ตำรวจ
59.2K posts

ตำรวจ
@speedboaat
เมนทัลเบรกแด้น

สีน้ำเงินที่โลกแทบไม่เคยเห็น! 🧊💎 วินาทีหาดูยากเมื่อธารน้ำแข็งถล่มลงมา เผยให้เห็น "ด้านล่างสีน้ำเงินเข้ม" ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ สีน้ำเงินลึกๆนี้เกิดจากการที่น้ำแข็งถูกบีบอัดอย่างหนักจนไร้ฟองอากาศมานานนับพันปี #ธารน้ำแข็ง #Glacier #มหัศจรรย์ธรรมชาติ

กลยุทธ์ "เงียบ" วิธีแก้ปัญหา แบบไม่เคยแก้ปัญหา ใน "รัฐล้มเหลว" ผมเคยไปอ่านวิธีคิดผู้นำแบบ Trump เขาใช้วิธีการกลบข่าวเสียๆของตัวเอง ด้วยการ Flood ข่าวใหม่ ให้คนลืมข่าวเก่าๆแย่ๆของเขา เขาเชื่อว่า "ข่าววันนี้ พรุ่งนี้คนก็ลืมแล้ว" เพราะเขาจะทำสิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอ เพื่อกลบข่าวเก่า วิธีการปล่อยเบลอ หรือรอให้เงียบๆซาๆไป แล้วก็เอาข่าวใหม่ กระแสใหม่มากลบ ถูกนำมาใช้เพื่อหวังผลปลายทางให้สร้างความคุ้นเคยกับผู้คนได้สำเร็จ จากการเห็นข้อมูลเยอะๆจนตั้งรับไม่ทัน และลืม focus กับปัญหาเดิม ทำให้ผู้รับสารเกิดภาวะ "สมองล้า" (Cognitive Overload) จากข้อมูลปริมาณมากที่เข้ามาปะทะ ทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยอมรับมันได้ง่ายขึ้น ตั้งรับกับปัญหาเหล่านั้นไม่ทัน สุดท้ายปัญหานั้นไม่ได้ถูกใส่ใจ และลืมมันไป ทำให้อยู่กับมันจนกลายเป็นความเคยชิน ประธานาธิบดี Trump ถูกวิเคราะห์ทางการข่าวว่า ที่เขาทรงอำนาจ "Muzzle velocity" เป็นคำศัพท์ที่ Steve Bannon ซึ่งเคยเป็นนักกลยุทธ์ของทรัมป์ พูดถึง ความหมายของมันคือ 'ความเร็วของกระสุนปืน ตอนถูกยิงออกจากปืน' ถ้าให้พูดในทางการข่าวก็คือ Trump เลือกปล่อยข่าวตัวเองทุกๆวันไปเรื่อยๆ สุดท้าย คนจะตำหนิด่าเขาในข่าวที่เลวร้ายไม่ทัน เพราะมันมีเรื่องใหม่ๆ มากลบ สุดท้ายคนก็ลืม เพราะเกิดสภาวะข้อมูลล้น (Cognitive Load) เป็นการเน้น Flood ข่าวด้วยความถี่สูงๆ จนทำให้คน Outfocus ในตัวเขา และไม่ได้มองว่าเขาเป็นปัญหามาก กระแสของเขาจึงไม่เป็นปัญหาจากข่าวฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้นรายวัน เพราะเดี๋ยวก็มีข่าวใหม่มากลบ ด้วยความเร็วแสง พอย้อนกลับมามองประเทศไทย ภาวะของการทำให้ถูกลืม โดยที่ไม่แก้ปัญหา ก็อาจจะเห็นได้ชัดว่า มันเกิดขึ้นจริง รัฐบาลไทย อาจจะใช้วิธีแบบนั้น เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่เคยแก้เลย แค่ทำให้ "เงียบซะ" รอว่าเมื่อไหร่คนจะลืม แล้วมันก็แค่จะผ่านไป เป็นเพียงวันปกติอีกวันที่ฟ้าสว่างสดใส แต่ปัญหายังคงอยู่ตลอดไป ผมไม่ได้พูดถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมพูดถึงทุกรัฐบาลที่ทำงานต่อเนื่องกันมา เขาก็คงใช้กลยุทธ์นี้กลบความเน่าของตัวเองไปวันๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นแหละครับ นี่คือประเทศไทย ภาวะรัฐล้มเหลว ที่มีปัญหามากแค่ไหน รัฐก็แค่นิ่งๆไว้ แล้วเพิกเฉยกับมันต่อไป เพราะการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย มันทำงานง่ายมาก ง่ายๆชุ่ยๆ สบายที่สุดแล้วจริงๆ ก็แค่รับเงินเดือนจากภาษี กินส่วนต่างใต้โต๊ะ ชีวิตสบายใจ ส่วนคนที่เผชิญปัญหาทุกวัน ก็คือ ประชาชนตาดำๆที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้ารับกรรม จากรัฐที่ไม่ปกป้องดูแลพวกเขาเลย #ตุ๊ดส์review ====== FACEBOOK POST : facebook.com/photo/?fbid=15… ====== ฝากช่องทางต่างๆของบอย ตุ๊ดส์review : facebook.com/tootsyreview/ x.com/tootsyreview @tootsyreview/" target="_blank" rel="nofollow noopener">threads.net/@tootsyreview/
instagram.com/tootsyreview/ @tootsyreview" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@tootsyreview @tootsy_review" target="_blank" rel="nofollow noopener">tiktok.com/@tootsy_review lemon8-app.com/tootsyreview
KEY MESSAGES: วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกกลับมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สำหรับกระแสข่าวที่ว่าบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เตรียมขยับราคาค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างประเทศจนทะลุหลักพันบาท แม้ประกาศดังกล่าวจะมีมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดการบังคับใช้จริงในเดือนมิถุนายนนี้ ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตึงเครียด ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสอีกครั้ง ข้อมูลที่แชร์กันอย่างกว้างขวางระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป AOT จะปรับอัตรา ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศใหม่เป็น 1,120 บาทต่อคน จากเดิมที่จัดเก็บในอัตรา 730 บาท การปรับขึ้นครั้งนี้มีผลเฉพาะผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ภูเก็ต และหาดใหญ่ ส่วนเส้นทางภายในประเทศยังคงตรึงราคาไว้ที่ 130 บาทเพื่อพยุงการท่องเที่ยวไทย ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ได้เคยชี้แจงยืนยันว่า ค่าบริการ PSC นี้ ไม่ใช่ภาษี และไม่ใช่รายได้เพื่อแสวงหากำไรส่วนเกิน แต่เป็นรายได้ที่นำไปใช้เฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสนามบินตามหลักเกณฑ์สากลของ ICAO โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปลงทุนในโครงการสำคัญ เช่น อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) และการนำระบบบริการอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้เพื่อยกระดับความรวดเร็วและความปลอดภัยให้ทัดเทียมมาตรฐานโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กระแสดราม่าครั้งนี้ทวีความรุนแรงกว่าปกติ คือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อย่าง วิกฤตราคาน้ำมันโลก จากชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงในปี 2569 นี้ ส่งผลให้ราคาต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสายการบินต่างๆ จำเป็นต้องปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ในตั๋วเครื่องบินไปก่อนหน้านี้แล้ว การที่ PSC มาขยับขึ้นซ้ำเติมอีกจึงกลายเป็น ‘เคราะห์ซ้ำกรรมซัด’ สำหรับผู้บริโภค เมื่อพิจารณาในมุมมองวิชาการ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เคยออกมาโพสต์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าการปรับขึ้น PSC ครั้งนี้สูงถึง 53% และเมื่อเทียบกับสนามบินระดับโลก พบว่าสุวรรณภูมิจะเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าสนามบินชั้นนำอย่าง อินชอน (เกาหลีใต้), ฮาเนดะ และนาริตะ (ญี่ปุ่น) ทั้งที่อันดับโลกของสนามบินไทยยังคงอยู่อันดับที่ 39 ซึ่งตามหลังสนามบินเหล่านี้อยู่มาก ดร.สามารถ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อจ่ายระดับโลก แล้วผู้โดยสารจะได้รับบริการระดับไหน เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกบวกเข้าไปในตั๋วเครื่องบินโดยตรง โดยเฉพาะเที่ยวบิน Low Cost ที่ราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท หากต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบ 400 บาท จะทำให้ราคาตั๋วแพงขึ้นทันที 7-10% ซึ่งอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวหันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าแทน นอกจากนี้ ดร.สามารถยังกังวลว่าวิกฤตราคาน้ำมันจากตะวันออกกลางจะกลายเป็นตัวเร่งให้การท่องเที่ยวไทยซบเซาลง หาก AOT ยังคงยืนยันที่จะปรับราคา แม้เงินที่ได้มาจะนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริง แต่หากไม่มีผู้โดยสารมาใช้งานเนื่องจากแบกรับค่าตั๋วไม่ไหว การลงทุนเหล่านั้นก็อาจไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ในส่วนของเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้งานส่วนใหญ่แสดงความกังวลและไม่พอใจ พร้อมตั้งคำถามถึงการพัฒนาบริการอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การลดคิวตรวจคนเข้าเมือง หรือการปรับปรุงห้องน้ำและพื้นที่พักคอยให้เพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้โดยสารต้องเผชิญมานานหลายปี บทสรุปของประเด็นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าขึ้นราคาเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ความคุ้มค่าและจังหวะเวลา การที่ประกาศนี้มีมานานแล้วไม่ได้หมายความว่าเสียงคัดค้านจะเบาลง หาก AOT ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของบริการที่ชัดเจนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมันที่แพงหูฉี่เช่นนี้ วันที่ 20 มิถุนายน 2569 อาจเป็นวันเริ่มต้นของบททดสอบครั้งใหญ่ของท่าอากาศยานไทย สุดท้ายแล้ว การปรับขึ้นราคาในจังหวะที่มีวิกฤตราคาน้ำมันโลกซ้อนเข้ามาแบบนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศของคุณมากน้อยเพียงใด? #TheStandardNews

แลนด์บริดจ์นี่บิดไปว่าเป็นด้านความมั่นคงแล้ว ต้องถามนะว่าเป็นความมั่นคงของประเทศไหน อีกอย่างแผนการสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ มีการสร้างการขนส่งทางบกใหม่ทั้งส่งสินค้าและพลังงานโดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านทะเลด้วยซ้ำ จีนไม่โง่และจีนไม่มาลงทุนให้ฟรีๆ ประเทศรอบๆ ที่เชื่อจีนเจ๊งกันไปเยอะแล้ว

ทำไมเราต้องเสียเงินให้กับคนในประเทศที่ไม่ได้จ่ายค่าที่พัก โรงแรมให้เราไปต่างประเทศด้วย



แผนภาพพื้นที่สำคัญทั้งหมด ที่ได้รับผลกระทบจาก #แลนด์บริดจ์ ประกอบด้วยชุมชน สัตว์น้ำ อุทยาน ป่าชายเลน แนวปะการัง และทรัพยากรทางทะเลอื่นๆ ที่กินวงกว้างในพื้นที่จังหวัดชุมพร-ระนอง ทั้ง 2 ฝั่ง

เราไม่รู้(รู้)หรอกค่ะ ว่าปีนึงการท่องเที่ยว ทำลายธรรมชาติขนาดไหน แต่เรารู้แน่ ๆ ว่าการเชื่อมสองฝั่งทะเล กับการถมอ่าวทำถ้าเรือ พังระบบนิเวศขนาดไหน เคยคุยกับอาจารย์คณะประมง มก เค้าพูดประมาณว่าอาจสูญเสียความหลากหลายธรรมชาติ ถึง 5000 species

แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าการท่องเที่ยวมันจะอนุรักษ์ธรรมชาติตรงนั้นได้มากกว่าการทำแลนบริดง่ะ

พิพัฒน์ยกเลิกร่วมคณะลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษา 90 วัน ย้ำไม่ได้ขุดคลองทำแยกประเทศ ชี้เป็นเรือธงหาเสียงตั้งแต่ปี 62 วันนี้ (5 พฤษภาคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการคลัง เป็นประธานศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ในวัน 8 พฤษภาคมนี้ ตนไม่ได้เดินทางลงพื้นที่ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วัน ตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน พิพัฒน์ระบุอีกว่า การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนน ระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้ เมื่อถามว่า จะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร พิพัฒน์กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง ที่จะได้สิทธิในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงมีการสงวนอาชีพให้กับผู้ที่เสียโอกาส กลุ่มประมงพื้นบ้าน พิพัฒน์ยังกล่าวด้วยว่า ไม่สามารถห้ามกรณีมีการชุมนุมปักหลักหน้าทําเนียบรัฐบาลได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัดว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร ทั้งนี้ขอให้รอผลการศึกษา ซึ่งไม่อยากพูดไป ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ส่วนกลุ่ม NGO ที่คัดค้าน พิพัฒน์กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต หรือคลองไทย อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำการศึกษาใหม่ว่าจะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนครั้งในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เชื่อว่าผู้ที่คัดค้านมีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขา ก็จะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้นการทำลายระบบนิเวศก็จะน้อยลง แต่เชื่อว่าจะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา เมื่อถามว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ พิพัฒน์ย้ำว่า อยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้ ส่วนที่เหตุใดการทำโครงการใหญ่นี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล พิพัฒน์ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิมที่ทำการหาเสียง และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา #TheStandardNews


คุณสามารถสร้างการมีส่วนร่วมผลักดันสังคมได้ครับ ร่วมลงชื่อ "หยุด Landbridge" stop-sec.com รายละเอียด : คนไทย แลกอะไรกับ “แลนด์บริดจ์” โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ชุมพร-ระนอง เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน เชื่อม 2 ท่าเรือด้วยโครงข่ายทางหลวงพิเศษ (Motorway) และรถไฟรางคู่ เพื่อลดเวลา/ต้นทุนขนส่งจากช่องแคบมะละกา ภายใต้กรอบระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) โดยใช้งบประมาณเฟสแรกเกือบ 1 ล้านล้านบาท คาดการณ์ว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งทางน้ำและการลงทุนของไทย โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง มีพื้นที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งทับซ้อนและใกล้เคียงกับ แหล่งเพาะพันธุ์ปูม้า-สัตว์น้ำ แหล่งหญ้าทะเล และป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ แลนด์บริดจ์ สร้างเสร็จ จะเกิดอะไรตามมา ? - พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ตั้งแต่อ่าวระนอง จนไปถึง หาดท้ายเหมือง พังงา แล้วก็หาดศรีน่าน เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ฉะนั้นเมื่อเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ สิ่งที่เขากำหนดไว้ในมรดกโลกทางธรรมชาติก็คือ ห้ามมีการก่อสร้างใดๆ โดยน้ำมือมนุษย์โดยเด็ดขาด ก็จะถูกยกเลิกเพิกถอนการเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ - การใช้ชีวิตในเรื่องการทำประมงของชุมชนน่าจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และคาดว่าไม่ได้เกิดแค่ในระยะ 5 กิโลเมตรตามที่โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่มีมากกว่านั้น เพราะประชาชนจะทำการประมงในพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ และต้องโยกย้ายไปทำประมงที่อื่นเท่ากับการไปแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป - ‘น้ำมันรั่ว’ พื้นที่ชายเลน คือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด น้ำมันรั่วไหล บนหาดทรายยังเก็บได้ แต่ถ้าไปรั่วไหลบนพื้นที่ที่มีสารอินทรีย์เยอะ ๆ ชายเลนหรือปากแม่น้ำระนอง น้ำมันกับสารอินทรีย์จะจับตัวกัน แล้วหายไปเลย เรามองไม่เห็น เก็บไม่ได้ อยู่ในระบบนิเวศ ถ้ารัฐสร้าง "แลนด์บริดจ์" ผลกระทบทางธรรมชาติ และทรัพยากรของประเทศจะตามมา พื้นที่กินวงกว้างครอบคลุมหลายจุดในจังหวัดระนอง และชุมพร อุทยานและป่าสงวนแห่งชาติ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ : 1) ป่าพรุใหญ่ ป่าเลนคลองริ่ว อ.หลังสวน ชุมพร 2) ป่าพะโต๊ะ ป่าปังหวาน และป่าปากทรง อ.หลังสวน ชุมพร 3) ป่าเลนคลองม่วงกลวง บ้านบางเบน-บ้านอ่วเคย ต.ม่วงกลวง 4) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน บ้านห้วยปลิง และบ้านช้างแหก ต.ราชกรูด ระนอง 5) ป่าคลองหินกอง และป่าม่วงกลวง บ้านคลองของ ต.ราชกรูด บ้านอ่าวเคย บ้านบางเบน ต.ม่วงกลวง ระนอง 6) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง และอุทยานแห่งชาติแหลมสน 7) แรมซาไซต์ อุทยานแห่งชาติ แหลมสน-ปากน้ำกระบุรี-ปากคลอง กะเปอร์ ต.ราชกรูด ต.ม่วงกลวง ระนอง 8 ) ป่าชายเลน พื้นที่เตรียมการมรดกโลก จ.ระนอง พื้นที่ทะเลและชายฝั่ง ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ : 1) ถมทะเล ชุมพร-ระนอง รวม 12,783 ไร่ 2) ขุดลอกร่องน้ำ รวมกว่า 270 ล้าน ลบ.ม. 3) แนวปะการังเกาะพิทักษ์ เกาะคราม ชุมพรและเกาะพยาม ระนอง 4) แหล่งหญ้าทะเล เกาะพยาม ระนอง 5) ป่าชายเลนตาม มติ ครม. 2543 ต.บางน้ำจืด ชุมพร และ ต.ราชกรูด ต.ม่วงกลวง ระนอง สำหรับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ก่อสร้างโครงการ แบ่งเป็น 1)ท่าเรือน้ำลึกระนอง บริเวณแหลมอ่าวอ่าง - อยู่ในพื้นที่ ต.ราชกรูด ต.เกาะพยาม อ.เมือง ต.ม่วงกลวง อ.กะเปอร์ - มีชุมชนรอบพื้นที่ตั้งโครงการรัศมี 5 กม. 6 ชุมชน - มีพื้นที่อนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติฯ 2 แห่ง - พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง 2 แห่ง - พื้นที่แรมซาร์ไซต์ พื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรีป่าสงวนแห่งชาติ แหล่งปะการัง แหล่งปะการังเทียม แหล่งหญ้าทะเล 2) ท่าเรือแหลมริ่ว ใกล้เกาะพิทักษ์ - เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัด - บริเวณ แหลมริ่ว มีปะการัง เป็นแหล่งขยายพันธุ์ปลา - พะโต๊ะ เป็นแหล่งต้นน้ำ กระทบต่อพื้นที่เกษตร แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และสัตว์ป่า #ตุ๊ดส์review


คนประเภทนี้ ทำเองไม่เป็น ละก็ไม่อยากจ้างคนที่ทำเปนให้ทำให้ ละก็ไม่คิดจะลองทำเองเพราะไม่ได้ให้คุนค่าความน่ารักรึความงามอะไรหรอก แค่อยากตามเทรนด์เฉย ๆ แบบ เขาใช้ชีวิตกันแค่เปลือกง่ะ ไม่ค่อยมีรสนิยมด้านศิลปะเพราะทุนนิยมกัดกิน ใช่ กุจั๊ดจิ้งคนใช้เอไอเจนงานอ้าตขนาดนี้แหละ







