wachi retweetledi

จนถึงวันนี้มันจะมีกลุ่มคนที่บอกว่า ญี่ปุ่นตายแล้ว ปรับตัวช้า เป็น Kodak
ส่วนตัวอยู่วงการนี้มาตั้งแต่ปี 2016 อยากจะเล่าเรื่องข้างในญี่ปุ่นให้ฟัง
ทุกคนรู้ไหมว่า การออกแบบรถหนึ่งคันของญี่ปุ่น จะแบ่งเป็น Phase ทั้งหมดประมาณ 7-9 Phase แล้วแต่ค่าย กินเวลาทั้งหมด 5 ปี สำหรับรถโฉมใหม่
แต่ละ Phase จะมี Engineering & Business Objectives ที่ต้อง Achieve ก่อนจะไป Phase ต่อไปได้
แนวคิดของญี่ปุ่นคือ ถ้าไม่ Achieve Engineering หรือ Business Objective ยังไง Chief Project ก็ให้ผ่านไม่ได้ ไม่มีทางผ่าน คนที่อยู่ข้างใน ยังไงก็ต้องคิดหาวิธีให้ผ่านให้ได้
สิ่งนี้มันสะท้อนกลับมาที่คุณภาพ Product กับ Aftersales Service มากๆ เพราะรถหนึ่งคันผ่านการ Evaluation ทุกภาคส่วน (Engineering / R&D / Business) และเตรียมพร้อมเรื่อง Maintenance Instruction และ Part Readiness เรียบร้อยหมดแล้ว
ยกตัวอย่าง หูกระจกมองข้างพร้อมระบบเตือนจุดอับสัญญาน ทุกคนอ่านดู อาจจะแค่ ก็แค่ไปหาซื้อมาติด แต่ค่ายรถญี่ปุ่นคือ เทสแล้วเทสอีก เพื่อให้มั่นใจว่า มันได้ทำงานตรงตามวัตถุประสงค์ของมันอย่างแม่นยำ ไม่มี Defect ใดๆ
แนวคิดพวกเขาคือ 1% ของ Production Lot อาจจะแค่ 10 - 20 คัน แต่ 1% ของลูกค้าคือ 100% ฉะนั้นขั้นตอนทุกอย่างจะพลาดไม่ได้ (อันนี้แก่นคิดนะครับ ของจริงยังไง ก็อาจจะเกิด Quality Defect ซึ่งก็เป็น Case ที่ต้องตามแก้กันไป)
ฉะนั้น Brand ญี่ปุ่น จึงเป็นภาพลักษณ์ของ Trustworthy และ Worry-Free มาตลอด
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เป็นดาบสองคมเหมือนกัน เมื่อค่ายจีนเริ่มลุกตลาด ก็คือ การคิดแบบนี้ก็จะทำให้ Product ที่ทำออกมาได้ พัฒนาได้ช้าเหมือนกัน แต่ก็เป็นสไตล์ของการทำธุรกิจของประเทศนั้นๆ ถามว่าจะตายไหม ก็คงไม่ตายหรอก แค่ต้องปรับเปลี่ยนกันไปตามกาลเวลา
แน่นอนค่ายจีนเอง ก็ไม่ได้ผิด การพัฒนาเป็นไปได้เร็ว แรง และ ล้ำ
ผู้บริโภคแบบเรา ตัดสินใจกันเองครับว่า เราเลือกที่จะเชื่อหรือชอบส่วนไหน ของแบรนนั้นๆ
SundayBoy@SundayBoyInvest
พอมีประเด็นนี้แล้วก็เกิดคำถามที่อยากถามทุกคน(อยากรู้จริง ๆ ไม่ได้จะฟาร์ม engagement) สมมติว่าญี่ปุ่นได้ดีลเดียวกัน นำเข้ารถเข้ามาในอัตราภาษี 0% รถนำเข้าของญี่ปุ่นกับรถจีน ในราคาที่เท่ากันและ options จัดเต็มเหมือนกัน ใส่สุดทั้งคู่เพราะไม่มีภาษีมาเป็น factor คุณจะเลือกซื้อรถจีนหรือรถญี่ปุ่น?
ไทย























