะไร พบว่าเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำคงคา และถือเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่รวบรวมความสุขเอาไว้ . ฟ้ายิ้มอย่างภาคภูมิใจแล้วบอกเล่าว่า เขาเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ จุดเริ่มต้นคือที่บ้านสามารถเอาเรื่องศาสนา ความเชื่อ การเมืองมาคุยบนโต๊ะอาหารได้ พ่อก็ชอบเล่าเรื่องให้ฟัง เล่าภาษาอังกฤษบ้าง ไทยบ้าง แล้วฟ้าสมัยก่อนก็ไม่ค่อยเรียบร้อย ไม่เชื่อที่พ่อเล่า ก็ต้องไปอ่านหนังสือเองเพื่อที่จะมาถกเถียงกับพ่อ โดยเขาพยายามอ่านภาษาอย่างภาษาแอราเมอิก หรือภาษามคธ มาตั้งแต่วัยรุ่นด้วย และทำให้สนใจเกี่ยวกับกาพย์กลอน . ฟ้าเล่าว่าวันนี้ยังมีเรื่องที่ดี คือได้ช่วยผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศที่เพิ่งเข้าเรือนจำมาใหม่ ครอบครัวของเขาอยู่ต่างจังหวัด เลยไม่มีใครช่วยเหลือ จึงได้ช่วยแบ่งขันน้ำ สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ไป เขาก็ดีใจมาก ฟ้าแซวว่ากำลังทำโครงการ “ฟ้าปันยิ้ม” . ฟ้าบอกเล่าเรื่องราวต่อว่า การติดคุกครั้งนี้ทำให้เข้าใจมากขึ้น การทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีกำลังคนมากต้องควบคุมดูแลนักโทษเป็นพัน ๆ คนนั้น เป็นงานที่หนัก เจ้าหน้าที่ที่ต้องออกเวรแล้ว ก็ต้องกลับมาทำงานอีกทันที ไม่ได้พักเหมือนตำรวจที่เข้าเวรแล้วก็คือให้พักไปเลยวันหนึ่ง ทำให้เรียนรู้เรื่องราวในเชิงปฏิบัติระหว่างสิทธิผู้ต้องขังกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทำให้เขาสนใจเรื่องปัญหาเรือนจำมากขึ้น . เขายังเล่าว่าเรือนจำอำเภอธัญบุรีนี้เป็นเรือนจำเก่า อายุกว่า 127 ปีแล้ว การก่อสร้างคล้าย ๆ แบบเลโก้ คือพื้นที่มันเท่าเดิม แต่มีการต่อเติมออกไปเป็นชั้น ๆ ในสภาพเท่าที่ได้ ผู้ต้องขังก็มีจำนวนมาก ทำให้เกิดความเบียดเสียดกัน ถ้าเสนอได้ ก็อาจจะต้องให้รัฐพิจารณาย้ายที่ใหม่ หรือปรับปรุงขนาดใหญ่ต่อไป . ช่วงท้ายของการเยี่ยม ฟ้าขออัปเดตสถานการณ์ภายนอก เขาทราบถึงสถานการณ์สังคม ส่งผลต่อปัญหาพลังงาน ฟ้าจึงฝากข้อความห่วงใยไปถึงทุก ๆ คน และหาทางเดินหน้าสู้กับศึกต่าง ๆ ที่ถาโถมอย่างกระหน่ำในคราวนี้ไปด้วยกัน . . 📌อ่านบนเว็บไซต์: tlhr2014.com/archives/82469
TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน tweet media
ไทย
1
59
46
2K
mgn retweetledi
Hathairat Phaholtap
Hathairat Phaholtap@Hathai_Phahol·
บรรณาธิการ The Isaan Record ได้รับหมายศาลจากสุชาติ ชมกลิ่น หลังจากเสนอรายงานพิเศษจากการอ้างอิงข้อมูลของดีเอสไอว่า “นักการเมือง 2 คนรับสินบนจากนายหน้าคนไทยและอดีตผู้บริหารบริษัทฟินแลนด์” ศาลนัด 25 พค.นี้ ด้านหทัยรัตน์บอก “ขอให้ความจริงไม่ตาย” อ่าน theisaanrecord.co/2026/03/21/min…
Hathairat Phaholtap tweet media
ไทย
5
683
389
27.8K
mgn retweetledi
TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ด่วน! ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัว คดี #ม112 ของ “ฟ้า พรหมศร” จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 . โดยวานนี้ (9 มี.ค. 2569) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำคุก 2 ปี 10 เดือนและศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลฎีกาพิจารณา ทำให้เขาถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต . วันนี้ (10 มี.ค. 2569) ศาลฎีกายกคำร้องให้เหตุผลว่า ศาลสั่งจำคุก 2 ปี 10 เดือน มีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี ทั้งนี้ ฟ้า เริ่มอดอาหารตั้งแต่วานนี้ เพื่อเรียกร้องนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิด โดยครั้งนี้นับเป็นการอดอาหารครั้งที่ 4 ของฟ้า . . 📌ย้อนอ่านข่าวคดีนี้: tlhr2014.com/archives/82243
TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน tweet media
ไทย
7
209
64
27.5K
mgn retweetledi
Lanner
Lanner@Lanner2022·
“ไฟตกทุกวัน น้ำประปาก็มีฝุ่น มีควันจากการเผายางเผาขยะเหม็นมากตอนกลางคืน… ตอนเขาทิ้งระเบิด สะเก็ดระเบิดสั่นสะเทือนทำเอาบ้านร้าวไปทั้งหลัง กระจกหลุด ฝ้าเพดานหลุด ของชาวบ้านพังหมดเลย” ​ ริมแม่น้ำเมยที่ขดตัวตามพรมแดนไทย-เมียนมา ทัศนียภาพขุนเขาอันสงบเงียบถูกตัดเฉือนด้วยอาณาจักรคอนกรีตมหึมาที่ผุดขึ้นราวกับสิ่งแปลกปลอมภายใต้นาม 'เคเค พาร์ค' (KK Park) แม้ภายนอกจะถูกฉาบไว้ด้วยวาทกรรมเมืองใหม่แห่งโอกาส แต่เบื้องหลังรั้วลวดหนามและเงาปืนของกองกำลังติดอาวุธ ​ ที่นี่คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุดของ 'Dark Zomia' หรือเขตแดนมืดที่อธิปไตยของรัฐแตกสลาย ทิ้งไว้เพียงกฎเหล็กของทุนอาชญากรรมข้ามชาติที่ประกาศเอกราชเหนือผืนดินชายแดน ​ ท่ามกลางความพยายามปราบปรามของรัฐบาล ตามรายงาน 'Scamland Myanmar' เมื่อปี 2025 ของสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (ASPI) ซึ่งวิเคราะห์ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม ได้เผยความจริงที่น่าตื่นตระหนก อาณาจักรแห่งนี้ขยายตัวอย่างบ้าคลั่งเฉลี่ยถึง 34 ไร่ต่อเดือน นับตั้งแต่กงล้อรัฐประหารในเมียนมาเริ่มหมุนในปี 2021 พื้นที่กว่า 1,300 ไร่ได้กลายเป็น 'นิคมอุตสาหกรรมต้มตุ๋น' ที่สมบูรณ์พร้อมในตัวเอง ​ “การขนของใหญ่ๆ แบบนี้ต้องผ่านท่าข้ามทางการ เป็นไปไม่ได้ที่ทางการไทยจะไม่รู้เรื่อง” ​ ก่อนหน้านี้ แม่สอดคลาคล่ำไปด้วยชาวต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย และปากีสถาน ที่หลั่งไหลมาจากสนามบินสู่โรงแรม แท็กซี่เคยวิ่งรับส่งจนแทบไม่มีเวลาพัก ปัจจุบันต้องผันตัวเป็นผู้รายงานสถานการณ์ คอยอธิบายพิกัดความปลอดภัยให้ผู้โดยสารมั่นใจ เพียงเพื่อจะรักษาลมหายใจของภาคการท่องเที่ยวเอาไว้ ​ วิกฤตการณ์ Dark Zomia ริมแม่น้ำเมยในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมชายแดนที่เกิดขึ้นและจบลงในฝั่งเมียนมา แต่คือบททดสอบสำคัญต่ออธิปไตย จริยธรรม และความจริงใจของรัฐไทยในการเผชิญหน้ากับอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะวงจรอุบาทว์นี้จะสิ้นสุดลงได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อถอนรากถอนโคนอุตสาหกรรมมืดนี้ให้สิ้นซาก ​ “ตราบใดที่ความสัมพันธ์ต่างตอบแทนของผู้มีอำนาจไม่ถูกกวาดล้างอย่างจริงจัง ธุรกิจสแกมเมอร์ไม่ว่าจะหลบไปที่ไหน ก็พร้อมจะฟื้นชีพกลับมาปฏิบัติการได้เหมือนเดิม เพราะหัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวอาคารหรือสายเคเบิล แต่อยู่ที่ระบบส่วยและความสัมพันธ์มืดที่เชื่อมโยงระหว่างทุนเทาข้ามชาติกับผู้กุมอำนาจในไทย ซึ่งพร้อมจะต่อสายป่านให้ธุรกิจเหล่านี้กลับมาหายใจได้เสมอ ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ยังคงลงตัว” ​ เรื่อง: ณัฐชลี สิงสาวแห ​ อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ lannernews.com/08032569-01/#KKPark #สแกมเมอร์ #เมียนมา #แม่สอด #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
Lanner tweet media
ไทย
0
156
98
5K
mgn retweetledi
แอคหมาหมา
แอคหมาหมา@RH1LNHmKAlpssL2·
กิจกรรม #ยืนหยุดขัง หน้าศาลอาญารัชดา #หยุดคุมขัง #นิรโทษกรรมประชาชน
แอคหมาหมา tweet media
ไทย
1
70
64
1.4K
mgn retweetledi
Amnesty Thailand
Amnesty Thailand@AmnestyThailand·
ทุกวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี คือวันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ในวันสตรีสากลนี้ "เธอ" ยังคงถูกคุมขังจากการแสดงออกทางการเมือง จดหมายของคุณ คือหน้าต่างบานสำคัญของเพื่อนในเรือนจำทั้ง 61 คน เขียนจดหมายถึงเพื่อนที่ freeratsadon.amnesty.or.th #FreeRatsadon
Amnesty Thailand tweet media
ไทย
1
233
81
6.2K
mgn retweetledi
The Momentum
The Momentum@themomentumco·
7 มีนาคม 2563: ผู้พิพากษา คณากร เพียรชนะ เสียชีวิต วันที่ 7 มีนาคม 2563 เสียงปืนที่ดังขึ้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จบชีวิตของ คณากร เพียรชนะ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดยะลา วัย 51 ปี คณากรกระทำอัตวินิบาตกรรมอีกครั้ง หลังพยายามมาแล้ว 1 ครั้งก่อนหน้า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 กลางห้องพิจารณาคดีในศาลจังหวัดยะลา คดีหมายเลขดำที่ 3428/2561 คือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด คณากรระบุว่า มีการแทรกแซง การดำเนินคดีชายชาวมุสลิม 5 ราย ในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร จากเหตุฆาตกรรม 5 ศพ ที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ผู้พิพากษาคณากรเห็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลย 5 ราย เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แต่อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ผู้บังคับบัญชาโดยตรงมีคำสั่งให้แก้คำพิพากษาเป็นประหารชีวิตจำเลย 3 ราย ส่วนอีก 2 ราย ให้จำคุก ทำให้คณากรรู้สึกว่า การแก้ไขคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ได้ทำตามระเบียบขั้นตอน โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 เลือกทำบันทึกลับส่งถึงเขาโดยตรงแทน คณากรจึงไม่ปฏิบัติตาม หลังพยายามจบชีวิตตัวเองรอบแรกและยังไม่สำเร็จ คณากรระบุว่า เขาถูกศาลยุติธรรมตั้งคณะกรรมการสอบสวน รวมถึงถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาในคดีอาญา รวมถึงอาจทำให้เขาต้องถูกลงโทษให้ออกจากราชการ อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นเขาทำด้วยหัวใจบริสุทธิ์และต้องการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน คณากรเขียนแถลงการณ์หลายหน้า ชี้แจงสาเหตุที่ยกฟ้องผ่าน Facebook ส่วนตัว พร้อมเนื้อความสำคัญ “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้กับประชาชน” ก่อนจะจบด้วยคำว่า “คำแถลงของผมอาจมีน้ำหนักเบาบางเหมือนขนนก แต่หัวใจผู้พิพากษาหนักแน่นปานขุนเขา จึงมอบหัวใจชั่งบนตราชู ยืนยันคำแถลง” คำชี้แจงจาก ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาในขณะนั้น ระบุว่า เป็นเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างคณากรกับอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 และยืนยันว่าเป็นขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ก่อนที่คณากรจะเสียชีวิต คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการรักษาวินัยผู้พิพากษา กรณีไลฟ์ผ่าน Facebook และการเผยแพร่แถลงการณ์ของคณากร แต่เรื่องได้ยุติไปหลังคณากรเสียชีวิต ส่วนการแทรกแซงของอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ก.ต.เห็นว่า ‘ไม่มีมูล’ จึงไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ส่วนศาลอุทธรณ์ จังหวัดยะลา มีคำพิพากษากลับจำคุก 35 ปี 4 เดือน และจำคุกตลอดชีวิต คดียิง 5 ศพ ที่คณากร ‘ยกฟ้อง’ ไปก่อนหน้านี้ #TheMomentum #OnthisDay #คณากรเพียรชนะ #ผู้พิพากษา
The Momentum tweet media
ไทย
11
1.1K
481
33.8K