Awanit

591 posts

Awanit banner
Awanit

Awanit

@up2win

Katılım Eylül 2013
274 Takip Edilen11 Takipçiler
Awanit retweetledi
Awanit retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ในที่สุดพี่หนุ่มก็ทำโปรเจกต์นี้สำเร็จ ... น้องๆ ลูกๆ หลานๆ ไปเติมความรู้เรื่องการเงินกันนะคะ
The Money Coach@moneycoach4thai

วัยรุ่นยุคใหม่ ต้องรู้จักบริหารเงิน! 💰💡 Money for Teen เรื่อง "เงิน" เรียนได้ตั้งแต่ "วัยรุ่น" 🧑‍🎓 หลักสูตรการเงินสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่จะทำให้เรื่องเงินเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย! หลักสูตร 8 Modules ที่อัดแน่นด้วยความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง: ✅ Module 1 : Money Mindset - ปรับมุมคิดเรื่องเงิน ✅ Module 2 : Money Spending - ใช้จ่ายอย่างมีสติ ✅ Module 3 : Money Budgeting - วางแผนงบประมาณส่วนตัว ✅ Module 4 : Money Earning - หารายได้ด้วยตนเอง ✅ Module 5 : Money Saving - เก็บออมอย่างฉลาด ✅ Module 6 : Money Investing - เริ่มต้นลงทุนง่ายๆ ตั้งแต่วัยเรียน ✅ Module 7 : Money Protection - รู้ทันภัยทางการเงิน ✅ Module 8 : Money Goals - ตั้งเป้าหมายชีวิต พิชิตเป้าหมายเงิน ออกแบบหลักสูตรโดย โค้ชหนุ่ม (The Money Coach) และสนับสนุนกิจกรรมโดย Sea Academy 📢 200 คนแรกที่เรียนครบทุก Modules และสอบผ่านได้รับใบ Certificate จะได้เข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวหลักสูตรเงินชั้นมัธยมศึกษา พร้อมกิจกรรมเล่นบอร์ดเกม Wishlist จัดสรรเงินเติมความฝัน! 🏆✨ 👉เรียนฟรีพร้อมดาวน์โหลด E-book ได้ที่ bit.ly/MONEYforTEENby… #MoneyForTeen #SeaAcademy #TheMoneyCoachTH #การเงินวัยรุ่น

ไทย
1
1.4K
1.8K
151.3K
Awanit retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
งานของ Pretcher ส่วนตัวชอบ 2 เล่มนี้ค่ะ
Galadriel tweet mediaGaladriel tweet media
MiddleFinger 💎@Psolemn

ส่วนตัวหันมาศึกษา Elliott Wave เพราะ Paul Tudor Jones เลย หลังจากอ่าน Market Wizards ของ Jack D. Schwager แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ไม่ใช่ การนับคลื่นให้แม่น เพชรใส่ใจกับการทดสอบว่ามันมี explanatory power แค่ไหนในฐานะ framework สำหรับอธิบาย crowd behavior และ market structure มากกว่า หลายคนรู้เพชร อ่านทั้ง Principle และ Neo เพื่อแยกให้ออกว่าอะไรคือ logic ที่ใช้ได้จริง อะไรคือ narrative hindsight และอะไรเป็นเพียง pattern recognition ที่คนทั่วไปชอบยัดความหมายให้ราคา สำหรับเพชร Elliott Wave ไม่ใช่ศาสตร์ทำนายอนาคต แต่เป็น probabilistic model ที่ช่วยจัดระเบียบความเป็นไปได้ของตลาด ภายใต้ assumption ว่าพฤติกรรมมนุษย์มักแกว่งระหว่าง greed and fear เป็นรอบ ๆ โดยสิ่งที่ใช้จริงมี 3 ส่วนหลัก - Trend positioning ใช้ประเมินว่าราคาน่าจะอยู่ช่วง expansion, correction หรือ terminal phase ของ trend เพื่อหาว่า asymmetric opportunity ว่าอยู่ฝั่งไหน - Invalidation logic Wave count ที่ดีต้องมีจุดผิดชัดเจน ถ้าราคาทะลุ level บางจุด แปลว่า thesis เดิม invalid ทันที ทำให้ตั้ง stop loss ได้อย่างมีเหตุผล ร่วมกับ macro ไม่อิงอารมณ์ - Exhaustion/ Reversal setup ดูภาวะ buyers หรือ sellers เริ่มอ่อนแรง เช่น momentum แผ่ว, volume divergence, liquidity sweep หรือ leveraged positioning เยอะๆ เพื่อเตรียมหาจังหวะ reversal แบบที่ PTJ ใช้ Elliott Wave สำหรับเพชรมันไม่ใช่เครื่องมือ standalone แต่มันเป็น decision framework ที่ต้อง cross-check กับ volume, derivatives positioning, liquidity structure, macro regime และ valuation เสมอๆ ข้อดีของมันคือเป็น meta-framework ที่เชื่อมหลายแนวคิดเข้าด้วยกัน เช่น chart/candlestick patterns, fibonacci, (Richard D.) Wyckoff logic เรื่อง accumulation/distribution และ Charles Dow เรื่อง trend hierarchy และไม่ว่า technical เรื่องอะไร(หรือแม้ models ใดๆ) เราต้องรู้ข้อจำกัดด้วย Elliott wave - มี degree of subjectivity สูง ออกไปทาง Art เลย คือ practitioners สองคนสามารถนับคนละแบบและยังดูสมเหตุสมผลทั้งคู่ได้ เช่น คนนึงนับ wxy กับอีกคน 1-5 labels ซึ่งอยู่ใน channel ขาลงเหมือนกัน - กว่าจะเฉลยต้องรอจบ degree และใช้ย้อนหลังมักดูแม่นกว่าตอน real-time คือในตลาด reflexive สูงอย่างคริปโต จะเกิด truncation(ราคาลงหรือขึ้นไม่แรง มักเป็นขาสุดท้าย มี absorption), extension(fomo/panic หนัก เกิด cascade), failed pattern บ่อยๆ ต้องไม่ลืมว่าหนังสือ Principle ของ Robert Prechter โฟกัสในตลาดหุ้นเมกากับ Stock indices เป็นหลัก ของ Glenn Neely ที่เอาไปปรับก็เน้น S&P500 แต่มี futures/forex ที่เริ่ม liquidity สูงเข้ามาละ เริ่มมีเรื่องเวลาเข้ามา แต่ทั้ง 2 เล่มก็ยังไม่เจอตลาดคริปโตที่ cycle สั้นและ 24/7 เพราะฉะนั้น ถ้าเราใช้ Elliott Wave แบบ dogmatic จะอันตรายโคตรๆ ซึ่งเพชรเห็นมือใหม่หลายคนเป็น เราควรใช้มันเป็น framework สำหรับ risk management และ scenario analysis จะมีประโยชน์กว่ามาก สุดท้าย technical analysis มีหน้าที่หลักคือ timing เท่านั้น ไม่ใช่แทนความเข้าใจโลกจริง ต่อให้เชื่อว่า price discounts everything ก็ยังต้องเข้าใจ earnings, flows, macro liquidity, policy cycle, sector rotation, narrative regime และ relative valuation อยู่ดี ไม่เช่นนั้นก็แค่ตีความกราฟโดยไม่เข้าใจสิ่งที่ขับเคลื่อนกราฟอะไรเลย นี่คือเหตุผลที่ทำ The Trading Lab ขึ้นมา เพราะเทรดเดอร์ที่อยู่รอดระยะยาว ควรคิดแบบนักวิเคราะห์มากกว่านักทำนายราคา ลองฟัง(หรืออ่าน articles ของ) PTJ หรือ market wizards ท่านอื่นๆดู

ไทย
0
10
29
4.9K
Awanit retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
วันนี่รู้สึกใจหาย เพื่อนร่วมงานถูกไล่ออกเพราะใช้ Claude ทำงาน 😭
ไทย
50
7.9K
5.9K
3.5M
Awanit
Awanit@up2win·
@Petae_Lynch Vi ท่านใดที่เคยเชียร์ตัวนี้นี่ของแทร่จริงๆ555 ทำกันเป็นกระบวนการด้วยครับ
ไทย
0
2
1
6.1K
Petæ Lynch
Petæ Lynch@Petae_Lynch·
เชื่อหรือไม่ หุ้นตัวนี้โบรกเกอร์เคยให้ราคาเป้าหมาย 50 บาท
Petæ Lynch tweet media
THE STANDARD WEALTH@Standard_Wealth

WSOL หรือชื่อเดิมคือหุ้น SABUY ยื่นขอฟื้นฟูกิจการ พร้อมตั้ง อีวายฯ เป็นที่ปรึกษาการเงิน WSOL ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ แต่งตั้ง บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ บริษัท วีระวงศ์ ชินวัตร และพาร์ทเนอร์ส จำกัด เป็นที่ปรึกษากฎหมาย ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL ครั้งที่ 4/2559 ในวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้บริษัทแก้ไขปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นโดยการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล โดยให้บริษัทเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ และได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเผยแพร่ต่อไป ทั้งนี้ WSOL เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยชื่อเดิมคือ บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY ก่อนจะเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทและชื่อย่อหุ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ปัจจุบัน WSOL ยังมีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน ตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์ฯ จากการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการครั้งนี้ WSOL มุ่งหวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยแต่งตั้ง บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ บริษัท วีระวงศ์ ชินวัตร และพาร์ทเนอร์ส จำกัด เป็นที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อสนับสนุนบริษัทในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการที่สอดคล้องกับแผนธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทรวมถึงเป็นธรรมกับบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผู้ผู้ถือหุ้นใหม่ได้เข้ามาบริหาร WSOL ได้ปรับโครงสร้างองค์กร มุ่งเน้นการคัดกรองคุณภาพรายได้ ลดความซ้ำซ้อนของธุรกิจ และปรับลดกิจการที่มีต้นทุนสูงแต่ไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดหรือผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้ส่วนธุรกิจที่คงอยู่สามารถทำกำไรและสร้างกระแสเงินสดได้จริง ส่งผลให้โครงสร้างธุรกิจของบริษัทมีความกระชับ ลดภาระค่าใช้จ่ายคงที่ ลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยรวม ซึ่งเป็นการปรับฐานที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขปัญหาของกิจการในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางคือ ภาระทางการเงินที่เกิดก่อนที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่เข้ามาบริหาร ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงไม่สามารถดำเนินธุรกิจให้เป็นไปได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมจากสภาวการณ์ความไม่สงบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้เกิดการชะลอหรือยกเลิกการเข้าลงทุนและการทำธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่บริษัทต้องการจำหน่ายเพื่อเป็นกระแสเงินสดสำหรับชำระหนี้และดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้ แม้ว่าในช่วงเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารชุดใหม่จะปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายลงจนทำให้กำไรจากการดำเนินงาน ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของกลุ่มบริษัทกลับมาเป็นบวกกว่า 214 ล้านบาท ในปี 2568 เปรียบเทียบกับผลขาดทุนจำนวน 237 ล้านบาท ในปี 2567 การจะทำให้ WSOL ให้กลับมามีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทจำเป็นต้องดำเนินมาตรการตรงจุดมากขึ้น โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่ายเป็นที่ตั้ง ทั้งผู้ถือหุ้นกู้ เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น คู่ค้า และพนักงาน ทั้งนี้ ระหว่างที่บริษัทอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ WSOL และบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจ ได้แก่ PTECH (Plus Tech Innovation Public Company Limited), Prompt Speed, Prompt Solutions และ Love Prompt ยังคงให้บริการแก่ผู้ใช้งาน (Unique Users) กว่า 6 ล้านราย ผ่านจุดบริการกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการนี้ การฟื้นฟูกิจการเป็นกระบวนการปรับโครงสร้างภายใต้การกำกับดูแลของศาล เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย และช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ นับเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและยังประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย ภาพ: FabrikaSimf / Shutterstock #TheStandardWealth

ไทย
2
17
8
6.7K
Awanit
Awanit@up2win·
แค่จะพูดถึงต้นต่อของปัญหาจริงๆยังไม่ได้เลย จะเอาอะไรมาเจริญ
ไทย
0
0
1
7
Awanit retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
(1/2)🤔 อืม.. ที่ผมจะพิมพ์อาจจะไม่เป๊ะนะครับ ไม่ได้ติดตามหุ้นไทยอยู่แล้ว.. แต่อ่านจากที่ลงทุนแมนเขียน… ถ้ามองหลายๆ มุม.. มุมแรก… Debt Covenant.. CPALL มีหนี้ interest-bearing 210,000 ล้าน.. EBITDA consolidated ปัจจุบันรวม CPAXT น่าจะอยู่แถว 35,000-40,000 ล้าน?? ตัวเลขนี้เป็นการประมาณจาก public filings นะครับ ไม่ใช่ตัวเลขจริงหลัง deal Net Debt / EBITDA แถวๆ 5-6x? ซึ่งตึงอยู่แล้ว… ถ้า CPAXT หลุดออกจาก consolidated group… EBITDA ของ CPALL เดี่ยวๆ เหลือแค่ 7/11 น่าจะเหลือแถว 15,000~18,000 ล้าน… ratio พุ่งขึ้นไปแถว 12x?? covenant threshold ทั่วไปสำหรับ investment grade bond อยู่ที่ 5-6x… เรื่อง breach ไม่น่าจะหลีกเลี่ยงได้… แต่ที่ควรมองคือ cross-default provisions… ถ้า covenant breach จุดเดียว มันอาจ trigger ให้หนี้ทุกก้อนถูก call คืนพร้อมกันทันที… ไม่ใช่แค่ก้อนที่ breach… และ CPALL ไม่ได้กู้แค่ bank loan… มีหุ้นกู้ที่ขายให้ retail investors ชาวไทยด้วย… แปลว่าคนที่เสียหายไม่ใช่แค่ equity minority shareholders… แต่รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ถือหุ้นกู้ CPALL อยู่ด้วย… CP ไม่ได้ค้ำประกันหนี้ก้อนนี้… มันอยู่ในชื่อ CPALL ล้วนๆ… แน่นอนว่า banks มักให้ waiver หรือ amend covenant ได้ใน strategic deals แบบนี้… และส่วนใหญ่ก็ให้จริงๆ… แต่ waiver ไม่ใช่ฟรี… CPALL ต้องไป negotiate ใหม่จากจุดอ่อน… แปลว่า fees แพงขึ้น… margin ที่ต้องรักษาเข้มขึ้น… หรือ covenants ที่จำกัด flexibility ในอนาคตมากขึ้น… ทางไหนก็เสียเปรียบ minority ทั้งนั้น… . . มุม 2.. สิ่งที่ทำให้ Ant ประสบความสำเร็จคือ raw transaction data จาก Alipay โดยตรง… ผลคือ Ant มี loan delinquency แค่ 1-2%… MYbank ซึ่งเป็น affiliate มี bad-debt ratio 1.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยธนาคารพาณิชย์จีนที่เกือบ 2%… ทั้งที่ปล่อยกู้ให้คนที่ธนาคารแบบเดิมไม่แตะ… หลังจีน crackdown ปี 2020 Ant Group โดน regulators จีนบีบหนักมาก IPO ถูกระงับ… ธุรกิจสินเชื่อถูกบังคับ restructure… Jack Ma หายหน้าไปนาน… ไทยไม่ใช่แค่ตลาดใหม่ของ Ant… มันเป็น international expansion ที่สำคัญในช่วงนี้… ยิ่งทำให้ CPAXT data มีคุณค่ามากขึ้นอีกหลายเท่า… Lotus + Makro คือ Alipay version ไทยในสายตา Ant… purchase frequency, basket composition, spending seasonality ของลูกค้าหลายสิบล้านคนทุกวัน… เป็น raw transaction data ที่ Ant ต้องการ replicate playbook เดิมในตลาดไทย… CPAXT เลยไม่ใช่แค่ retail business ที่มีมูลค่า 163,000 ล้าน… มันเป็น data infrastructure ที่จะผลักดัน credit engine ของ Virtual Bank . . มุม 3.. เรื่อง Counter Service กับ Regulatory Moat.. ตอนนี้ Counter Service เป็น banking agent ให้ธนาคารแทบทุกแห่งในไทย.. แต่ถ้า Counter Service ไปอยู่ใต้ ACM Holding ที่เป็น Virtual Bank ภายใต้การกำกับของ ธปท.. ซึ่งสามารถบังคับ conflict of interest rules ของธนาคาร… Counter Service อาจถูกบังคับให้ลด หรือเลิก.. ให้บริการเป็น agent ของธนาคารคู่แข่ง… CP สามารถใช้ regulation ของ ธปท. มาตัดขาคู่แข่งโดยไม่ต้องแข่งขันเองสักบาท… รายได้จาก banking agent fees ของธนาคารอื่นๆ ของ CPALL จะหายไปพร้อมกัน… . . มุม 4.. 7/11 กับ Makro อยู่ใน consolidated group เดียวกัน… shelf fees, supply agreements, logistics costs เป็นแค่ intercompany transactions… แต่หลัง deal.. ทุก contract ระหว่าง 7/11, Makro, Lotus กลายเป็น transaction ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ที่ CP นั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะเจรจาแต่เป็นคนกำหนดราคาทั้ง 2 ฝั่งพร้อมกัน… CP ต้องการ margin ไปอยู่ฝั่ง ACM Holding… ก็แค่ set shelf fees ของ Makro/Lotus ให้แพงขึ้นนิดเดียว… หรือ logistics rates สูงขึ้นนิดเดียว… ทุกวัน ทุกปี ไม่มีวันหยุด… deal วันที่ 29 พ.ค. รายย่อยยังมีสิทธิ์ vote ได้ครั้งนึง… แต่ transfer pricing ที่เกิดขึ้นทุกวันหลังจากนั้น… ไม่มีวาระประชุม.. ไม่มี vote.. ไม่มีใครขออนุญาต… รายย่อยทำได้แค่นั่งดูมูลค่าถูกดูดออกทีละนิด ทีละนิด.. ทุกปี 🥺😅 . .
ลงทุนแมน@longtunman

สรุปข่าวใหญ่ ซีพี โยก 3 บริษัทออกจาก CPALL กรรมการอิสระไม่เห็นด้วย /โดย ลงทุนแมน ข่าวใหญ่วงการตลาดทุนวันนี้ ซีพีจะโยก 3 บริษัทสำคัญ จาก CPALL ไปรวมกับธุรกิจ Virtual Bank ที่เป็นของเครือซีพีอีกบริษัทหนึ่ง การโยกย้ายในครั้งนี้ เป็นครั้งสำคัญที่เราได้เห็นการทำหน้าที่ของกรรมการอิสระของ CPALL โดยกรรมการอิสระมีมติไม่เห็นด้วย แต่เมื่อมองเข้าไปลึก ๆ ลงทุนแมนกลับมองเห็นว่า ดีลนี้มีอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องโยกธุรกิจไป Virtual Bank เพราะมีกิจการระดับแสนล้านบาทกำลังถูกเสนอให้โยกออกจาก CPALL เรื่องนี้ทำไมลงทุนแมนคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากของตลาดทุนไทย และเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง.. longtunman.com/67846

ไทย
3
384
462
83.5K
Awanit retweetledi
Silicon Carne
Silicon Carne@siliconcarnesf·
Tesla vient d'allumer à Corpus Christi (çà ne s'invente pas...) la première raffinerie majeure de lithium des États-Unis, et ce qui me frappe n'est pas le made in USA. C'est que Musk a balancé l'approche standard à la poubelle pour repenser entièrement le procédé from scratch. La raffinerie tourne sans acide sulfurique. Six étapes au lieu de huit à douze, un million de véhicules électriques par an en capacité nominale, 50 GWh à terme. Pas de sulfate de sodium toxique à gérer derrière, juste un résidu minéral quasi inerte qu'ils appellent analcime. Sur le papier ça sent le storytelling, sauf que l'usine tourne vraiment depuis janvier et que l'investissement a dépassé le milliard de dollars. C'est la réponse industrielle à quinze ans de dépendance chinoise sur le raffinage. La Chine contrôle la majorité du lithium raffiné mondial, pas parce qu'elle a les gisements, mais parce qu'elle a absorbé les externalités environnementales qu'aucune boîte occidentale ne voulait assumer. Tesla prouve qu'on peut contourner le problème au lieu de le subventionner.
Elon Musk@elonmusk

Tesla engineering redesigned lithium refining from physics first principles

Français
388
1.9K
8.3K
1.8M
Awanit retweetledi
ฮ.นกฮูก(สีส้ม)
ชีวิตคู่มึงต้องแชร์กันได้แต่... ห้ามเสียตัวตนเด็ดขาด
ไทย
8
339
901
73.5K
Awanit
Awanit@up2win·
@theMiu119 @TarotYouuuu สงกรานต์ปีนี้กูก็ไม่เปียกนะ แต่คงไม่ทำตัวโง่แบบในคลิป มึงยังขอรีวิวข้าวสารอยู่เลย55
ไทย
2
0
0
499
theMiu119🍒
theMiu119🍒@theMiu119·
@up2win @TarotYouuuu มึงจะทำไม่ทำอันนั้นก็เรื่องของมึงค่ะ แต่พ้อยที่กุด่ามึงคือมึงเมนชั่นความคิดโง่ ๆ ของมึงแบบนั้น คนเค้าทำมาหาแดก คนไทยมีเป็นล้านเค้าต้องอยากเปียกกันทุกคนมั้งคะ
ไทย
1
0
4
445
Maximums
Maximums@AunsiriAutis·
@up2win @TarotYouuuu มึงมากับกูดีกว่า มึงก็ปากดี
ไทย
1
0
3
1.5K
Awanit
Awanit@up2win·
@theMiu119 @TarotYouuuu ทำประชามติยกเลิกทุกเทศกาลดีไหม กูก็ไม่อินซักเทศกาล รำคาญ
ไทย
1
0
1
1.6K
theMiu119🍒
theMiu119🍒@theMiu119·
@up2win @TarotYouuuu โง่ก็แค่เงียบ เทศกาลเขาไม่ได้จอยทุกคนอีบ้า
ไทย
1
0
4
1.9K
Awanit
Awanit@up2win·
@ilovemymeovv @TarotYouuuu ก็ไม่ได้ให้หยุดคับพี่ พี่ก็เตรียมใจว่ามันมีโอกาสเปียกอยู่แล้ว ไม่ก็ใส่เสื้อกันฝนหรือเขียนหน้าผากไว้เลยว่าผมไม่เล่น ไม่ใช่อารมณ์ร้อนอ้อนตีนแบบนี้ พี่ก็อาจจะโดนตีนได้ไงครับพี่
ไทย
2
0
0
1.1K
BeYour
BeYour@ilovemymeovv·
@up2win @TarotYouuuu ไอสัสคนเขาทำงาน เขาอยากได้ตัง จะให้เขาหยุดทำไงได้ไงวะ
ไทย
2
0
0
1.2K
Awanit
Awanit@up2win·
@NathPhl73406 @TarotYouuuu ถ้ามึงเรียนจบมัธยม น่าจะรู้จัก “ความน่าจะเป็น”(probability) นะ ยังเรียนไม่จบหรือไม่ตั้งใจเรียน
ไทย
1
0
0
1.7K
ณัฐพล สุขเมือง
@up2win @TarotYouuuu ถ้าเทศกาลคนทำงานต้องหยุดมึงให้การไหฟ้าหยุดด้วยไหมล่ะ หมอพยาบาลหยุดด้วยไหมล่ะ ถ้าคนฉลาดเขาจะเห็นว่าใครใส่ชุดทำงานก็จะไม่สาด
ไทย
2
0
9
1.9K
Awanit retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนเก่งในชีวิตการทำงานจริงๆ นะครับ น้องๆ เด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบเข้าสู่สังคมการทำงานอย่าหลงตัวติดกับดัก Prestige Trap ระบบการศึกษาออกแบบมาเพื่อวัด academic performance ในสภาพแวดล้อมที่ controlled มากๆ... - จำและสอบผ่าน.. - ทำตามเกณฑ์การให้คะแนนที่กำหนด - compete แบบ individual ส่งงานตรงเวลา deadline ชัดเจน.. - ตอบถูก.. - etc., เวลาทำงานจริงๆ.. - แก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัว.. - สร้าง framework ขึ้นมาเอง.. - บริหารจัดการความไม่แน่นอนโดยไม่มีกรอบเวลาชัดเจน - collaborate และ navigate politics ภายในองค์กร.. - ถามคำถามที่ถูก.. . . ที่เคยเจอมาหลายๆ กรณีด้วยตัวเอง (ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ได้ยินคนอื่นๆ จากบริษัทอื่นๆ เล่าให้ฟังเช่นกัน).. ้เด็ก 4.0 ที่เข้าสู่สังคมการทำงาน (not all) บางทียังคงติดกับดัก optimization trap อยู่.. คือเล่นเกมที่เก่งในระบบที่มีกติกาตายตัว.. รู้ว่าอาจารย์ชอบอะไร.. exam pattern เป็นยังไง.. ต้องเขียน essay แบบไหนถึงได้ A.. แต่ในองค์กร... ถึงจะมี KPI อยู่ แต่ก็ไม่มีสูตรสำเร็จให้ทำตามแบบชัดเจน.. KPI บอกแค่ว่าต้องไปถึงไหน แต่ไม่มีใครมานั่งบอกว่าต้องเดินยังไง.. ต้อง prioritize อะไรก่อน หรือต้องทำอะไรกันแน่ถึงจะผ่าน งานจริงคือการหาทางไปให้ถึง goal ที่บางทียังมองไม่เห็นชัดด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นทักษะคนละชุดกับการเดินตามแผนที่ที่มีอยู่แล้ว ต่อให้ได้ B+ แต่ถ้าชอบ experiment, ลองผิดลองถูก, รู้จักล้มเลิกสิ่งที่ไม่ work... มักจะ navigate การทำงานในองค์กรได้ดี . . และงานจริงมี human complexity สูงมาก.. เช่นการ negotiate กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่เห็นด้วยกับเรา.. การ managing up ดูแลความสัมพันธ์กับ boss.. การ read the room ในห้องประชุม.. การรับ feedback โดยไม่ defensive.. การแจ้งข่าวร้ายให้ลูกค้าโดยไม่เสียความสัมพันธ์.. EQ พวกนี้ไม่มีในหลักสูตร และ GPA ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับ EQ เลย.. ด็กที่ขึ้น dean's list ตลอด 4 ปีอาจไม่เคยเจอ conflict จริงๆ ในชีวิตเลยก็ได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหนังสือ . . ยังมีเรื่อง Risk Tolerance กับการรับมือกับความล้มเหลวอีก.. เด็กเกียรตินิยมบางทีกลัวความล้มเหลวสุดๆ เพราะทั้งชีวิตถูก define ด้วย academic success.. พอเจองานแล้วต้อง take risks.. propose ideas ที่อาจโดน reject.. หรือล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ... จนเกร็งไปหมดเหมือนเป็นอัมพาตไปเลย ในขณะที่คนที่เคยล้มเหลวในมหาลัย หรือมี non-linear path จะ chill กับความไม่แน่นอนกว่า.. เพราะเคยแพ้แล้วลุกขึ้นมาได้ . . ความต่างอีกอย่างคือมหาลัยวัด comprehension เป็นหลัก.. แต่ทำงานต้องการ execution ซึ่งต่างกันมาก รู้ว่า project management framework คืออะไร ≠ ส่ง project ตรงเวลาจริงๆ ได้ เข้าใจ financial model ≠ เอา model นั้นไป pitch นักลงทุนแล้วปิด deal ได้ อ่าน case study เรื่อง leadership ≠ เป็น leader จริงๆ ที่คนอยากตาม Gap ระหว่าง knowing กับ doing คือจุดที่เด็กเกียรตินิยมหลายคนสะดุดอยู่... . . ไหนจะเรื่องเวลาอีก.. มหาลัยให้เวลาเป็น semester ในการเรียนเรื่องนึง แต่งานจริงบางทีให้เวลา 3 วันในการเข้าใจ industry ใหม่ทั้งหมดและ present ให้ C-suite ฟัง.. ความสามารถในการเรียนรู้เร็วภายใต้แรงกดดัน.. ในสถานการณ์ที่วุ่นวายไม่มีระเบียบ.. โดยไม่มีอาจารย์มาชี้นำ เป็นทักษะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และบางทีเด็กที่ต้องทำงาน part-time ตลอด 4 ปีเพื่อหาเงินเรียนเองจนไม่ได้ 4.0 (not all.. เพราะบางคนก็ทำงานไปด้วยและยังได้ 4.0 ก็มี) มีทักษะพวกนี้มากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือทั้งวัน... . . และเรื่อง Prestige Trap ที่ผมเกริ่นในตอนแรก.. หลายคนที่ได้จบจากทั้งมหาลัยระดับ Top U และยังได้เกียรตินิยม บางทีมี identity ที่ผูกพันกับชื่อเสียงมหาลัยมากเกินไป.. - จนรู้สึก entitled รู้สึกว่าตัวเองสมควรได้ดีโดยอัตโนมัติทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย - ไม่อยากที่จะทำงานให้คนที่「ด้อยกว่า」ทางการศึกษา - อาจ dismiss ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ของคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ - บางคนคิดเยอะไป และ over-engineer ทุกอย่างเพราะถูก trained ให้คิดแบบ academic คนที่ไม่มี pedigree มักจะขวนขวายกว่า.. ปรับตัวยืดหยุ่นในองค์กรกว่า.. และ savvy ด้านการเมืองในองค์กรกว่า . . ⚠️แต่เกียรตินิยมจากมหาลัยดังๆ ก็มีคุณค่าเช่นกันครับ.. - Baseline discipline อย่างน้อยก็มี signal ทำให้เรารู้ว่าคนนี้ทุ่มเทในตอนเรียน.. - Ceiling ของความสามารถทางวิชาการ มีประโยชน์ใน technical roles - Network มหาลัยดังให้ alumni network ที่มีมูลค่าจริงๆ อยู่.. - ช่วยผ่าน HR screening ในบริษัทใหญ่ แต่มันก็คือ entry ticket ขั้นแรก.. ไม่ใช่ guarantee ความสำเร็จ... สรุป.. เกียรตินิยมบอกว่าคนๆ นึง เล่นเกมระบบการศึกษาได้เก่ง.. งานจริงต้องการคนที่เล่นเกมที่ไม่มีกติกาชัดเจน, เปลี่ยนได้ตลอด, และมี human stakes สูง ได้เก่ง.. สองเกมนี้มี overlap บ้าง แต่ไม่ได้ overlap กันมาก.. เพราะฉะนั้นภูมิใจกับเกียรตินิยมได้ครับ แต่ก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่าเล่นเกมที่สองเป็นหรือยัง? มันไม่เหมือนกับตอนเรียนครับ อย่าสำคัญผิดไป จากที่ผ่านมา.. คนที่ทำงานได้จริงในมุมมองผมไม่ได้พิสูจน์ตัวเองด้วย GPA.. แต่พิสูจน์ด้วยสิ่งที่ทำตอนที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัวให้เลือก เคยมี quant ที่ืทำ model แล้ว overfit อย่างหนักช่วง out-of-sample.. drawdown ออกมาเกิน threshold ที่คุยกันไว้.. แทนที่จะรอให้ผมเห็นตัวเลขเอง เค้าก็โทรมาก่อนเลยเพื่ออธิบาย signal ที่พัง.. walk through ให้ดูว่า regime เปลี่ยนตรงไหน.. และมาพร้อม fallback position ที่ปรับ parameter ใหม่แล้ว.. ไม่รอให้ถูกถาม ไม่โยนให้ market conditions.. ซึ่ง GPA ของเค้าผมไม่เคยรู้เลย.. และก็ไม่ได้สำคัญ.. เพราะสิ่งที่ทำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเคยได้ 4.0 หรือเปล่า.. แต่ขึ้นอยู่กับว่าเค้าปฎิบัติตัวในการทำงานยังไง และที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าเด็กเกียรตินิยมทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นะครับ.. หลายคนทำได้ดีมาก.. แต่ถ้าทำได้ มันก็ไม่ได้มาจากเกียรตินิยม.. มันมาจากสิ่งที่สะสมมาจากนอกห้องเรียน.. จากการเคยล้มเหลว เคยรับผิดชอบอะไรบางอย่างที่ไม่มีในตำรา เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร.. ระบบการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสอนสิ่งเหล่านี้.. GPA ก็ไม่ได้วัดมัน
ฮ.นกฮูก(สีส้ม)@skongki2000

ผมจะหาเงินให้ได้29,000บ.

ไทย
37
3.8K
3.7K
907.3K
Awanit retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ห้ามพลาดโพสต์นี้ค่ะ
JRT@JRTDesk

ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 facebook.com/funxmanager/po…

ไทย
1
1.6K
2.5K
197.6K
Awanit
Awanit@up2win·
@skongki2000 สื่อสารแค่นี้ยังไม่ได้เรื่อง เรียก 20,000 ใครจะจ่าย
ไทย
0
0
2
2.5K
Awanit retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
“เวียดนาม”ปรับสถานะจาก Frontier market เป็น Emerging market เดือนกันยายนปีนี้
0
83
76
8.6K