Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu
9.2K posts

Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi

กฎ Diminishing Returns
ตอนที่ผมไปทำงานที่จีน ช่วงแรกคือทั้งช็อกทั้งหงุดหงิดมาก Google ใช้ไม่ได้ YouTube ดูไม่ได้ Line, Facebook, Gmail หายหมด สื่อสารกับจักรวาลอื่นไม่ได้
ตอนนั้นมีคำถามเดียวในหัว “คนที่นี่อยู่กันยังไงวะ?” แล้วพออยู่นานพอ คำตอบมันค่อยๆ ชัดขึ้น เริ่มเข้าใจสัจธรรมของที่นั่น ตามกฎ Diminishing Returns
มนุษย์ไม่ได้ไล่หาความจริง มนุษย์ไล่หาชีวิตที่ “อยู่ได้โดยไม่ลำบาก”
คนส่วนใหญ่ที่นั้นไม่ได้ “ต้องการโลกภายนอก” อย่างที่เราคิด เพราะสำหรับพวกเขา
WeChat ใช้คุย ใช้จ่ายเงิน ใช้ทำงาน
Douyin (TikTok เวอร์ชั่นจีน) ให้คอนเทนต์มหาศาลตรงจริต
Bilibili, IQIYI ให้ความบันเทิง
Baidu ใช้ค้นหาข้อมูล
มัน “ครบพอ” สำหรับชีวิตแล้ว อินเทอร์เน็ตสำหรับคนส่วนใหญ่
ไม่ใช่ “หน้าต่างสู่โลก” แต่มันคือ “เครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน”
ขอแค่ใช้งานได้ ชีวิตไม่ลำบาก ก็เพียงพอแล้ว มีความสุขกับ “กรงทอง” ที่สะดวกสบายและปลอดภัย
การหา VPN ที่ดีและเสถียรในจีนต้องใช้ความพยายามสูงและต้องจ่ายเงินเพิ่ม แม้การใช้ส่วนตัวจะดูเหมือนไม่โดนจับ แต่ความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ก็เป็นกำแพงทางจิตวิทยาที่ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ในเขตปลอดภัย (Comfort Zone) มากกว่าเสี่ยง(Risk Zone) แล้วเอาเข้าจริงๆ ส่วนตัว เข้าได้ แต่หลุดบ่อย ทั้งๆที่เสียเงิน
แน่นอน มันมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น คนทำงานต่างชาติ นักศึกษา หรือสายเทค คนพวกนี้ “มุด” ออกไปโลกข้างนอก แต่ไม่ได้มุดตลอดเวลา
VPN สำหรับพวกเขา ไม่ใช่อิสรภาพ แต่มันคือ “กุญแจห้องเก็บของ” ใช้ตอนจำเป็น เอาของเสร็จ ก็กลับเข้าระบบเดิม เพราะเพื่อน งาน และสังคมทั้งหมด ยังอยู่ใน ecosystem เดิม
เรื่องนี้เองที่คนข้างนอกมองข้าม เพราะ มันไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูล แต่มันคือ “เรื่องของคน” ต่อให้คุณเข้าถึงโลกภายนอกได้ แต่ถ้าเพื่อนคุณยังอยู่ข้างใน คุณก็ต้องกลับมาอยู่ดี นี่คือแรงของ “สังคม” ที่แรงกว่าความอยากรู้ (ตรงนี้แหละที่ผมพยายามมุดกลับออกไปหาเพื่อน)
สุดท้ายแล้ว เมื่อคอนเทนต์ในประเทศมีมากพอ จนดูทั้งชีวิตก็ไม่หมดเมื่อชีวิตจริงก็เหนื่อยพออยู่แล้ว กับการแข่งขันในแต่ละวัน แรงจูงใจที่จะ “ออกไปหาความจริงเพิ่ม” มันจึงค่อยๆ หายไป ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้
แต่เพราะเขา “ไม่จำเป็นต้องรู้”
กรงไม่ได้น่ากลัวเสมอไป ถ้ามันกว้างพอ สะดวกพอ และทำให้คุณใช้ชีวิตได้โดยไม่ลำบาก
บางครั้ง “กรงที่ดีที่สุด” คือกรงที่คุณไม่เคยรู้สึกอยากหนีออกไป
จอห์น ล็อค@sleeplesspom
เราคิดมาตลอดว่าคนจีนน่าจะมุด VPN กันเยอะแน่ เพราะโดนปิดกั้นข่าวสาร สรุปถามคนจีนมา เขาบอกคนมุด VPN จริงๆ น้อยมาก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องรู้ข่าวสารต่างประเทศ youtube จีนเองก็มี คอนเทนท์มหาศาล ซีรีส์นอนตั้ง โต่วอิน ไม่ต้องหาช่องทางด่ารัฐเพราะรัฐสร้างโครงสร้างที่ดีให้แล้ว ช็อกไปเลย
ไทย
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi

เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนเก่งในชีวิตการทำงานจริงๆ นะครับ น้องๆ เด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบเข้าสู่สังคมการทำงานอย่าหลงตัวติดกับดัก Prestige Trap
ระบบการศึกษาออกแบบมาเพื่อวัด academic performance ในสภาพแวดล้อมที่ controlled มากๆ...
- จำและสอบผ่าน..
- ทำตามเกณฑ์การให้คะแนนที่กำหนด
- compete แบบ individual
ส่งงานตรงเวลา deadline ชัดเจน..
- ตอบถูก..
- etc.,
เวลาทำงานจริงๆ..
- แก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัว..
- สร้าง framework ขึ้นมาเอง..
- บริหารจัดการความไม่แน่นอนโดยไม่มีกรอบเวลาชัดเจน
- collaborate และ navigate politics ภายในองค์กร..
- ถามคำถามที่ถูก..
.
.
ที่เคยเจอมาหลายๆ กรณีด้วยตัวเอง (ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ได้ยินคนอื่นๆ จากบริษัทอื่นๆ เล่าให้ฟังเช่นกัน)..
้เด็ก 4.0 ที่เข้าสู่สังคมการทำงาน (not all) บางทียังคงติดกับดัก optimization trap อยู่.. คือเล่นเกมที่เก่งในระบบที่มีกติกาตายตัว.. รู้ว่าอาจารย์ชอบอะไร.. exam pattern เป็นยังไง.. ต้องเขียน essay แบบไหนถึงได้ A..
แต่ในองค์กร... ถึงจะมี KPI อยู่ แต่ก็ไม่มีสูตรสำเร็จให้ทำตามแบบชัดเจน.. KPI บอกแค่ว่าต้องไปถึงไหน แต่ไม่มีใครมานั่งบอกว่าต้องเดินยังไง.. ต้อง prioritize อะไรก่อน หรือต้องทำอะไรกันแน่ถึงจะผ่าน
งานจริงคือการหาทางไปให้ถึง goal ที่บางทียังมองไม่เห็นชัดด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นทักษะคนละชุดกับการเดินตามแผนที่ที่มีอยู่แล้ว
ต่อให้ได้ B+ แต่ถ้าชอบ experiment, ลองผิดลองถูก, รู้จักล้มเลิกสิ่งที่ไม่ work... มักจะ navigate การทำงานในองค์กรได้ดี
.
.
และงานจริงมี human complexity สูงมาก.. เช่นการ negotiate กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่เห็นด้วยกับเรา.. การ managing up ดูแลความสัมพันธ์กับ boss.. การ read the room ในห้องประชุม.. การรับ feedback โดยไม่ defensive.. การแจ้งข่าวร้ายให้ลูกค้าโดยไม่เสียความสัมพันธ์..
EQ พวกนี้ไม่มีในหลักสูตร และ GPA ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับ EQ เลย.. ด็กที่ขึ้น dean's list ตลอด 4 ปีอาจไม่เคยเจอ conflict จริงๆ ในชีวิตเลยก็ได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหนังสือ
.
.
ยังมีเรื่อง Risk Tolerance กับการรับมือกับความล้มเหลวอีก.. เด็กเกียรตินิยมบางทีกลัวความล้มเหลวสุดๆ เพราะทั้งชีวิตถูก define ด้วย academic success.. พอเจองานแล้วต้อง take risks.. propose ideas ที่อาจโดน reject.. หรือล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ... จนเกร็งไปหมดเหมือนเป็นอัมพาตไปเลย
ในขณะที่คนที่เคยล้มเหลวในมหาลัย หรือมี non-linear path จะ chill กับความไม่แน่นอนกว่า.. เพราะเคยแพ้แล้วลุกขึ้นมาได้
.
.
ความต่างอีกอย่างคือมหาลัยวัด comprehension เป็นหลัก.. แต่ทำงานต้องการ execution ซึ่งต่างกันมาก
รู้ว่า project management framework คืออะไร ≠ ส่ง project ตรงเวลาจริงๆ ได้
เข้าใจ financial model ≠ เอา model นั้นไป pitch นักลงทุนแล้วปิด deal ได้
อ่าน case study เรื่อง leadership ≠ เป็น leader จริงๆ ที่คนอยากตาม
Gap ระหว่าง knowing กับ doing คือจุดที่เด็กเกียรตินิยมหลายคนสะดุดอยู่...
.
.
ไหนจะเรื่องเวลาอีก.. มหาลัยให้เวลาเป็น semester ในการเรียนเรื่องนึง แต่งานจริงบางทีให้เวลา 3 วันในการเข้าใจ industry ใหม่ทั้งหมดและ present ให้ C-suite ฟัง..
ความสามารถในการเรียนรู้เร็วภายใต้แรงกดดัน.. ในสถานการณ์ที่วุ่นวายไม่มีระเบียบ.. โดยไม่มีอาจารย์มาชี้นำ เป็นทักษะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
และบางทีเด็กที่ต้องทำงาน part-time ตลอด 4 ปีเพื่อหาเงินเรียนเองจนไม่ได้ 4.0 (not all.. เพราะบางคนก็ทำงานไปด้วยและยังได้ 4.0 ก็มี) มีทักษะพวกนี้มากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือทั้งวัน...
.
.
และเรื่อง Prestige Trap ที่ผมเกริ่นในตอนแรก.. หลายคนที่ได้จบจากทั้งมหาลัยระดับ Top U และยังได้เกียรตินิยม บางทีมี identity ที่ผูกพันกับชื่อเสียงมหาลัยมากเกินไป..
- จนรู้สึก entitled รู้สึกว่าตัวเองสมควรได้ดีโดยอัตโนมัติทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย
- ไม่อยากที่จะทำงานให้คนที่「ด้อยกว่า」ทางการศึกษา
- อาจ dismiss ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ของคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ
- บางคนคิดเยอะไป และ over-engineer ทุกอย่างเพราะถูก trained ให้คิดแบบ academic
คนที่ไม่มี pedigree มักจะขวนขวายกว่า.. ปรับตัวยืดหยุ่นในองค์กรกว่า.. และ savvy ด้านการเมืองในองค์กรกว่า
.
.
⚠️แต่เกียรตินิยมจากมหาลัยดังๆ ก็มีคุณค่าเช่นกันครับ..
- Baseline discipline อย่างน้อยก็มี signal ทำให้เรารู้ว่าคนนี้ทุ่มเทในตอนเรียน..
- Ceiling ของความสามารถทางวิชาการ มีประโยชน์ใน technical roles
- Network มหาลัยดังให้ alumni network ที่มีมูลค่าจริงๆ อยู่..
- ช่วยผ่าน HR screening ในบริษัทใหญ่
แต่มันก็คือ entry ticket ขั้นแรก.. ไม่ใช่ guarantee ความสำเร็จ...
สรุป..
เกียรตินิยมบอกว่าคนๆ นึง เล่นเกมระบบการศึกษาได้เก่ง.. งานจริงต้องการคนที่เล่นเกมที่ไม่มีกติกาชัดเจน, เปลี่ยนได้ตลอด, และมี human stakes สูง ได้เก่ง.. สองเกมนี้มี overlap บ้าง แต่ไม่ได้ overlap กันมาก.. เพราะฉะนั้นภูมิใจกับเกียรตินิยมได้ครับ แต่ก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่าเล่นเกมที่สองเป็นหรือยัง? มันไม่เหมือนกับตอนเรียนครับ อย่าสำคัญผิดไป
จากที่ผ่านมา.. คนที่ทำงานได้จริงในมุมมองผมไม่ได้พิสูจน์ตัวเองด้วย GPA.. แต่พิสูจน์ด้วยสิ่งที่ทำตอนที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัวให้เลือก
เคยมี quant ที่ืทำ model แล้ว overfit อย่างหนักช่วง out-of-sample.. drawdown ออกมาเกิน threshold ที่คุยกันไว้.. แทนที่จะรอให้ผมเห็นตัวเลขเอง เค้าก็โทรมาก่อนเลยเพื่ออธิบาย signal ที่พัง.. walk through ให้ดูว่า regime เปลี่ยนตรงไหน.. และมาพร้อม fallback position ที่ปรับ parameter ใหม่แล้ว.. ไม่รอให้ถูกถาม ไม่โยนให้ market conditions.. ซึ่ง GPA ของเค้าผมไม่เคยรู้เลย.. และก็ไม่ได้สำคัญ.. เพราะสิ่งที่ทำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเคยได้ 4.0 หรือเปล่า.. แต่ขึ้นอยู่กับว่าเค้าปฎิบัติตัวในการทำงานยังไง
และที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าเด็กเกียรตินิยมทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นะครับ.. หลายคนทำได้ดีมาก.. แต่ถ้าทำได้ มันก็ไม่ได้มาจากเกียรตินิยม.. มันมาจากสิ่งที่สะสมมาจากนอกห้องเรียน.. จากการเคยล้มเหลว เคยรับผิดชอบอะไรบางอย่างที่ไม่มีในตำรา เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร.. ระบบการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสอนสิ่งเหล่านี้.. GPA ก็ไม่ได้วัดมัน
ฮ.นกฮูก(สีส้ม)@skongki2000
ผมจะหาเงินให้ได้29,000บ.
ไทย
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
Tonkatsu retweetledi
























