Middy retweetledi

Storytelling ในนิยายมันเป็นศิลป์น่ะค่ะ พูดอีกอย่างคือ
- ถึงเรียนมามากก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ดี ต้องหัดใช้ และพยายามใช้ให้เข้ากับตัวเองด้วย วิธีที่คนอื่นใช้ได้ดี วิธีที่มีคนบอกว่าถูก ก็อาจจะไม่ถูกกับคุณ
- (ข้อยเห็นคนใช้วิธีที่ที่ว่ากันว่า "ผิด" แต่กลับเวิร์คมาเยอะแล้ว เพราะเขาแมเนจมันได้ด้วยสไตล์ของเขา)
- คนที่ใช้ดีที่สุดคือคนที่ทำให้เรามองไม่เห็นว่าเลยว่าใช้เทคนิคอะไร ต้องไปนั่งดูดีๆ อีกทีว่าทำได้ไงวะ แต่ตอนอ่านทีแรกคือถูกดูดเข้าไปเลย เห็นแต่เรื่อง
- อ่านเยอะๆ ก็ช่วย เพราะจะได้เห็นเยอะ แต่ควรทดลองใช้ด้วย เพราะจะรู้เองว่าเข้ามือไหม
- เอาตรงๆ โดยทั่วๆ ไปคนก็ไม่รู้ด้วยว่ามีสิ่งที่เรียกว่า storytelling อยู่ ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ทำงานนี้มา คนโดยทั่วๆ ไปจะมองเห็นแต่สำนวนสวย ภาษาสวย ซึ่งที่จริงเป็นเลเวลที่ค่อนข้างผิวเผิน
ว่ากันอีกทีคือถึงจะใช้ภาษางดงาม ถูกไวยากรณ์ทุกอย่าง ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะสนับสนุนการเล่าเรื่อง มันอาจจะไปขัดขวางการเล่าเรื่องด้วยซ้ำ เพราะในการเล่าเรื่องของนิยาย มันมีเรื่องจังหวะ (เพื่อนนักเขียนเรียกว่า tempo) ก็คือจังหวะการลงของคำ จังหวะการลงของเนื้อเรื่อง มันมีเรื่องอารมณ์ คือทำยังไงให้คนอ่านรับรู้อารมณ์นั้นไปด้วยกัน
แต่นี่ก็แปลว่าเราควรรู้มากจนกระทั่งสามารถใช้สิ่งที่ "ผิด" ได้ "ถูกที่" ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำผิดไปเรื่อยๆ แล้วบอกว่าไม่มีผิดมีถูก
- โดยทั่วๆ ไปคนไทยไม่ใช่ไม่สนใจความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง แต่คนไทยจะชอบเรื่องที่มีอารมณ์ค่อนข้างแรง แต่ไม่ดิ่งนาน (เป็นส่วนใหญ่ ก็มีคนชอบแบบอื่นๆ อยู่) คนไทยชอบอะไรที่ฉูดฉาดหน่อย ถ้าเรื่องฉูดฉาดพอ ตัวละครแรงๆ ก็สามารถอ่านเรื่องที่ซับซ้อนได้
อย่างไรก็ตาม การเขียนเรื่องทั้งฉูดฉาด ทั้งซับซ้อน ก็อาจจะทำให้คนเขียนเหนื่อยมาก นอกจากนั้นข้อยก็ไม่ได้คิดว่าความซับซ้อนดีหรือไม่ดี ข้อยคิดว่าถ้ามันถูกที่ ถูกกับตัวเรา มันก็ดีหมด ประมาณนี้แล
ไทย






















