0xBoM 🕒|🍞|🧈

5.8K posts

0xBoM 🕒|🍞|🧈 banner
0xBoM 🕒|🍞|🧈

0xBoM 🕒|🍞|🧈

@v_rapatt

Autodidactic learning 📚 Price Action Trader 🤖💱 Join 🇹🇭 ICT squad discord👇

Katılım Eylül 2016
383 Takip Edilen2.3K Takipçiler
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎
เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด การที่เราแบ่งเวลาไปทำได้ทุกอย่างตามที่ต้องการได้สามารถทำได้เลย ไม่ต้องรอมีเงินเยอะได้ มันบ่งบอกถึงความตั้งใจและความอยาก "ปกป้อง" เวลาอันมีค่าของเรา ไม่ว่าจะ - อ่านหนังสือตอนเช้า 15 นาที - ชงกาแฟตอนเช้า - เรียนหนังสือวันละ 1 ชั่วโมง - ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เรื่องพวกนี้มันก็อาศัยเวลาช่วยทบต้นเหมือนกัน ถ้าเราใช้เวลาไปกับสิ่งที่ดี เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมเราจะเปลี่ยนไปถาวร ขณะเดียวกัน ถ้าเราใช้ไปได้ไม่มีคุณภาพมากนัก พฤติกรรมเราก็เปลี่ยนไปถาวรเช่นเดียวกัน จงหวงแหนเวลาของตัวเองให้มาก มีขอบเขต อย่าให้ใครเอาเวลาไปจากเราได้ง่ายๆ
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎ tweet media
ไทย
6
605
763
25.3K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
Fortune MMXM
Fortune MMXM@FortuneMMXM·
I stopped letting people know I’m a trader 3 years ago. Here’s why
English
47
228
1.9K
60.8K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
R here
R here@UvgtdERt4PWmcjF·
สีน้ำเงินที่โลกแทบไม่เคยเห็น! 🧊💎 วินาทีหาดูยากเมื่อธารน้ำแข็งถล่มลงมา เผยให้เห็น "ด้านล่างสีน้ำเงินเข้ม" ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ สีน้ำเงินลึกๆนี้เกิดจากการที่น้ำแข็งถูกบีบอัดอย่างหนักจนไร้ฟองอากาศมานานนับพันปี #ธารน้ำแข็ง #Glacier #มหัศจรรย์ธรรมชาติ
ไทย
53
25K
20.8K
2.4M
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
AIM ...
AIM ...@iamaimaimami·
ความลึกลับของชีวิตคนออฟฟิศกรุงเทพฯ คือ เงินเดือนสตาร์ทเท่าเดิม แต่ร้านเปิดใหม่แถวสาทร-อโศก มีแต่สลัดจานละ 300 กับกาแฟแก้วละ 150 แล้วประเด็นคือคนแน่นเต็มร้านทุกวันสรุปคนเมืองเค้าเอาเงินจากไหนมาจ่ายกัน หรือจริง ๆ เราทำงานเป็นงานอดิเรกกันหมดนะ
ไทย
48
9.8K
3.7K
1.3M
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
Tom
Tom@t0mbfx·
Profitable trading is boring I know guys who make 6 figures a year from trading who go back to working part-time just to fill their day Dudes will literally make $10k in a trade then go an work a $20/hour job for a few hours 😂 That’s why I started my Discord lol - before that I would just trade for 1-2 hours a day then just be bored for the rest of it At least now I can talk to my members and help people with their trading
English
57
42
783
30.1K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
Callum Parker
Callum Parker@callumparker_97·
I want to feel excited about going live with @TradingLucid… but after reading the new rules, I’m honestly confused. From what I understand: • The ~$5k profit I built in my main funded account disappears • My other funded accounts get closed • The live account starts back at $0 • And the drawdown gets reduced to just $1k So after building consistency and cushion in sim, it feels like everything gets reset overnight, and it doesn’t sound like traders really have a choice in the transition either. Maybe I’m missing something, but this seems like a pretty rough structure for traders who’ve already proven themselves.
Callum Parker tweet media
English
60
2
207
89.5K
0xBoM 🕒|🍞|🧈
Day trade ไม่ได้ต้องนั่งเฝ้าจอทั้งวันนะครับ Day trade เป็นการสร้างกระแสเงินสดโดยใช้ leverage (และคุณนำเงินมาลงทุนต่อใน S&P500 ได้) วิธีการคนละแบบกับ Long term investment คนที่เทรดเป็นจริงๆมีเวลาเหลือเยอะมาก ถึงกับต้องบังคับตัวเองไปหาอะไรทำเพื่อไม่ต้องมาเฝ้ากราฟ🥹
TP SQUAD@tpsquad_th

เห็นละนึกถึงโพสนี้ มีปู่คนนึงเป็น Trader Full time มา 40 ปี จากทุน $390k เป็น $14m เหมือนจะดี แต่ถ้าซื้อและถือ S&P เฉยๆ ตอนนี้จะมีเกือบ $30m กลายเป็น 40 ปีที่ปู่ใช้เวลามาเทรดแทบจะสูญเปล่าไปเลย แทนที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อน

ไทย
0
35
103
10.4K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
FattyNatsu
FattyNatsu@FattyNatsu·
Resident in Thailand 🇹🇭 with a Wise account? It’s about to look very different on August 3. What’s changing: • Incoming foreign currency auto-converts to THB • No direct FX transfers (USD→SGD now routes via THB = extra fees) • ATM withdrawals in Thailand disabled • Extra verification required (DTV & ED visas accepted) • Daily limits: 30,000 THB payments / 750,000 THB FX conversions • 10,000 THB per transaction cap Upside: PromptPay, local bank top-ups, easier domestic transfers Downside: Less flexibility for multi-currency / cross-border flows Tax note: Auto-conversion could be treated as “remitting” foreign income under Thai Revenue Department rules If you used Wise for multi-currency flexibility, that era is over.
English
60
32
266
47.7K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
จริงๆ หนีได้นะครับ จากประสบการณ์ตรงที่รอดจาก lifestyle inflation มาได้.. ในความคิดผม เรื่องนี้มันป้องกันได้ แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่ามันทำงานยังไง เพราะมันไม่ใช่แค่ปัญหาทางวินัย… กับดักแรกสุดที่ต้องป้องกันคือ fixed cost creep.. ไอ้พวกตัวปัญหาทั้งหลายไม่ใช่กาแฟแก้วละ 300 หรือพวกมื้ออาหารแพงๆ… พวกนี้คือ variable cost เราตัดได้ทุกเมื่อ… ตัวอันตรายจริงๆ คือ.. ค่าเช่าบ้าน/condo ที่ดีขึ้น.. ผ่อนรถใหม่.. ค่าโรงเรียนลูก.. การตัดสินใจพวกนี้ทำครั้งเดียวแต่เราโดนผูกมัดหลายปี… และถอยออกมายากมาก เคยอ่านงานวิจัยอันไหนจำไม่ได้ละ มีบอกอยู่ว่าคนเราจะรู้สึกเจ็บปวดกับการลดมาตรฐานลงมามากกว่าความสุขที่ได้ตอนเรายกระดับขึ้นประมาณสองเท่า… เป็นปกติธรรมชาติที่สมองเราคิดแบบนี้.. กับดักที่ 2 คือ Diderot Effect.. ไม่แน่ใจว่าคนไทยคุ้นกับคำนี้หรือเปล่า เหมือนไม่เคยเห็นคำนี้ผ่านสื่อไทย.. ซึ่ง Denis Diderot นักปรัชญาคนฝรั่งเศสได้รับเสื้อคลุมหรูหราเป็นของขวัญ… แล้วก็รู้สึกว่าของรอบข้างไม่ match.. เลยเปลี่ยนโต๊ะ เก้าอี้ พรม ทีละชิ้น.. จนเงินหมด… ก็เหมือนกับย้าย condoใหม่แล้วรู้สึกว่า furniture เดิมไม่เข้ากัน.. ซื้อรถใหม่แล้วรู้สึกว่าเสื้อผ้าควร upgrade ด้วย… lifestyle inflation ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งเดียว แต่เกิดจากเรื่องเล็กๆ ที่ trigger กันต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว… กับดักที่ 3 คือความสุขจากการยกระดับชีวิตหายไปภายในไม่กี่เดือน… condo ใหม่ที่ตอนแรกเราชอบมากในเดือนแรก.. กลายเป็นแค่ที่นอนปกติในเดือนที่ 3… แต่ค่าเช่าไม่หายไปไหน เราจ่ายราคาถาวรสำหรับความสุขที่เป็นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว และพอชินแล้วก็ต้องการ upgrade ต่อไปอีกเพราะ baseline ถูก reset ไปแล้ว… วน loop ไม่จบ… และกับดักอีกอันที่อันตราย.. ใน corporate finance เราคุ้นเคยกับคำว่า operating leverage… ยิ่ง fixed cost สูงเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงมาก.. เพราะพอ revenue ลด fixed cost ไม่ลดตาม.. ผลลัพธ์คือชิบหาย… ชีวิตปกติก็เหมือนกัน… lifestyle inflation คือการยก fixed cost ของชีวิตตัวเองขึ้นเรื่อยๆ… คนเรายิ่งมาตรฐานชีวิตสูงขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทนรับแรงกระแทกทางการเงินได้น้อยลงเท่านั้น…​​​​​​​​​​​​​​​​ ตกงาน.. ป่วย.. เศรษฐกิจพัง… คนที่มี breakeven สูงจะเจ็บหนักกว่าเสมอ แม้รายได้เดิมจะสูงกว่า… ดังนั้นความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันแค่ที่รายได้แต่วัดที่ส่วนต่างระหว่างจุดคุ้มทุนกับรายได้จริง… คนรายได้ 100k แต่ breakeven 95k รวยน้อยกว่าคนรายได้ 40k ที่ breakeven 15k มาก… เพราะ 25k ทบต้นได้ง่าย ในขณะที่ 5k แทบทำอะไรไม่ได้… วิธีแก้ต้องเริ่มที่ระบบ… Pay yourself first แบบโหดๆ ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติ 60-80% ของส่วนที่รายได้เพิ่ม.. เข้า portfolio ลงทุน/บัญชีออม.. ก่อนเงินจะถึงบัญชีหลัก.. เงินที่ไม่เคยผ่านมือเรา ต้านทานกิเลสได้ดีที่สุด และก่อนตัดสินใจเรื่องใหญ่ทุกครั้ง เปลี่ยนคำถามจากจ่ายไหวมั้ย?? เป็น… นี่มันจะยก breakeven ของชีวิตเราขึ้นมาถาวรเท่าไหร่?? คำถามแบบนี้มันบังคับให้เราเห็นต้นทุนที่แท้จริงทุกๆ เดือนต่อๆ ไป จำไว้ว่า.. รายได้บอกว่าเราหาได้เท่าไหร่… ส่วนต่างระหว่าง breakeven กับรายได้บอกว่าเราร่ำรวยแค่ไหน…
Jr@junior47563

เชื่อเถอะว่าต่อให้ 100k ก็เดือนชนเดือน lifestyle inflation ทุกคนหนีไม่ได้ 5555555

ไทย
15
2.3K
1.9K
399.6K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
หนีดอย
หนีดอย@needoykan·
"วิธีสู่อิสรภาพทางการเงินที่ไวที่สุด คัมภีร์ลาออกจากงาน 9-5 ใน 9 เดือน" "Mohnish Pabrai: FASTEST Way To Financial Freedom! Proven Playbook For Quitting Your 9-5 In 9 Months!" สรุป 50 บทเรียน "คัมภีร์ดันโด" I. ปรัชญาการทำธุรกิจแบบ Dhando (เสี่ยงต่ำ กำไรสูง) 1. แก่นของ Dhando คือการทำกำไรแบบ "ไร้ความเสี่ยง" หรือการมองหาดีลที่แต้มต่ออยู่ฝั่งเรามหาศาล 2. คาถาเศรษฐีที่ว่า "Heads I win, tails I don't lose much" (ออกหัวผมชนะ ออกก้อยผมเสียแค่นิดเดียว) 3. การเลียนแบบ (Cloning) คือทางลัด อย่าเสียเวลาคิดอะไรใหม่ทั้งหมด การก๊อปปี้โมเดลที่สำเร็จแล้วจะทำให้คุณนำหน้าคน 95% 4. Bill Gates คือนักก๊อปปี้ Microsoft เติบโตจากการก๊อปปี้ Excel จาก Lotus และ Word จาก Word Perfect 5. Sam Walton กับความช่างสังเกต ตัวเขาไปเยือนร้านค้าปลีกมากกว่าใครในโลกเพื่อ "ขโมย" ไอเดียดีๆ มาไว้ใน Walmart 6. Howard Schultz กับ Starbucks เขาไม่ได้คิดค้นร้านกาแฟ แต่ก๊อปปี้วัฒนธรรมคาเฟ่จากอิตาลีมาไว้ในอเมริกา 7. มองหา Opportunity Gaps หา "ช่องว่าง" ในพื้นที่ใหม่ๆ เหมือนช่างตัดผมที่ไปเปิดร้านในเมืองที่เพิ่งสร้าง 8. ความซับซ้อนต่ำ ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสูงเสมอไป ร้านซักรีดหรือร้านอาหารก็รวยได้ถ้าใช้ Dhando 9. ทุนนิยมคือการแข่งขัน แม้จะเริ่มด้วยกำไรสูง แต่สุดท้ายคู่แข่งจะเข้ามา ให้กอบโกยในช่วงแรกและสร้าง "คูเมือง" (Moat) 10. การควบคุมต้นทุนคือพระเจ้า เหมือน IKEA ที่ไม่เคยมีหนี้และสร้างร้านจากเงินกำไรสะสมเท่านั้น II. การปั้นธุรกิจควบคู่กับงานประจำ (The 9-5 Playbook) 11. งานประจำคือแหล่งทุน อย่าลาออกจนกว่าธุรกิจจะเลี้ยงตัวเองได้ ให้คนอื่นจ่ายค่าเช่าบ้านให้คุณไปก่อน 12. ประสิทธิภาพแบบ "พอผ่าน" ทำงานประจำให้อยู่ในระดับที่ "ไม่โดนไล่ออก" (Just above firing level) เพื่อเอาแรงที่ยังเหลือไปทำธุรกิจ 13. ประหยัดพลังงานสมอง อย่ารับงานนอกเหนือคำสั่งในงานประจำที่ไม่ได้สร้างมูลค่าให้ชีวิตคุณ 14. โมเดลเลโก้ 168 ชั่วโมง ทุกคนมีเวลาเท่ากัน อยู่ที่ว่าคุณจะจัดสรรบล็อกเวลาสีเหลือง (ธุรกิจ) ไว้ตรงไหน 15.ตัดเวลาไร้สาระ เวลาที่ใช้ดู Netflix หรือโซเชียลมีเดีย คือเวลาที่คุณกำลังขโมยมาจากอนาคตตัวเอง 16. มีวินัย 9 เดือน หากทุ่มเทเวลาเช้า-เย็น และวันหยุดอย่างจริงจัง 9 เดือนคือเวลาที่เพียงพอจะเห็นผลลัพธ์ 17. เป้าหมายคือคุณค่า ธุรกิจที่มีเพื่อหาเงินจะไปได้ไม่ไกล ธุรกิจที่แก้ปัญหาให้คนต่างหากที่จะยั่งยืนกว่า 18. เงินคือผลพลอยได้ ถ้าคุณสร้างบริการที่ยอดเยี่ยม เงินจะไหลมาเป็นผลข้างเคียงเอง 19. ความฉลาดไม่พอ ต้องฟังด้วย ฟังลูกค้าให้มากกว่าพูด เพราะลูกค้าจะบอกเองว่าเขาอยากจ่ายเงินให้คุณเรื่องอะไร 20. บทเรียน Slide 10 อย่าดันทุรังขายในสิ่งที่คนไม่ต้องการ ถ้าลูกค้าสนใจจุดไหน ให้ขยี้จุดนั้นเป็นธุรกิจหลัก III. จิตวิทยาความฟินในการสร้างธุรกิจ (The "Orgasm" Factor) 21. ธุรกิจคือดนตรีในหัวใจ ทุกคนมี "เพลง" ที่อยากร้อง (Calling) หน้าที่ของคุณคือส่งมันออกมา 22. Building as a Peak Experience Pabrai บอกว่าการสร้างธุรกิจที่ใช่ จะทำให้คุณตื่นเต้นเหมือน "ถึงจุดสุดยอดในทุกๆ ชั่วโมง" (Orgasm every hour) 23. Game vs. Work เมื่ออยู่ในจุดที่ใช่ การทำงานจะหายไป เหลือแต่ "เกม" ที่สนุกที่สุดที่คุณเคยเล่น 24. ความตื่นเต้นที่เหนือกว่า การสร้างบริษัทต้องน่าตื่นเต้นกว่าความบันเทิงราคาถูกทุกชนิด 25. Resilience (ความยืดหยุ่น) ความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของเกม ถ้าล้มก็แค่กลับไปทำงานประจำแล้วเริ่มใหม่ (Free shot) 26. กฎของค่าเฉลี่ย ถ้าคุณส่งจดหมาย 5,000 ฉบับ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ยอดขายจะเป็นศูนย์ 27. ความคิดสร้างสรรค์ชนะเงินทุน Richard Branson ใช้การเจรจาและการโทรศัพท์ แทนการใช้เงินก้อนโต 28. Starting Lean ยิ่งเริ่มด้วยเงินน้อย คุณยิ่งต้องใช้สมอง และนั่นทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง 29. จงเป็น Giver การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่คิดกำไรขาดทุน จะสร้างเครือข่ายความหวังดีกลับมาหาคุณมหาศาล 30. หลีกเลี่ยง Takers ตัดคนที่จ้องแต่จะเอาเปรียบออกจากชีวิตให้เร็วที่สุด IV. การบริหารคนระดับ A-Players 31. Recruiting คือหน้าที่เบอร์ 1 ดู Elon Musk สัมภาษณ์พนักงาน 3,000 คนแรกด้วยตัวเอง 32. A-Players จ้าง A-Players แต่คนระดับ B จะจ้างคนระดับ C เพื่อให้ตัวเองดูเก่ง ดังนั้นอย่าจ้างคนระดับ B 33. Hire Slow, Fire Fast จ้างคนให้ช้าและละเอียด แต่ถ้าไม่ใช่ ให้ไล่ออกทันที 34. ความฉลาด (Intelligence) เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ต้องมี 35. ความซื่อสัตย์ (Integrity) นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีข้อนี้ ความฉลาดจะกลายเป็นอาวุธที่ใช้ทำลายคุณ (ต่อ)
หนีดอย tweet media
ไทย
2
409
515
14.9K
0xBoM 🕒|🍞|🧈
0xBoM 🕒|🍞|🧈@v_rapatt·
@pnsam5 เขินสุดน่าจะเป็นพี่มาร์คซัค ขนาดเปลี่ยนชื่อบริษัท😂
ไทย
0
0
0
271
pnsam.base.eth
pnsam.base.eth@pnsam5·
เป็นไงบ้างครับ ขอเสียงชาวคริปโตโบร๋วหน่อยยย 😂😂
pnsam.base.eth tweet media
ไทย
4
8
21
41.2K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
「คุณคิดว่าจะสามารถเกษียณสุขได้ด้วยการสะสม $BTC เพียงอย่างเดียว ได้ไหม?」🤔 ขอพูดตรงๆ ก่อนนะครับ... ผมไม่ใช่ Bitcoiner ผมอยู่ใน traditional financial market มาตลอด เน้น equity เป็นหลัก มี BTC เป็นส่วนน้อยของ portfolio.. นี่คือสิ่งที่มองจากฝั่งผมจริงๆ... คำถามนี้มี framing error ซ่อนอยู่ครับ.. 「เกษียณสุข」ไม่ได้แปลว่า net worth สูง... มันแปลว่ามี withdrawal ที่ยั่งยืน ไม่ทำให้ portfolio พังก่อนตาย.. สองเรื่องนี้ต่างกันคนละโลก BTC ไม่มี native cashflow.. ไม่มีดอก.. ไม่มีปันผล.. กลยุทธ์สร้าง yield เช่น.. covered calls หรือ DeFi มีอยู่จริง แต่ทั้งสองให้ income ดีตอนตลาดขึ้น และหดตัวตอนตลาดลง นั่นถือเป็น procyclical income ซึ่งแก้ปัญหา retirement ไม่ได้.. ปัญหาจริงๆ คือ Sequence of Returns Risk.. ลองสมมติดู.. ถือ BTC $5M วันเกษียณ ใช้ 4% rule ถอนปีละ $200k ซึ่งเป็น baseline ที่ financial planner ทั่วโลกใช้กับ diversified port แต่ถ้าปีแรก BTC ร่วง 70% ซึ่งเกิดขึ้นจริงมาแล้วหลายครั้ง รวม drawdown 70-90%+ ในหลายรอบ... portfolio เหลือ $1.5M แต่ยังต้องถอน $200k อยู่.. safe withdrawal rate พุ่งเป็น 13% ทันที.. จากจุดนั้น math พังแล้วครับ.. ถึง BTC จะ recover 10x ก็ช่วยไม่ได้ เพราะ position ถูก liquidate ไปตอนถูกแล้ว.. ยิ่งไปกว่านั้น... 4% rule ถูกพัฒนามาจาก port ที่มี bonds เป็น buffer สำหรับ BTC-heavy port จึงควรใช้ safe withdrawal rate ที่ conservative กว่า คือ 3-3.5% (หรือน้อยกว่านั้นอีก) เท่านั้น.. $5M จริงๆ ควรถอนได้แค่ $150-$175k ต่อปี ไม่ใช่ $200k.. การ borrow against BTC แทนการขายก็ไม่ได้ช่วย... ตอนราคาร่วงหนัก LTV triggers margin call แล้ว liquidate อัตโนมัติตอนต่ำสุด.. ผลลัพธ์เหมือนเดิมแต่ควบคุมไม่ได้เลย.. port ที่ concentrate ใน single asset ยังมี single point of failure จาก regulatory change หรือ exchange risk อีกด้วย ซึ่งไม่มี institutional portfolio ระดับโลกยอมรับ.. นี่ไม่ใช่ bear case สำหรับ BTC นะครับ... ปัญหาอยู่ที่ structure ของ retirement ล้วนๆ.. ความผันผวนตอน accumulate คือ 「เพื่อน」... ซื้อเพิ่มได้ average down ได้.. แต่ความผันผวนตอน distribute คือ 「ศัตรู」... ต้องขายไม่ว่าราคาจะอยู่ตรงไหน.. . . แล้วถ้าถือ BTC เยอะอยู่จะทำยังไง?? ถ้าเป็นผม.. วิธีที่จะใช้คือ bucket approach แบ่ง portfolio เป็น 3 ชั้น... Bucket 1 (10-15%) .. cash + short bond, runway 2-3 ปี, ไม่แตะ BTC เลย.. ให้เวลา survive drawdown โดยไม่ถูกบังคับขาย Bucket 2 (40-50%) .. BTC + growth asset, horizon 5-10 ปี, รอ recover ได้เต็มที่.. ไม่มีแรงกดดันต้องขาย Bucket 3 (35-50%) .. cashflow asset เช่น dividend stock, rental, REITs หน้าที่หลักคือ generate yield มา refill Bucket 1 ทุกปี.. ทำให้วงจรนี้หมุนต่อได้โดยไม่ต้องแตะ BTC เลย.. logic คือ... อย่าให้ BTC กับค่าใช้จ่ายรายวันอยู่ใน bucket เดียวกัน.. ทางเลือกเพิ่มเติม... ค่อยๆ ทยอย convert BTC เป็น cashflow asset ในช่วง 3-5 ปีก่อนเกษียณ เพื่อลด concentration ก่อนเข้าสู่ช่วง distribute จริงๆ.. . . BTC คือ engine ที่「อาจ」พาไปถึงจุดเกษียณได้เร็วขึ้น... แต่ถ้าอยากให้ retirement ยั่งยืน structure ของ withdrawal สำคัญกว่า size ของ portfolio.. 「concentrate to build... diversify to survive...」
kafaak ®️ (นายกาฝาก) @kafaak

คุณคิดว่าจะสามารถเกษียณสุขได้ด้วยการสะสม $BTC เพียงอย่างเดียว ได้ไหม?

ไทย
7
152
281
30.7K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนเก่งในชีวิตการทำงานจริงๆ นะครับ น้องๆ เด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบเข้าสู่สังคมการทำงานอย่าหลงตัวติดกับดัก Prestige Trap ระบบการศึกษาออกแบบมาเพื่อวัด academic performance ในสภาพแวดล้อมที่ controlled มากๆ... - จำและสอบผ่าน.. - ทำตามเกณฑ์การให้คะแนนที่กำหนด - compete แบบ individual ส่งงานตรงเวลา deadline ชัดเจน.. - ตอบถูก.. - etc., เวลาทำงานจริงๆ.. - แก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัว.. - สร้าง framework ขึ้นมาเอง.. - บริหารจัดการความไม่แน่นอนโดยไม่มีกรอบเวลาชัดเจน - collaborate และ navigate politics ภายในองค์กร.. - ถามคำถามที่ถูก.. . . ที่เคยเจอมาหลายๆ กรณีด้วยตัวเอง (ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ได้ยินคนอื่นๆ จากบริษัทอื่นๆ เล่าให้ฟังเช่นกัน).. ้เด็ก 4.0 ที่เข้าสู่สังคมการทำงาน (not all) บางทียังคงติดกับดัก optimization trap อยู่.. คือเล่นเกมที่เก่งในระบบที่มีกติกาตายตัว.. รู้ว่าอาจารย์ชอบอะไร.. exam pattern เป็นยังไง.. ต้องเขียน essay แบบไหนถึงได้ A.. แต่ในองค์กร... ถึงจะมี KPI อยู่ แต่ก็ไม่มีสูตรสำเร็จให้ทำตามแบบชัดเจน.. KPI บอกแค่ว่าต้องไปถึงไหน แต่ไม่มีใครมานั่งบอกว่าต้องเดินยังไง.. ต้อง prioritize อะไรก่อน หรือต้องทำอะไรกันแน่ถึงจะผ่าน งานจริงคือการหาทางไปให้ถึง goal ที่บางทียังมองไม่เห็นชัดด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นทักษะคนละชุดกับการเดินตามแผนที่ที่มีอยู่แล้ว ต่อให้ได้ B+ แต่ถ้าชอบ experiment, ลองผิดลองถูก, รู้จักล้มเลิกสิ่งที่ไม่ work... มักจะ navigate การทำงานในองค์กรได้ดี . . และงานจริงมี human complexity สูงมาก.. เช่นการ negotiate กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่เห็นด้วยกับเรา.. การ managing up ดูแลความสัมพันธ์กับ boss.. การ read the room ในห้องประชุม.. การรับ feedback โดยไม่ defensive.. การแจ้งข่าวร้ายให้ลูกค้าโดยไม่เสียความสัมพันธ์.. EQ พวกนี้ไม่มีในหลักสูตร และ GPA ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับ EQ เลย.. ด็กที่ขึ้น dean's list ตลอด 4 ปีอาจไม่เคยเจอ conflict จริงๆ ในชีวิตเลยก็ได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหนังสือ . . ยังมีเรื่อง Risk Tolerance กับการรับมือกับความล้มเหลวอีก.. เด็กเกียรตินิยมบางทีกลัวความล้มเหลวสุดๆ เพราะทั้งชีวิตถูก define ด้วย academic success.. พอเจองานแล้วต้อง take risks.. propose ideas ที่อาจโดน reject.. หรือล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ... จนเกร็งไปหมดเหมือนเป็นอัมพาตไปเลย ในขณะที่คนที่เคยล้มเหลวในมหาลัย หรือมี non-linear path จะ chill กับความไม่แน่นอนกว่า.. เพราะเคยแพ้แล้วลุกขึ้นมาได้ . . ความต่างอีกอย่างคือมหาลัยวัด comprehension เป็นหลัก.. แต่ทำงานต้องการ execution ซึ่งต่างกันมาก รู้ว่า project management framework คืออะไร ≠ ส่ง project ตรงเวลาจริงๆ ได้ เข้าใจ financial model ≠ เอา model นั้นไป pitch นักลงทุนแล้วปิด deal ได้ อ่าน case study เรื่อง leadership ≠ เป็น leader จริงๆ ที่คนอยากตาม Gap ระหว่าง knowing กับ doing คือจุดที่เด็กเกียรตินิยมหลายคนสะดุดอยู่... . . ไหนจะเรื่องเวลาอีก.. มหาลัยให้เวลาเป็น semester ในการเรียนเรื่องนึง แต่งานจริงบางทีให้เวลา 3 วันในการเข้าใจ industry ใหม่ทั้งหมดและ present ให้ C-suite ฟัง.. ความสามารถในการเรียนรู้เร็วภายใต้แรงกดดัน.. ในสถานการณ์ที่วุ่นวายไม่มีระเบียบ.. โดยไม่มีอาจารย์มาชี้นำ เป็นทักษะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และบางทีเด็กที่ต้องทำงาน part-time ตลอด 4 ปีเพื่อหาเงินเรียนเองจนไม่ได้ 4.0 (not all.. เพราะบางคนก็ทำงานไปด้วยและยังได้ 4.0 ก็มี) มีทักษะพวกนี้มากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือทั้งวัน... . . และเรื่อง Prestige Trap ที่ผมเกริ่นในตอนแรก.. หลายคนที่ได้จบจากทั้งมหาลัยระดับ Top U และยังได้เกียรตินิยม บางทีมี identity ที่ผูกพันกับชื่อเสียงมหาลัยมากเกินไป.. - จนรู้สึก entitled รู้สึกว่าตัวเองสมควรได้ดีโดยอัตโนมัติทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย - ไม่อยากที่จะทำงานให้คนที่「ด้อยกว่า」ทางการศึกษา - อาจ dismiss ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ของคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ - บางคนคิดเยอะไป และ over-engineer ทุกอย่างเพราะถูก trained ให้คิดแบบ academic คนที่ไม่มี pedigree มักจะขวนขวายกว่า.. ปรับตัวยืดหยุ่นในองค์กรกว่า.. และ savvy ด้านการเมืองในองค์กรกว่า . . ⚠️แต่เกียรตินิยมจากมหาลัยดังๆ ก็มีคุณค่าเช่นกันครับ.. - Baseline discipline อย่างน้อยก็มี signal ทำให้เรารู้ว่าคนนี้ทุ่มเทในตอนเรียน.. - Ceiling ของความสามารถทางวิชาการ มีประโยชน์ใน technical roles - Network มหาลัยดังให้ alumni network ที่มีมูลค่าจริงๆ อยู่.. - ช่วยผ่าน HR screening ในบริษัทใหญ่ แต่มันก็คือ entry ticket ขั้นแรก.. ไม่ใช่ guarantee ความสำเร็จ... สรุป.. เกียรตินิยมบอกว่าคนๆ นึง เล่นเกมระบบการศึกษาได้เก่ง.. งานจริงต้องการคนที่เล่นเกมที่ไม่มีกติกาชัดเจน, เปลี่ยนได้ตลอด, และมี human stakes สูง ได้เก่ง.. สองเกมนี้มี overlap บ้าง แต่ไม่ได้ overlap กันมาก.. เพราะฉะนั้นภูมิใจกับเกียรตินิยมได้ครับ แต่ก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่าเล่นเกมที่สองเป็นหรือยัง? มันไม่เหมือนกับตอนเรียนครับ อย่าสำคัญผิดไป จากที่ผ่านมา.. คนที่ทำงานได้จริงในมุมมองผมไม่ได้พิสูจน์ตัวเองด้วย GPA.. แต่พิสูจน์ด้วยสิ่งที่ทำตอนที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัวให้เลือก เคยมี quant ที่ืทำ model แล้ว overfit อย่างหนักช่วง out-of-sample.. drawdown ออกมาเกิน threshold ที่คุยกันไว้.. แทนที่จะรอให้ผมเห็นตัวเลขเอง เค้าก็โทรมาก่อนเลยเพื่ออธิบาย signal ที่พัง.. walk through ให้ดูว่า regime เปลี่ยนตรงไหน.. และมาพร้อม fallback position ที่ปรับ parameter ใหม่แล้ว.. ไม่รอให้ถูกถาม ไม่โยนให้ market conditions.. ซึ่ง GPA ของเค้าผมไม่เคยรู้เลย.. และก็ไม่ได้สำคัญ.. เพราะสิ่งที่ทำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเคยได้ 4.0 หรือเปล่า.. แต่ขึ้นอยู่กับว่าเค้าปฎิบัติตัวในการทำงานยังไง และที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าเด็กเกียรตินิยมทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นะครับ.. หลายคนทำได้ดีมาก.. แต่ถ้าทำได้ มันก็ไม่ได้มาจากเกียรตินิยม.. มันมาจากสิ่งที่สะสมมาจากนอกห้องเรียน.. จากการเคยล้มเหลว เคยรับผิดชอบอะไรบางอย่างที่ไม่มีในตำรา เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร.. ระบบการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสอนสิ่งเหล่านี้.. GPA ก็ไม่ได้วัดมัน
ฮ.นกฮูก(สีส้ม)@skongki2000

ผมจะหาเงินให้ได้29,000บ.

ไทย
38
3.8K
3.7K
906.8K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
KM
KM@Kerymai_·
มีเพื่อนเป็นชาวต่างชาตินางบอกอยากย้ายมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยถาวร เลยถามนางไปว่าบ้านยูก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรอจะมาอยู่ที่ไทยทำไม ไทยไม่ได้ดีทุกอย่างเหมือนที่คิดหรอก คำตอบที่ได้จากนางคือที่ที่ไออยู่มันตอบโจทย์ความสุขในชีวิตไม่ได้เลย ขยับตัวทีก็เครียดแล้ว ดูคนไทยสิแม้ความเครียดจะใหญ่เท่าโลก คนไทยก็มีความสุขและรอยยิ้มไปกับมันได้ ฟังจบไม่ถามนางต่อละ
ไทย
89
8.5K
10.1K
2.3M
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
The White House
The White House@WhiteHouse·
OFFICIAL STATEMENT OF IRAN:
The White House tweet media
English
5.6K
10.1K
41.2K
3.6M
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
Najam Ali
Najam Ali@najam_ali·
Trump: Open the f*ing Strait, you crazy bastards. Iran: It is f*ing open. Trump: What? You can’t be serious. Iran: Oh-you mean your ships? No, they are not allowed. Others can pass… Some pay a toll, some get permission. Trump: Wait… so it is open? Iran: Yes. Just not for you. Trump: Thank you for your attention to the matter.
English
18
246
4.3K
703.8K
0xBoM 🕒|🍞|🧈 retweetledi
Brian’s Breaking News and Intel
Brian’s Breaking News and Intel@intelFromBrian·
This is the most predictable weekend ever: Sunday morning, Trump tweets out his most aggressive message to Iran or anyone ever. Sunday afternoon: “we might have a deal Monday” despite Iran still not talking. Sunday night right before futures open: “we are close to a ceasefire” despite Iran hours earlier claiming that they have cut all ties with mediators and no talks with America will happen. Suddenly, dumb ass traders believe Trump again Monday will come.. stocks will go high until the market realizes Trump was lying and we are headed towards the most violent week in the Middle East in decades Trump is all about $$ He manipulates the media, especially Axios. He manipulates the market. Stocks will go shooting down, oil up tomorrow afternoon and then will last for the rest of the week.
English
80
401
2.3K
257.1K
Bull Theory
Bull Theory@BullTheoryio·
WTI just moved $6 in minutes and then completely reversed. U.S. futures opened after 3 long days. And At the open, crude oil jumped from $111 to $116 in 10 minutes. Then it collapsed to $110. Reports started circulating about a potential 45-day ceasefire between the U.S., Iran, and regional actors. Now here’s the important part. That report was written by BARAK RAVID, Axios. The same person who pushed the exact same negotiations narrative last time, which was directly denied by Iran’s Foreign Minister Abbas Araghchi. Will the same thing happen again?
Bull Theory tweet media
English
46
60
303
24.3K