อ ยู่ ที่ บ้ า น

10.1K posts

อ ยู่ ที่ บ้ า น

อ ยู่ ที่ บ้ า น

@auteban

....

Katılım Haziran 2018
2.1K Takip Edilen34 Takipçiler
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
God’s Favorite
God’s Favorite@ave_trader·
ธุรกิจ ตลาดน้ำ/เครื่องดื่ม Red ocean สุดๆ🩸น้ำมีหลาย segment แร่ วิตามิน ชา กาแฟมะพร้าว ชูกำลัง แอล ละมีเจ้าครองตลาดอยู่ละ เช่น ThaiBev +อื่นๆ มีทุน การตลาด ช่องทางขาย อยู่กับธุรกิจนี้มาหลายสิบปี ขายน้ำเหนื่อยมากนะ margin ต่ำ เพราะ
รีแอคชั่น วิดีโอ🏳️‍🌈@Thaireactionvid

พี่ซุงออกมาพูดเรื่องน้ำละเว่อ

ไทย
2
1.9K
1.1K
544.4K
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
คำถามที่ว่า 「ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน」.. ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น.. ปัญหาอยู่ที่ว่า.. ในสาย finance.. การลงทุน.. การ trade.. quant.. ประสบการณ์สามารถสร้าง intuition ที่ผิดๆ ได้อย่างมาก.. ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากสายอาชีพอื่นๆ ส่วนใหญ่.. ในสายอื่น ยิ่งมีประสบการณ์ยิ่งเก่งขึ้น.. หมอที่ผ่าตัดมา 10,000 ครั้ง ดีกว่าหมอที่ผ่าตัดมาแค่ 100 ครั้ง แทบจะ guarantee ได้.. แต่ใน finance.. trader ที่ผ่าน 2008 มาได้ อาจสร้าง intuition ที่ optimize สำหรับ crisis แบบ 2008.. แล้วพอ regime เปลี่ยน.. intuition ที่ได้มาจากตอน 2008 นั่นเองที่จะฆ่า trader คนนั้น 😅.. ความมั่นใจที่สะสมมาจากประสบการณ์ กลายเป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้.. อย่างกรณีที่ผมเคยเจอ.. ช่วงนึงที่ options selling ทำผลงานได้ดีมากต่อเนื่องมาหลายปี.. ทุก spike ของ vol มันก็ revert กลับมา.. ทุก tail event มันก็ fade.. สมองก็เริ่ม internalize ว่า「นี่คือวิธีที่ตลาดทำงาน」จนถึงจุดที่มันกลายเป็น reflex.. ไม่ใช่ การตัดสินใจอีกต่อไป.. เพราะสิ่งที่สมองเราเรียกว่า intuition.. จริงๆ แล้วคือ pattern recognition ที่ fit กับ historical regime ที่ผ่านมา.. ไม่ใช่ความเข้าใจ mechanism จริงๆ ของตลาด.. พอ regime เปลี่ยน.. intuition กลายเป็นของเก่า.. แต่ความมั่นใจที่สร้างมันขึ้นมายังอยู่ครบ... นั่นเลยเป็นเหตุผลแรกที่ว่า.. การรู้ลึกในสายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ 「ผ่านเวลามาเยอะ」.. ความรู้ในสายนี้มีวันหมดอายุ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เรียนรู้มาจะยังใช้ได้พรุ่งนี้.. ความรู้ใน finance มีอายุต่างกัน.. บางอย่างอยู่ได้เป็นทศวรรษ บางอย่างอาจจะหมดอายุภายในปีเดียว.. ความรู้เรื่องจิตวิทยาและ behavioral patterns.. ถือว่าอายุยาวมาก.. Fear กับ Greed ทำงานเหมือนกันในปี 1929 กับปี 2025.. Kahneman ศึกษาเรื่อง loss aversion มาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังใช้ได้อยู่ในทุก market cycle.. ความรู้เรื่อง market microstructure อายุกลางๆ.. bid-ask spread, adverse selection, order flow toxicity.. concept ยังอยู่ แต่ mechanics เปลี่ยนตาม technology ตามกาลเวลา.. ความรู้เรื่อง specific alpha signal.. อายุสั้นมาก.. factor ที่ work ในปี 2010 อาจตายไปแล้วในปี 2020 เพราะ crowded หรือเพราะ market structure เปลี่ยน.. คนที่รู้ลึกจริงๆ รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ใน layer ไหน.. และไม่เอาความมั่นใจจาก layer ที่มีอายุยาว มาใช้กับ layer ที่มีอายุสั้น.. กับดักที่เห็นบ่อยมาก.. คนที่เข้าใจ behavioral finance ลึกมาก แล้วคิดว่าตัวเองเข้าใจตลาดลึก.. ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือคนละ layer กันเลย.. รู้ว่า fear กับ greed ทำงานยังไง ไม่ได้แปลว่ารู้ว่าตลาดจะเดินไปทางไหนพรุ่งนี้.. และปัญหาคือ.. ตลาดไม่ได้บอกเราตรงๆ ว่าเราอยู่ layer ไหน.. อย่างหมากรุก.. เดินผิด รู้ทันที.. feedback loop ชัด.. ในการผ่าตัด.. ผ่าตัดพลาด ก็รู้ได้ค่อนข้างเร็ว.. แต่ใน trading และการลงทุน.. มันต่างกัน.. ตัดสินใจผิด.. แต่กำไร.. เพราะโชคช่วย.. ตัดสินใจถูก.. แต่ขาดทุน.. เพราะ noise ในตลาดช่วง short term.. ถ้าเรียนรู้จาก P&L อย่างเดียว.. เราจะเรียนรู้สิ่งผิด.. สมองจะ reinforce behavior ที่ทำกำไร แม้ว่าพฤติกรรมนั้นจะ random ล้วนๆ.. และสมองจะต่อต้านพฤติกรรมที่ถูกต้องแต่แค่โชคไม่เข้าข้างในช่วงนั้น.. ผมได้เริ่มตระหนักเรื่องนี้จริงๆ ตอนสมัยก่อนที่กลับมา review trade journal เก่าๆ แล้วพบว่า.. trade ที่ขาดทุนหนักที่สุดบางอัน reasoning มันแม่นมาก.. เพียงแต่ timing ผิด หรือมีปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ได้เข้ามา.. และ trade ที่กำไรดีที่สุดบางอัน ตอนเขียน reasoning ไว้ตอนนั้น.. อ่านกลับไปแล้ว migraine แดก... เพราะมันผิดมากๆ แต่ตลาดดันเดินตามทิศทางที่เราเดาไว้ด้วยเหตุผลที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง.. ถ้าไม่มี trading journal ที่จดเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. เราจะไม่มีทางรู้เรื่องนี้เลย.. เพราะสมองมนุษย์มันเก่งมากในการสร้าง narrative ย้อนหลังให้ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลเสมอ.. Kahneman เรียกว่า 「hindsight bias」.. แต่ในสาย finance มันไม่ใช่แค่ cognitive bias.. มันคือกลไกที่ค่อยๆ ทำลาย calibration ของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว.. วิธีแก้คือเราต้องสร้าง feedback loop ชั้นที่สอง.. แทนที่จะเรียนรู้จากผลลัพธ์ ต้องเรียนรู้จากความถูกต้องของเหตุผลที่คิดไว้.. ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว บันทึกเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. บันทึกว่าคาดหวัง scenario ไหน.. คิดว่า outcome จะออกมาเป็นยังไง.. แล้วกลับมาวัดว่าเหตุผลที่คิดไว้ถูกหรือผิด แยกออกจากว่าได้กำไรหรือขาดทุน.. ทำแบบนี้สม่ำเสมออย่างน้อย 2-3 ปี.. ภาพจะชัดขึ้นมาก.. แต่ feedback loop จาก trade journal อย่างเดียวยังไม่พอ.. เพราะสิ่งที่เราบันทึกไว้ มันจะดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งที่เราอ่านมาตั้งแต่แรก.. . . อ่าน paper ต้นฉบับ.. อ่าน Fed minutes ตัวจริง.. อ่าน earnings call transcript ตัวจริง.. ไม่ใช่ความเข้าใจของคนอื่น ทุก secondary source มีคนเขียนที่ผ่านตะแกรงของตัวเองมาแล้ว.. เขาตัดสินว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ อะไรอธิบายยากเกินก็ตัดออก.. พอถึงมือเรา.. เราได้รับความเข้าใจของคนอื่นเค้า ไม่ใช่ความเข้าใจของเราเอง.. Almgren-Chriss paper ปี 2000 เรื่อง optimal execution.. ถ้าอ่านแค่บทสรุปก็รู้แค่ 「square root law」.. แต่ถ้าอ่านต้นฉบับจะเห็นว่า model นี้ assume ว่า price impact เป็น linear ใน instantaneous trade rate.. assumption นั้นพังในตลาดที่ thin หรือใน crisis.. คนที่อ่านแค่บทสรุปจะ apply square root law ผิดที่โดยไม่รู้ตัว.. นานมากแล้วเคยมีช่วงนึงที่ผมอ่าน Fed minutes จริงๆ เป็นครั้งแรกหลังจากที่อ่านแต่ analysis ของคนอื่นมานาน.. สิ่งที่ตกใจมากที่สุดไม่ใช่แค่ว่ามี information ใหม่ที่ไม่เคยรู้.. แต่คือ tone และความไม่แน่ใจที่ Fed เองมีอยู่ในนั้น.. ในขณะที่ analysis ทุกชิ้นที่อ่านมาก่อนหน้า มันตัดส่วนนั้นออกไปหมด.. นำเสนอ Fed เป็น entity ที่ตัดสินใจอย่างมีตรรกะชัดเจน.. ทั้งที่จริงๆ แล้ว minutes อ่านแล้วเห็นชัดว่าพวก Fed ก็กำลัง figure out เรื่องต่างๆ อยู่เหมือนกัน.. play by the ear.. ไม่ต่างจากเราๆ กันเท่าไหร่😅 ก็เลยเปลี่ยน mental model ผมเรื่อง market pricing ของ Fed policy ไปอย่างถาวร.. ‼️และสิ่งที่ต้องถามตอนอ่านทุกชิ้น.. 「ข้อสมมติฐานอะไรที่ทำให้ข้อสรุปนี้ถูก」.. 「ถ้า assumption นั้นผิด.. ข้อสรุปพังยังไง」.. 「sample period นี้ครอบคลุม regime ไหนบ้าง และไม่ครอบคลุม regime ไหน」.. Campbell Harvey ประมาณไว้ว่า factor research ส่วนใหญ่ที่ตีพิมพ์มาน่าจะเป็น false discoveries.. เพราะ t-stat threshold 2.0 ต่ำเกินไปสำหรับ multiple testing ในปริมาณงานวิจัยที่มีอยู่.. ต้องใช้ 3.0 ขึ้นไป.. นั่นหมายความว่าถ้าอ่านงานวิจัย finance โดยไม่มี critical reading.. เราอาจกำลัง internalize สิ่งที่ผิดอยู่โดยไม่รู้ตัว.. . . เราเลยควรทำ research เอง.. แม้เล็กน้อยก็ตาม ความแตกต่างระหว่างคนที่ 「รู้เรื่อง」 กับคนที่ 「รู้จริง」 คือการที่เคยลงมือทดสอบด้วยตัวเองหรือยัง.. ลอง replicate ผลลัพธ์ของ paper ที่อ่านมา.. ถ้า replicate ไม่ได้ แสดงว่าไม่ได้เข้าใจจริง.. ระหว่างนั้นจะเจอ assumption ที่ paper ไม่ได้บอกไว้ตรงๆ แต่ตัดสินผลลัพธ์ทั้งหมด.. ลองสร้าง backtester เองสักครั้ง แทนที่จะใช้ library สำเร็จรูป.. ระหว่างนั้นจะเจอว่า look-ahead bias แฝงตัวอยู่ตรงไหน.. survivorship bias เข้ามาได้ยังไง.. และ transaction cost ที่ไม่ได้นับทำให้ backtest ดูดีเกินจริงแค่ไหน.. ไม่มีหนังสือเล่มไหนสอนสิ่งนี้ได้ดีเท่าการเจอด้วยตัวเอง.. . . ยิ่งรู้ลึก ยิ่งเห็น risk มากขึ้น เห็น scenario มากขึ้น เห็น edge case มากขึ้น.. ซึ่งดี.. แต่ถ้าไม่ระวัง มันจะกลายเป็น analysis paralysis.. และคนที่รู้น้อยกว่า กลับ execute ได้เร็วกว่าและ confident กว่า ผมเจอจุดนี้ตอนที่เริ่มศึกษา dynamic hedging จริงๆ จังๆ.. ก่อนหน้านั้น.. การตัดสินใจ hedge ง่ายกว่า.. เพราะไม่เห็น complexity ทั้งหมด.. พอเข้าใจ Greeks ลึกขึ้น เข้าใจ vol surface เข้าใจ path dependency.. มีช่วงที่ทุกครั้งที่จะ execute อะไร สมองมันยก edge case ขึ้นมาเต็มไปหมด.. จนทำอะไรช้าลงอย่างเห็นได้ชัด.. สิ่งที่ช่วยได้คือแยก analysis time ออกจาก execution time ให้ชัด.. ตอนวิเคราะห์ให้คิดเต็มที่ไม่มีขีดจำกัด.. แต่พอถึงเวลา execute ให้เชื่อในกรอบที่วางไว้แล้ว และลงมือเลย.. จนสุดท้ายก็เลยก้าวไปอีกขั้น.. ทำระบบ automated ขึ้นมาแม่งเลย.. เอา quant เข้ามาช่วยตัด emotion ออกจาก execution โดยสิ้นเชิง.. เพราะถ้ากรอบที่วิเคราะห์ไว้มันถูก.. ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้สมองมานั่งลังเลตอน execute อีก.. Dunning-Kruger ที่คนพูดถึงบ่อยคือ.. มือใหม่มั่นใจมาก พอรู้มากขึ้นกลับยิ่งสงสัยตัวเอง.. แต่ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือขั้นที่ 3 ที่เกิดหลังจากผ่านจุดนั้นมาแล้ว.. คนที่อยู่ตรงนั้นมี calibrated confidence.. รู้ชัดว่าตัวเองรู้อะไร ไม่รู้อะไร และมั่นใจในระดับที่ตรงกับความเป็นจริง.. meta-skill นี้สำคัญมากและใช้เวลานานที่สุดในการพัฒนา.. มันคือความสามารถในการรู้ว่า 「ตอนนี้ควรใช้ analysis ระดับไหน」.. บางครั้ง simple heuristic ดีกว่า complex model.. บางครั้งต้องใช้ full framework.. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำอะไรนั้นสำคัญกว่าการรู้ทั้งสองอย่าง.. การสอนคนอื่นก็เป็น test ที่โหดมาก (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ตอนที่ไป lecture เรื่อง dynamic hedging.. เตรียม material มาดีมาก.. ทุก formula ถูก.. ทุก concept ครบ.. แล้วมีนักเรียนคนหนึ่งถามว่า.. 「If delta is just a first derivative, why don't we hedge once and be done with it?」 คำถามง่ายมาก.. แต่ผมหยุดไป 2~3 วินาที.. ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ.. แต่เพราะตระหนักว่าคำตอบที่อยู่ในหัวมันเป็น mathematical ล้วนๆ.. และนักเรียนเค้าต้องการ intuition ไม่ใช่สูตร.. ตอนนั้นถึงได้รู้ว่า.. เออ.. มีช่องว่างอยู่ระหว่างสิ่งที่เราเข้าใจใน mathematical formulation กับสิ่งที่เราสามารถถ่ายทอด intuition ให้คนอื่นเห็นภาพได้.. และช่องว่างนั้นคือส่วนที่เรายังเข้าใจไม่จริง.. Feynman บอกว่า.. ถ้าอธิบายสิ่งที่เรียนรู้มาให้คนที่ไม่มีพื้นฐานเข้าใจได้ไม่ได้.. แปลว่าตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆ.. มีแค่ illusion of understanding.. หลังจากนั้นผมเพิ่มกฎส่วนตัวว่า.. ถ้าอธิบาย concept ไหนให้คนนอกสายเข้าใจไม่ได้.. ต้องกลับไปอ่านใหม่.. เพราะความเข้าใจจริงๆ มันต้องถ่ายทอดได้ ไม่ใช่แค่ compute ได้.. ⚠️และอีกเคล็ดลับนึงที่ผมใช้เพื่อช่วยให้รู้ลึก... คือ.. ผมไม่ยอมรู้เรื่องน้อยกว่า (อย่างมีนัยสำคัญ) พวกคนอื่นๆ ใน firm.. ซึ่งผมว่าแรงผลักดันที่คนอื่นๆ อาจจะประเมินต่ำ คือมันมีความต่างสำคัญระหว่าง.. 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะกลัวหน้าแตก」 กับ 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะต้องการตัดสินใจได้ดีกว่า」.. แบบแรกทำให้เรียนรู้เพื่อ defend ตัวเอง.. เลือกเรียนสิ่งที่ confirm ความเชื่อเดิม.. แบบที่สองทำให้เรียนเพื่อ update ตัวเอง.. เปิดรับสิ่งที่ challenge ความเชื่อเดิม.. ความต่างของสองแบบนี้ยิ่ง compound มากขึ้นเรื่อยๆ ในสาย finance.. เพราะตลาดลงโทษ confirmation bias ด้วยเงิน.. ไม่ใช่แค่เรื่องความเสียหน้า.. Tetlock พบว่า superforecasters ที่ทำนายได้แม่นที่สุดมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ.. รู้สึกดีเมื่อต้องยอมรับว่าเดิมคิดผิด.. แทนที่จะรู้สึกเสียหน้า.. ในสาย finance ผมว่านี่คือทักษะที่มีมูลค่าทางการเงินตรงๆ.. สรุป.. อย่าถามว่าจะเริ่มตรงไหน.. ถามว่าจะฝึกยังไงให้ feedback loop มันทำงานได้จริง.. เข้าใจว่าประสบการณ์อาจสร้าง intuition ที่ผิดได้.. ดังนั้นต้องสร้าง feedback loop จาก quality ของ reasoning ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว.. รู้ว่าความรู้แต่ละชั้น แต่ละ layer มีวันหมดอายุไม่เท่ากัน.. และไม่เอา confidence จาก layer ที่มั่นคงอายุนานไปใช้กับ layer ที่เปลี่ยนเร็ว.. อ่านต้นฉบับ อ่านแบบ critical.. ตั้งคำถามกับ assumption ของทุกชิ้น.. ลงมือทำ research เอง replicate paper สร้าง tool เอง.. เพราะกระบวนการสอนเราในสิ่งที่หนังสือสอนไม่ได้.. พัฒนา calibrated confidence.. ไม่ใช่ความมั่นใจสูงแบบมือใหม่ และไม่ใช่ความลังเลแบบคนที่รู้มากเกินจนทำอะไรไม่ได้.. พยายามสอนคนอื่น.. เพราะช่องว่างระหว่าง 「compute ได้」 กับ 「ถ่ายทอดได้」 คือส่วนที่เรายังไม่เข้าใจจริงๆ.. และยอมรับว่าระยะเวลาวัดเป็นปี.. ไม่มีทางลัด.. . . P.S. กับดักที่น่ากลัวที่สุดในสายนี้ไม่ใช่การรู้น้อยเกินไป.. แต่คือการรู้แบบผิดๆ อย่างมั่นใจ.. ตลาดไม่ได้ลงโทษความไม่รู้.. ตลาดลงโทษความมั่นใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง.. และความมั่นใจแบบนั้น มักสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์จริงๆ ที่สะสมมานานหลายปี.. ไม่ใช่จากความโง่.. นั่นแหละเลยทำให้มันอันตรายที่สุด..
JRT tweet media
ไทย
7
687
1K
129.7K
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
mminddturn
mminddturn@mminddtw·
นี่ทำตามเทมเพลตนี้มาตั้งแต่ตอนฝึกงานปีสาม สมัครไปกี่ที่ได้สัมหมด แล้วทุกที่ชมว่าอ่านง่าย ชอบ ตอนเริ่มทำงานจริงก็ได้งานที่อยากได้ทั้งสองงาน แล้วเขาก็ชมเหมือนเดิมว่าชอบเรซูเม่นี่ ทำครั้งเดียวใช้ตลอดไป ถ้าส่งบอไทยก็แปะรูปมุมขวาบน
mminddturn tweet media
พี่เจ้าก้อนขนนุ่มนิ่ม@MuMMuM_Me

ปีก่อน ลองทำ resume แบบแถบสวยๆเลย สรุปยื่นไปเป็นสิบ กริบ… พอเปลี่ยนกลับไปแบบเดิม ยื่น 5 เรียก 3 + มีน้องมาปรึกษา บอกยื่นไป กริบ เลยพี่ นี่เลยบอก ลองปรับ พอปรับปุป มีคนเรียกสัมฯ เลย เพิ่งเกทว่า มันมีผลจริงๆ แค่ขอให้เรียกสัมเลย

ไทย
32
17.2K
28.2K
2.2M
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
❤️‍🔥
❤️‍🔥@On_Jeppi·
เริ่ดมากกกก นครพนม หยิบ เอกลักษณ์มาทำ Brand Identity
ไทย
16
5K
4.5K
336.1K
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
ซ้อขอเล่า
ได้ฟังคลิปนึง เค้าบอกว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ดี เลยทำให้คนรุ่นใหม่ ไม่สามารถหาเงินได้มากพอ โดยเฉพาะเงินก้อน นัก marketing ทั่วโลกรู้ข้อนี้ดีเลยเอาสิ่งนี้มาหา benefits ด้วยการขายทุกอย่างแบบ subscription ทำให้รู้สึกจ่ายน้อย เข้าถึงง่าย แต่ความจริง มันคือการจ่ายเงินโดยไม่ได้สินทรัพย์ใดๆกลับมาเลย ในคลิปบอกว่า การเช่าบ้านคือหนึ่งในนั้น คนยุคใหม่ ไม่มีเงินก้อนพอจะดาวน์ และถึงมีก็จะรู้สึกภาระมันนานและชิ้นใหญ่ ด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ดีและไม่มั่นคง ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่ปลอดภัยในการเป็นหนี้ระยะยาว จึงนิยมเช่ามากกว่า แต่ในขณะที่ค่าที่อยู่อาศัยแพงขึ้นมาก จนเกินเอื้อมถึง model เช่าจึงได้รับความนิยม แต่มันก็มีข้อเสียคือ จ่ายค่าเช่าแบบแพงและไม่มีสินทรัพย์ใดเป็นของตัวเองเลย และในอนาคตหากที่ดินแพง ค่าที่อยู่อาศัยแพง ความเสี่ยงของเรื่องนี้คือ ค่าเช่าก็จะแพงไปด้วย โดยเฉพาะทำเลดีๆ ในขณะที่ดินมีจำกัด ข้อได้เปรียบจะอยู่ที่เจ้าของให้เช่าทันที ที่จะขึ้นค่าเช่าได้ โดยผู้เช่าไม่มีสิทธิ์ต่อรองมากนัก เพราะ demand สูง และด้วยนโยบายให้ต่างชาติมาซื้อที่อยู่อาศัยได่ ในอนาคตความเสี่ยงตรงนี้ยิ่งเพิ่มขึ้น ฟังแล้วก็รู้สึกว่าจริงเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าทุกคนจะต้องซื้อบ้าน เพราะการซื้อบ้านมันขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างมากๆ ส่วนตัวซ้อจะไม่ซื้อบ้านเด็ดขาด ถ้ารายได้ไม่มั่นคง และมันเบียดเบียนการใช้ชีวิตมากๆ จะให้ค่าใช้จ่ายบ้าน เต็มที่ ไม่เกิน 20% ของรายได้เท่านั้น ถ้าเกินนี้ไม่ซื้อ ตอนซ้อซื้อบ้านคืออดทน เก็บเงินจนมีเงินมากพอที่จะซื้อบ้านได้แบบคุณภาพชีวิตไม่ลดลง นั่นแหละถึงซื้อ แล้วทุกคนคิดเช่นไร มาแชร์กันได้นะ
ไทย
5
299
354
53.1K
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
Nathalie S.
Nathalie S.@imagination_nat·
มันคือ ความเป็นมนุษย์ ศิลปินสร้างงานจากแรงบันดาลใจหรือประสบการณ์ของตัวเอง แล้วสื่อสารออกมาผ่านผลงาน ศิลปินเป็นศิลปิน ไม่ใช่นักบวชที่ต้องตรัสรู้หรือบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ตรงนี้ ยิ่งมองลึกเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นทั้ง ความงดงามและความน่าเกลียดของชีวิต ซึ่งศิลปะเองก็สะท้อนสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว งานศิลปะจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตีความและตัดสินจากสายตาของคนมอง ทำให้เกิดความเห็นที่หลากหลาย เช่นเดียวกับทัศนคติต่อศิลปินเอง ความรู้สึกที่เรามีต่อผลงานหรือศิลปิน เลยขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเป็นหลัก และผลงานหนึ่งชิ้น ไม่ว่าจะเป็นบทประพันธ์หรือรูปแบบไหน อาจมีที่มาจากเรื่องจริงที่ถูกแต่งเติม การเปรียบเปรย หรืออาจเกิดจากจินตนาการล้วน ๆ ก็ได้ มันไม่ใช่ only facts ไม่งั้นมันจะเป็นสารคดี ศิลปินไม่ได้จำเป็นต้องสร้างงานเพื่อให้คน “รู้จักตัวตน” ของเขาตรงๆ ส่วนใหญ่เก็บตัว มีปัญหาในการสื่อสารสิ่งที่อยู่ในหัวกับคนทั่วๆ ไป หน้าที่ของเขาปกติมีแค่ ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวและในใจออกมา ลงบนพื้นที่ที่เขาใช้แสดงออกเท่านั้นเอง
LiNdA✨@serene_seren

คือเดี๋ยวนี้คนจะเสพสื่อต่างๆนี่ต้องการขาวสะอาดของผู้ผลิต/ผู้แสดงสูงมากกกกกก ซึ่งนี่ว่ายาก เคยคุยกับเพื่อนว่าจะเป็นศิลปินได้มันต้องมีความประหลาดในตัวอะ หรือพวกที่ดังๆเป็นตำนานแบบนี้ก็มักจะบ้งในอะไรซักอย่าง หรือใช้ชีวิตมาโลดโผน มีปมชีวิตใดๆ ถึงถ่ายทอดออกมาได้ขนาดนี้

ไทย
2
494
431
40.9K
อ ยู่ ที่ บ้ า น
@manopsi และระหว่างที่รอขึ้นก็จะบอกน้ำมันหมดอยู่ระหว่างจนส่งอีก 😅😂🤣
ไทย
0
0
0
330
manopsi
manopsi@manopsi·
แม้คืนนี้ดีเซลไม่มีประกาศขึ้นราคา แต่ข้อมูลเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันพุ่งไปลิตรละ 20.71 บาท คิดว่ายืนราคานี้ได้อีกไม่กี่วันหรอก ใครน้ำมันพร่องก็รีบ ๆ เติมให้เต็มถังไว้
ไทย
3
189
160
12.5K
.jgj
.jgj@jiewliewnjiggo·
อ่านหนังสือ พัฒนาตุวเองคับ ตั้งเป้า ปีนี้จะขึ้นป.2 ให้ได้!
ไทย
28
6.9K
4.5K
809.5K
อ ยู่ ที่ บ้ า น
@Kitti3Miti พวกเรารับรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่จะทำยังไงให้ทุกคนในประเทศตระหนักได้เหมือนกัน ถ้าสื่อใหญ่สื่อดังไม่เล่นข่าวนี้มากพอและยืนระยะให้นาน ก็คงเหมือนข่าวโกงเลือกตั้ง อัปยศขนาดนั้นยังผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 😡😔
ไทย
0
11
29
7.7K
Kitti  Singhapat
Kitti Singhapat@Kitti3Miti·
ข่าวน้ำมันหายที่สุราษฎร์ 57 ล้านลิตร เรื่องใหญ่นะครับ
ไทย
97
27.1K
9.6K
1.7M
KornKT
KornKT@kornkt·
🌏 โลกทั้งใบ ในช่วงเวลาห่างกัน 53 ปี... ภาพบน ถ่ายโดยนักบินอวกาศภารกิจอพอลโล 17 ระหว่างเดินทางไปลงดวงจันทร์ โดยถ่ายในช่วงกลางวัน เหนือทวีปแอฟริกา และทวีปแอนตาร์กติกา เมื่อเดือนธันวาคม 1972 ภาพล่าง ถ่ายโดยนักบินอวกาศภารกิจอาร์เทมิส 2 ระหว่างเดินทางไปบินผ่านดวงจันทร์ โดยถ่ายในช่วงกลางคืน เหนือมหาสมุทรแอตแลนติก มองเห็นทวีปแอฟริกา ยุโรป และอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับแสงออโรรา เมื่อเดือนเมษายน 2026 นี่คือภาพถ่ายดาวเคราะห์สีครามดวงเดียวที่เรารู้จัก ว่ามีชีวิตอาศัยอยู่ได้ เป็นบ้านหลังเดียวในเอกภพที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้ในปัจจุบัน จากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดาวดวงนั้น ซึ่งได้เดินทางออกไปเพื่อค้นพบบ้านของพวกเขา... #KornKT #อวกาศน่ารู้ #ArtemisIITH
KornKT tweet media
ไทย
45
23.6K
13.3K
1.5M
อ ยู่ ที่ บ้ า น
@runoneonethree @nichadanmek เราว่าการมีม็อบสำคัญนะ มันเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจ และปริมาณคนก็ยิ่งสำคัญเพราะมันทำให้เห็นว่าปัญหามันใหญ่จริง ๆ ตราบใดที่ความไม่พอใจมันยังอยู่ที่การบ่นหรือด่ารัฐบาลในแค่ออนไลน์ เราก็ว่ายากที่รัฐบาลจะหันมาสนใจแก้ไขจริงจัง มันคงคิดว่าบ่นได้ด่าได้เดี๋ยวก็เลิกกันไปเอง 😔🙁
ไทย
1
3
31
3.3K
รันรัณญ์.
รันรัณญ์.@runoneonethree·
มีคนเสียชีวิตจากเหตุไฟป่าก็แล้ว คนภาคเหนือจมฝุ่น เด็กเล็กเลือดไหลทางจมูก ใช้ชีวิตกันไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน รู้ว่าต้องอุ้มทุนนิยมแต่นี่มันเกินไปป่าววะ
ไทย
18
26.5K
8.9K
310.4K
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
july
july@moonchildandsun·
เจ้าชายน้อย: - แต่งให้ภรรยา / คำอุทิศ อุทิศให้เพื่อน - นักวิจารณ์วรรณกรรมพิจารณาหลักฐานหลายอย่างพบว่า น่าจะเป็นหนังสือที่แต่งเพื่อขอโทษภรรยา - ตัวละคร ดอกกุหลาบในเรื่องคือภรรยา - ปี 2021 มีการเปิดเผยจดหมายที่เขียนถึงภรรยาเรียกเธอว่า rose และพูดถึงตัวเองเป็น เจ้าชายน้อย - แต่งหนังสือตอนอยู่อเมริกา (ลี้ภัยชั่วคราวที่นี่ ก่อนกลับไปรบ) โดยไหว้วานให้เพื่อนหญิงอเมริกันที่เป็นนักข่าวเป็นคนดูแลต้นฉบับให้ คนนี้คือชู้ (= แต่งเรื่องนี้ตอนอยู่บ้านชู้) - จิ้งจอก มีข่าวลือว่า สื่อถึงชู้อีกคน แต่ไม่มีพรูฟยืนยัน สรุป: มีชู้หลายคนตอนแต่งเจ้าชายน้อย แต่หนังสือแต่งเพื่อเล่าถึงชีวิตตัวเองในฐานะนักบิน ผ่านเรื่องราวมามากมาย รวมทั้งสื่อถึงภรรยาด้วยความรู้สึกผิดเรื่องมีชู้และชีวิตคู่ที่ล้มเหลว (ต่างคนต่างนอกใจกัน) จบ
july tweet media
💜พี่อะตาง~@zatunk_dayo

@bleudeviolent เคยอินกับเจ้าชายน้อย จนถึงวันที่ไปนิทรรศการเจ้าชายน้อย แล้วมีการพูดถึงเบื้องหลังเรื่องนี้ ผู้แต่งแต่งให้ชู้ที่เจอกันในแมนฮัตตัน คือจบ

ไทย
17
13.5K
6.6K
1M
: ︎🌳˙ϖ˙
: ︎🌳˙ϖ˙@panderrring·
เพิ่งเก็บเห็ดออรินจิตุวใหม่มาด้วยแหละ ไม่รู้แม่แมวที่ไหนคาบมาทิ้งไว้ตรงรั้วบ้าน สุดท้ายเลยเก็บมา กำลังพุงเต่งเลย ล่าสุดรับพระราชทินนามว่าข้าวจี่เป็นที่เรียบร้อย แมวเด็กที่โคตรบ้าพลังจนพี่ ๆ หนีหมด ช่วงนี้กำลังขุนให้น้ำหนักถึงเกณฑ์ทำวัคซีนกับรักษาเชื้อราอยู่คั้บ ⭐️🤏
: ︎🌳˙ϖ˙ tweet media: ︎🌳˙ϖ˙ tweet media
ไทย
3
431
368
12.1K
อ ยู่ ที่ บ้ า น
@manopsi อนุทินและพวกพ้องตอนนี้น่าจะรวยจนร้องขอชีวิตแล้วล่ะ รวยจริง รวยเฉพาะกลุ่ม 😌
ไทย
0
0
2
1.3K
manopsi
manopsi@manopsi·
หนก่อนขึ้นพรวดลิตรละ 6 บาทคนด่ายับ รอบนี้เลยแบ่งขึ้นสองวัน วันละ 3.50 บาทเหรอ 🙄
ไทย
6
3K
830
71.4K
ฮ.นกฮูก(สีส้ม)
รวยไม่ไหวแล้วเดือนละ 200 บาท!! คนละครึ่งพลัสเวอร์ชั่นใหม่ เปิดเงื่อนไขแจกเงิน 2,000บาท 50ล้านคน เริ่มโปรยเศษเงินต่อแล้ว
ฮ.นกฮูก(สีส้ม) tweet media
ไทย
48
1.3K
563
139.5K
ค่อนคลุง
ฟีดตอนนี้มีแต่ตกงาน ลาออก โดน layoff จะเป็นซึมเศร้าละ
ไทย
3
4K
1.3K
133.5K
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
OAT PHONGSAKORN
OAT PHONGSAKORN@diaryidekchai·
💰 คนรวยจริง ไม่ได้แค่ดูรวย แต่ “นิสัยโคตรประหยัด” – ไม่ไล่ซื้อของใหม่ตามกระแส – ใช้ของจนคุ้มสุดก่อนเปลี่ยน – เลี่ยงหนี้ดอกเบี้ยแพงทุกชนิด – เงินทุกบาทต้องมีเหตุผลเสมอ ความลับคือ “วินัยเล็ก ๆ” ที่ทำซ้ำทุกวัน ต่อ...
ไทย
8
3.4K
3.6K
901K
อ ยู่ ที่ บ้ า น
@JesTaksino ซึ่งอยากให้สารนี้ส่งไปถึงกลุ่มตจว.ชาวบ้านที่ถือเป็นฐานคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของภจท.ด้วยจัง เราคนเมืองชนชั้นกลางรู้หมดติดตามข่าวกันแทบจะตลอดเวลา แต่ถ้าชาวบ้าน not all เค้ายังตระหนักไม่ได้ สุดท้ายก็แพ้ระบบอุปถัมภ์ได้มันมาอีกเหมือนเดิม
ไทย
0
6
15
2K
Jesada Taksin
Jesada Taksin@JesTaksino·
Move ของศุภชัยในการออกมาเบรค พรบ. อากาศสะอาด มันเหมือนการส่งสัญญาณว่า ภูมิใจไทยใส่ใจภาคธุรกิจมากกว่าจะเห็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ผมว่าสัญญาณมันชัดนะว่าเค้าให้ความสำคัญกับใคร
ไทย
16
7.9K
2.3K
179.8K
อ ยู่ ที่ บ้ า น retweetledi
Petæ Lynch
Petæ Lynch@Petae_Lynch·
โรงงานแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่เข้างานด้วยการแตะบัตรผ่านประตูบริษัท Layoffด้วยการที่ถ้าใครแตะบัตรแล้วประตูไม่เปิด แปลว่าคุณโดน Layoff ให้คืนคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่โต๊ะรปภ. ที่ตั้งอยู่ตรงนั้น แล้วกลับบ้านได้เลย HRจะติดต่อเพื่อดำเนินการเรื่องเอกสารกับคุณภายหลัง คำถามคือ ทำไม Layoff ด้วยวิธีแบบนี้ ทำไมไม่ส่ง sms หรือ email บอกตั้งแต่อยู่ที่บ้าน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาทำงานแล้วเดินทางกลับ คำตอบคือ เขาไม่อยากให้คนที่ถูก Layoff รู้ตัวก่อน เพราะกลัวเผยแพร่ความลับของบริษัท หรือขโมย/ทำลายเอกสารสำคัญที่อยู่ในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค แล้วทำไมไม่รอให้เข้างานไปให้เสร็จก่อน แล้วค่อยแจ้ง Layoff พร้อมๆกันทีเดียว คำตอบคือ เพราะเป็น mass layoff การแจ้งพร้อมกันทีเดียวจะทำให้เกิดการรวมกลุ่ม อาจมีความโกรธแค้น ก่อจลาจลได้ (บริษัทมีประสบการณ์ที่ต้องให้ตำรวจมาควบคุมสถานการณ์ตอนแจ้ง Layoff พนักงาน) การใช้วิธีแตะบัตรเข้างานในการ Layoff มันทำให้ได้จัดการคนทีละกลุ่มเล็กๆ แต่ละคนมาทำงานไม่พร้อมกัน รถตู้บริษัทมาถึงบริษัทไม่พร้อมกัน ทำให้ไม่เกิดการรวมกลุ่ม บริษัทจัดการเหตุวุ่นวายง่ายกว่า
bongtao@bongtao

เทรนด์นึงที่สังเกตเกี่ยวกับเรื่อง layoff ในยุคนี้คือ ขั้นตอนมัน cold ขึ้นเรื่อยๆ สมัยก่อนนู้น ในเรื่อง Up in the Air ยังเห็นที่บริษัทจ้างคนมาจัดการ process การเลย์ออฟ เพื่อนที่โดนในยุคโควิดยังมีการเรียกคุย มี 1-on-1 session อยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้คือทุกอย่างจบในอีเมล อย่างล่าสุดที่ Oracle เลย์ออฟคนหลักหมื่นคนพร้อมกันวันนี้ ใช้วิธีส่งอีเมลออกตอน 6 โมงเช้าแจ้งว่าวันนี้เป็น last working day ทันที ขั้นตอนที่เหลือคือเป็นงานเอกสารล้วนๆ ...

ไทย
25
14.7K
5.4K
6.7M