Wizard of Momentum ❤️🌈☣️🔑🇹🇭

201 posts

Wizard of Momentum ❤️🌈☣️🔑🇹🇭 banner
Wizard of Momentum ❤️🌈☣️🔑🇹🇭

Wizard of Momentum ❤️🌈☣️🔑🇹🇭

@sunmoon7997

👨🏽‍🔧❤️ Stack sats.⚡️🥩

Katılım Aralık 2021
179 Takip Edilen11 Takipçiler
Wizard of Momentum ❤️🌈☣️🔑🇹🇭
@uumirinda กินอาหารที่มีโพแทสเซียม แม็กนีเซียมเพิ่มขึ้น ตากแดด15-20นาทีต่อวัน ก่อนนอนงด แสงสีฟ้า 1-2ชมก่อนเข้านอน
ไทย
0
0
0
73
Stang
Stang@StangtheG·
ด่าบิทคอยน์ไม่มีใครว่า ด่าลิซ่าไม่น่ารอด #ลิซ่า
Stang tweet media
ไทย
1
0
1
355
Wizard of Momentum ❤️🌈☣️🔑🇹🇭 retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
และอย่างเรื่อง Amortization interest.. ซึ่งหลายคนมีความเข้าใจผิดเรื่องดอกเบี้ยบ้าน ทำให้คนจำนวนมากตัดสินใจผิดพลาดได้ เพราะไม่รู้ว่า Amortization กับ Compound มันอยู่กันคนละจักรวาล.. ตัวอย่าง Amortization vs Compound.. เวลาเรากู้ซื้อบ้าน… สมมติ 6%.. ดอกเบี้ยมันไม่ได้แค่คิด 6% ตรงๆ ต่อปีแบบที่หลายคนคิดครับ ดอกเบี้ยบ้านแบบ Amortization คือต้นทุนที่เราจ่ายไปแบบนำหน้า โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่ดอกเบี้ยจะกินส่วนใหญ่ของค่างวด ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ.. กู้ 1 ล้านบาท / ดอกเบี้ย 6% / ผ่อน 30 ปี → จ่ายค่างวดเดือนละ ~5,995.91 → รวม 30 ปี = 2,158,381.89 บาท → ในนี้เป็นดอกเบี้ยถึง 1,158,381.89 บาท แปลว่า เราจ่ายดอกเบี้ย เท่ากับ 115% ของเงินต้น . . แล้วถ้าเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนแทน? ถ้าเราลงทุนแบบทบต้น (compound) ได้ CAGR 6% ต่อปี → ใน 30 ปี เงินจะโตเป็น 5,743,491.17 บาท (การคำนวณแตกต่างกันสิ้นเชิง.. (⚠️ นี่เป็นการสมมุติ CAGR 6% แบบเส้นตรง ซึ่งต่างจาก Amortization ทั้งวิธีคิดและธรรมชาติของผลตอบแทน และยังไม่รวมความผันผวนจริงของตลาด) ที่ต่างกันฟ้ากับเหว เพราะ… Amortization = Front-loaded Cost Compound = Back-loaded Growth . . และถ้าเราคิดในมุมกระแสเงินสดรายเดือนแทน.. สมมติเราลงทุนเดือนละ 5,995.91 (แทนการผ่อนบ้าน) → ถ้าได้ CAGR เฉลี่ย 6% ต่อปี → 30 ปีจะมีเงิน 5,687,445.92 → ลงทุนรวมเท่ากับยอดเงินที่จ่ายซื้อบ้านพอดี (~2.15 ล้านบาท) แม้แต่ถ้าเราลงทุนแบบ DCA (เช่นแบ่งเงิน 1 ล้านเป็นเดือนละ ~2,777.77 ตลอด 30 ปี) → ขอแค่ CAGR เฉลี่ย 4.85% ก็ให้ผลลัพธ์พอๆ กับภาระดอกเบี้ยบ้าน 6% แล้ว (ไม่ใช่ต้องได้ 6% แบบที่หลายคนคิด) . . หลายคนชอบบอกว่า…ถ้าเราลงทุนได้ 6% ก็เท่ากับดอกเบี้ยบ้าน 6% (เลยมองว่ายาก และคิดว่ามีความเสี่ยงสูง) นั่นคือยังไม่เข้าใจว่า.. • ดอกเบี้ยบ้าน = ค่าใช้จ่าย (จ่ายแน่ ไม่โต) • ดอกเบี้ยลงทุน = ผลตอบแทน (ยังไม่แน่ แต่มี upside) แต่ที่สำคัญคือ เวลา.. และการทำงานที่ต่างกันคนละทิศ.. → ดอกเบี้ยบ้าน.. เราเริ่มจ่ายหนักสุดตอนต้น (ดอกเบี้ยเต็มๆ) → ดอกเบี้ยทบต้น.. เราเริ่มได้ผลตอบแทนจริงๆ หนักสุดตอนท้าย (compound effect) . . ดอกเบี้ยคือราคาของเวลา.. แต่ดอกเบี้ยทบต้นคือรางวัลของคนที่ให้เวลาอยู่ข้างตัวเอง ไม่ใช่สวนทาง.. คนที่เข้าใจจังหวะเวลาในเกมการเงินจะรู้ว่า… ไม่ใช่ทุกการจ่าย = การเสียเปรียบ และไม่ใช่ทุกการลงทุน = การชนะ แต่การเลือกฝั่งของเวลาถูก จะเปลี่ยนผลลัพธ์ของชีวิตไปตลอด (ถ้าผิด ก็เปลี่ยนผลลัพธ์ได้เช่นกัน😅) . . เวลาคิด ควรคิดให้ลึกกว่าดอกเบี้ยบ้าน vs ดอกเบี้ยทบต้น เพราะจริงๆ แล้ว.. นี่คือเรื่องของ Time Value of Life มากกว่าแค่เงิน
JRT@JRTDesk

ถ้าคนทั่วไป ศึกษาทำความเข้าใจ 4 เรื่องต่อไปนี้ น่าจะช่วยให้มี financial literacy ที่ดีขึ้นจนตัดสินใจด้านการเงินได้ดีกว่าคนอื่นๆ 90%… 📖 ความเข้าใจเรื่อง Amortization vs Effective Interest 📖 หนี้ดี vs หนี้เลว 📖 Time Value of Money + ดอกเบี้ยทบต้น 📖 Liquidity & Optionality

ไทย
5
278
398
46.5K
Wizard of Momentum ❤️🌈☣️🔑🇹🇭
@NuiNuthanya2682 @zedelrix @joe_black317 สัญญาน โทรศัพท์ ไม่มีหรอครับ ทำไมไม่โทร หรือข้อความ อยากสอบถามเป็นความรู้ครับ ไม่แน่ใจว่า คอนกรีตมันหนาจน บังสัญญาณคลื่นโทรศัพท์
ไทย
0
0
1
342
Nui Nui
Nui Nui@NuiNuthanya2682·
@zedelrix @joe_black317 ขอให้ใช่ค่ะ ขอให้เขาฉลาดที่จะประหยัดแบต เพื่อรอคนมาช่วย อาจมีขวดน้ำอยู่ไกล้ อาจดื่มฉี่ตัวเอง คิดไปหมดทุกทางที่จะให้พวกเขารอด สาธุๆ
ไทย
1
0
1
2.7K
joe black
joe black@joe_black317·
ด่วน!!! กู้ภัยมูลนิธิเพชรเกษม พบแสงไฟมือถือ ด้านล่างซากตึก โซนB ลึกประมาณ 3 เมตร มีสัญญาณไฟปิด-เปิดตามคำสั่งจนท. ใช้เครื่องสแกนอินฟราเรด พบเป็นร่างกายมนุษย์ 2 ราย หวังให้เป็นผู้รอดชีวิต #ตึกถล่ม #ตึกสตงถล่ม
joe black tweet media
Bang Sue, Thailand 🇹🇭 ไทย
125
18.6K
10.4K
1.5M
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
เมื่อโลกส่งคืน "ใบ IOU" ของอเมริกา เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวยังไง เคยสงสัยไหมคะว่า… เงินดอลลาร์ที่ต่างชาติถืออยู่ คืออะไรกันแน่? ถ้ามองลึกลงไป มันไม่ใช่แค่ “กระดาษสีเขียว” หรือ “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” แต่จริง ๆ แล้ว มันคือ “คำสัญญาในอนาคต” คำสัญญาว่า วันหนึ่ง ชาวต่างชาติจะใช้เงินดอลลาร์เหล่านี้มาซื้อ “ของจริง” จากสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถยนต์ ข้าวโพด หรือชิป AI แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกความจริงตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คือ ต่างชาติยังไม่ได้กลับมาใช้เงินพวกนั้นซื้อของจริงมากนัก พวกเขาแค่สะสมไว้ ก็เหมือนเราให้ IOU หรือใบจองสิทธิ์ไว้ก่อน ทำไมต่างชาติจึงสะสมสินทรัพย์อเมริกันแทนการซื้อของ? ลองคิดแบบนี้ ถ้าคุณเป็นประเทศที่ผลิตเก่ง ส่งออกเก่ง เช่น จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น คุณได้ดอลลาร์กลับมาเต็มมือ แต่แทนที่จะเอาดอลลาร์เหล่านั้นไปซื้อของอเมริกัน คุณเลือกเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หุ้นบิ๊กเทค หรือสินทรัพย์การเงินอื่น ๆ ทำไมถึงทำแบบนั้น? ก็เพราะมันปลอดภัย เสถียร และให้ผลตอบแทน แต่ที่ลึกกว่านั้นคือ คุณกำลัง "เลื่อน" การบริโภคของจริงออกไปในอนาคต แล้วถ้าวันหนึ่ง ทุกคนพร้อมใจกัน “กลับมาใช้สิทธิ์” เหล่านั้นล่ะ? นี่คือจุดเริ่มต้นของคำถามใหญ่… ถ้าชาวโลกขายสินทรัพย์การเงินของอเมริกา และหันมาใช้เงินดอลลาร์ซื้อสินค้าจริงแทน อะไรจะเกิดขึ้น? คำตอบคือ อเมริกาจะต้องส่งออกมากขึ้น เพราะดุลการชำระเงิน (Balance of Payments) มีโครงสร้างที่สมดุลเสมอ ฝั่งหนึ่งเกิน อีกฝั่งต้องขาด ถ้าต่างชาติไม่ถือสินทรัพย์อเมริกา (ฝั่งทุนลดลง) ฝั่งการค้า (current account) ก็ต้องปรับตัวด้วยการ “เกินดุล” แทน ปี 1914 คือบทเรียนจากอดีตที่อเมริกายังเป็นแค่ตลาดเกิดใหม่ ขนาดยักษ์ และยังไม่ได้เป็นมหาอำนาจทางการเงิน เมื่อเกิดสงครามโลก นักลงทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะจากอังกฤษ) พากันขายสินทรัพย์ในอเมริกาอย่างรุนแรงเพื่อถอนเงินกลับไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การส่งออกของอเมริกาพุ่ง ภาคการผลิตเฟื่องฟู และเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนโฉมจากเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ แล้วทำไมตอนนี้อเมริกาไม่กลับไปแบบนั้นอีก? เพราะวันนี้อเมริกาใช้ “หนี้” แทนการส่งออกเพื่อรักษาเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา อเมริกามีการขาดดุลงบประมาณเฉลี่ย 6% ของ GDP ต่อปี เพื่อชดเชยการขาดดุลการค้าราว 3% ต่อปี กล่าวอีกแบบคือ เมื่อคนทั้งโลกไม่ซื้อของจากเรา…เราก็ต้องกู้เงินในประเทศมาซื้อของจากตัวเองแทน นี่ไม่ใช่โมเดลที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะแม้จะคงไว้ซึ่งการจ้างงาน แต่มันทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้วถ้าวันหนึ่งโลก "กลับมาใช้สิทธิ์" จริง ๆ ล่ะ? ถ้าต่างชาติเริ่มขายพันธบัตรหรือหุ้นอเมริกา แล้วเอาเงินดอลลาร์เหล่านั้นมาซื้อสินค้าและบริการจริง ๆ เช่น เครื่องบิน Boeing หรือระบบป้องกันภัยสหรัฐฯ สิ่งที่จะเกิดคือการส่งออกของอเมริกาเพิ่มขึ้น ภาคการผลิตกลับมาคึกคัก รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น รัฐบาลสามารถลดการกู้และประเทศมีโอกาสปรับโครงสร้างจาก "หนี้นำหน้า" กลับไปสู่ "การผลิตนำหน้า" อีกครั้ง ยุโรปคือบทเรียนว่าการลดหนี้โดยไม่เข้าใจระบบ มักจบไม่สวย ประเทศอย่างกรีซ อิตาลี หรือสเปน ที่พยายามลดหนี้ด้วยนโยบายรัดเข็มขัด โดยไม่สามารถลดค่าเงินของตัวเอง (เพราะติดยูโร) พบว่าเศรษฐกิจถดถอย ว่างงานสูง และประชาชนลำบาก นั่นเป็นเพราะพวกเขาลด "ผลลัพธ์" โดยไม่แตะ "ต้นเหตุ" คือ ความไม่สมดุลระหว่างการค้าและการลงทุนข้ามประเทศ จุดเปลี่ยนใหม่ของอเมริกาอาจเริ่มจากการ “โดนขาย” หากโลกขายสินทรัพย์อเมริกา นั่นไม่ใช่หายนะ แต่มันคือการเรียกเก็บหนี้จากอดีตที่คั่งค้าง และถ้าอเมริกาปรับตัวถูก มันอาจเป็นโอกาสในการฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพราะทุกดอลลาร์ที่ถูกใช้เพื่อซื้อสินค้าจริง คือโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ และลดหนี้ภาครัฐอย่างแท้จริง ถ้าเข้าใจกลไก เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง Michael McNair ผู้เขียนบทวิเคราะห์นี้ อธิบายว่า สิ่งที่คนมักมองข้ามคือ “กลไกสมดุล” ของระบบเศรษฐกิจโลก หากเราคิดว่าการเกินดุล/ขาดดุล คือเรื่องปกติที่ไม่ต้องแก้ เรากำลังหลงทาง แต่ถ้าเราเข้าใจว่า ทุกดอลลาร์ที่ต่างชาติถืออยู่ คือคำสัญญาว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมาเคาะประตูร้านเรา เราก็จะเตรียมพร้อมได้อย่างถูกจุด
ไทย
12
406
474
44.2K