Wasi 🍊

7.6K posts

Wasi 🍊 banner
Wasi 🍊

Wasi 🍊

@wasineeph

Blackpink 🖤💗

Katılım Haziran 2019
233 Takip Edilen6 Takipçiler
Wasi 🍊 retweetledi
ritrit สงสัยอะไร๊
ผมใช้ AI เป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัวมาเกือบปี . ผลคือรู้ว่าเงินรั่วไปที่ไหนทุกเดือน และปิดรูรั่วได้จริง . Prompt Finance ที่ใช้งานได้จริง - มาดูกัน 🧵
ไทย
10
4.9K
6.9K
362K
Wasi 🍊 retweetledi
˚˚ ༘♡🌷 babymoon 🐶🌻🍒✧︎.*
ภาษาอังกฤษพอไม่ได้ใช้นานๆก็ลืมเหมือนกันแหะ 😆 ใครกำลังฝึก ทบทวน ภาษาอังกฤษ มาลองเซฟไปอ่านกันได้นะ หรือไปตามอ่านที่เฟสบุ๊คครูดิวได้คับ! 📋📔
˚˚ ༘♡🌷 babymoon 🐶🌻🍒✧︎.* tweet media˚˚ ༘♡🌷 babymoon 🐶🌻🍒✧︎.* tweet media˚˚ ༘♡🌷 babymoon 🐶🌻🍒✧︎.* tweet media˚˚ ༘♡🌷 babymoon 🐶🌻🍒✧︎.* tweet media
ไทย
9
6.5K
11.2K
285.9K
Wasi 🍊 retweetledi
The Longevist
The Longevist@Dr_coachbear·
PCOS กำลังจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น PMOS และนี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ วงการแพทย์เริ่มยอมรับแล้วว่า ชื่อ Polycystic Ovary Syndrome (PCOS) สื่อสารความหมายคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงของโรคไปมาก ปัจจุบันจึงมีการผลักดันให้ใช้ชื่อใหม่ว่า Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome หรือ PMOS เหตุผลสำคัญคือ รากเหง้าของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่รังไข่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบเผาผลาญ (Metabolic) และการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อทั่วร่างกาย โดยเฉพาะภาวะดื้ออินซูลินและการอักเสบเรื้อรัง การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เราไม่สามารถใช้วิธีการรักษาแบบเดิมที่เน้นแค่การปรับประจำเดือนเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องมองไปถึงการจัดการ Metabolic Health เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังและการเสื่อมสภาพของเซลล์ก่อนวัยอันควร (Longevity) หากคุณมีอาการสิวเรื้อรัง ขนดก น้ำหนักตัวเพิ่มผิดปกติ หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ การตรวจเช็คระดับอินซูลินและค่าการอักเสบในเลือด อาจเป็นคำตอบที่แม่นยำกว่าการอัลตราซาวด์เพียงอย่างเดียว #หมออั๋น #thelongevist #Longevity
ไทย
1
3.7K
1.6K
191.7K
Wasi 🍊 retweetledi
EarthDeFIRE
EarthDeFIRE@EarthDeFIRE·
เพจนี้ พวกหุ้นปันผล ทำรายละเอียดไว้ดีมากครับ ขอชม
FatcatInvestors(📦,💙)@Fatcatinvestors

อยากได้เงินปันผลเดือนละ 1,000 บาท ถ้าซื้อหุ้น SCB ต้องใช้เงินเท่าไร? 💜 ลองคำนวณง่ายๆ 👇 📌 เป้าหมาย อยากได้เงินปันผลเดือนละ 1,000 บาท = ปีละ 12,000 บาท 📌 SCB ปันผลเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ประมาณ 9.16 บาท/หุ้น/ปี ดังนั้นต้องถือหุ้นประมาณ 12,000 ÷ 9.16 = 1,310 หุ้น ถ้าราคาหุ้นประมาณ 131.50 บาท จะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,310 × 131.50 = 172,000 บาท 💰 สรุปง่ายๆ ❤️ ถ้าอยากมีโอกาสได้รับเงินปันผลเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท จากหุ้น SCB ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1.7 แสนบาท 📌 SCB ถือเป็นหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ ที่มีประวัติจ่ายปันผลสม่ำเสมอ แต่ปันผลและราคาหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต *การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน #SCB #หุ้นปันผล

ไทย
10
8.6K
12.4K
1.4M
Wasi 🍊 retweetledi
ราตรี จะไม่ช้อปปิ้งแล้ว
Claude มาแรงมากจริงๆ ถ้าใครสนใจอยากลอง แต่อยากรู้เพิ่มเติมว่ามันคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง Anthropic ที่พัฒนา Claude ทำคอร์สออนไลน์ชื่อ Claude 101 มาให้เรียนฟรีๆ จ้า เรียนจบตอบควิซ 13 ข้อ มีแถม Certificate ของแท้ Official ให้ด้วย เอาไปใส่ linkedin ได้ กดที่นี่เลย anthropic.skilljar.com/claude-101 สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ มีออพชั่นให้เลือกตามนี้ 1. Copy ข้อความมาทีละบทแล้วกดแปลไทย จะแปลใน Claude เองเลยก็ได้ หรือ Gemini ก็ดีเพราะไม่จำกัดโควต้า ส่วน google translate ไม่เวิร์ค คลิปในคอร์สก็ปรับเลือกซับไทยได้เพราะอยู่ใน Youtube วิธีนี้จะลำบากสุด แต่ก็ละเอียดสุด แนะนำวิธีนี้สุด 2. เราทำสรุปภาษาไทยไว้ให้ใน เปิดอ่านคู่กับคอร์สออนไลน์ได้เลย อาจจะไม่ละเอียดมากแบบทุกคำ เพราะให้ Gamma สรุปให้เลย gamma.app/docs/Claude-10… 3. พี่ @iwhale เคยทำสรุปภาษาไทยให้แบบละเอียดกว่าในลิงค์นี้ แถมมีเก็งข้อสอบควิซด้วย x.com/iwhale/status/… ในเว็บยังมีอีกหลายคอร์ส แต่อันนี้พื้นฐานสุดๆ ใครอยากไปต่อคอร์สอื่นก็ตามสะดวก ฟรีทั้งหมด
ราตรี จะไม่ช้อปปิ้งแล้ว tweet media
SS 🏳️‍🌈@BankSongsak

ใช้ Claude มา 3 วัน เสพติดมากตอนนี้ เล่นไป มีแต่คำว่า ว้าว อีดอก เริด omg ในหัวคือ จะลด cost อะไรในบริษัทออกบ้างดีนะ...

ไทย
15
4.5K
5.5K
364K
Wasi 🍊 retweetledi
โตไปด้วยกัน - Tons of Goals
AI ไม่ได้แค่ “มาแรง” แต่มันกำลัง “เขียนกติกาใหม่ของโลกงาน” นี่คือ 9 ประเด็นจาก 9arm ที่น่าสนใจ (เนื้อหาเต็มๆฟังได้ที่ช่อง 9 arm) 1. งาน Junior หายจริง ตำแหน่งระดับเริ่มต้นลดลง 25–30% เพราะ AI ทำแทนงานพื้นฐานได้แล้ว 2. 1 คน + AI = ทั้งทีม Senior 1 คนใช้ AI ทำงานได้เทียบเท่า Senior 3–5 คน 3. AI แทน “แรง” ไม่แทน “สมอง” งานที่ต้องลงมือทำ (Mechanical) โดนแทนก่อน แต่งานคิด วิเคราะห์ ยังสำคัญ 4. ปัญหาใหญ่คือ ไม่มี Junior ก็จะไม่มี Senior เมื่อไม่มีคนเริ่มต้น อนาคตจะขาดคนเก่งระยะยาว 5. บริษัทโฟกัส “กำไรตอนนี้” ไม่สนอนาคตแรงงาน ลดคน แล้ว เอาเงินไปลงทุน AI 6.คนใช้ AI เก่ง ได้เปรียบมาก => เงินเดือนสูงขึ้น => ทำงานเร็วขึ้น => และมีโอกาสรอดมากกว่า 7. AI จะถูกลงและเก่งขึ้นเรื่อยๆ ตัวแพง = เก่งมาก ตัวฟรี = ตามทัน ~80% Local AI = ใช้ที่บ้านได้ อนาคต ของถูกก็จะ “ดีพอ” สำหรับงานจริง 8. การศึกษาต้องเปลี่ยน ไม่ใช่สอนให้ “ทำเอง” แต่ต้องสอนให้ “ใช้ AI ทำเป็น” Entry Level ใหม่ = ใช้ AI สร้างงานได้ทันที 9. สุดท้าย “งานไม่หาย แต่เปลี่ยน” คนยังจำเป็น แต่ต้องเป็นคนที่: ใช้ AI เป็น , คิดเป็น และ รับผิดชอบงานได้ สรุปง่ายๆเลยคือ AI ไม่ได้มาแทนคุณ แต่มาแทน “คนที่ไม่ปรับตัว” #9arm #AI
โตไปด้วยกัน - Tons of Goals tweet media
ไทย
17
3.2K
3.1K
238K
Wasi 🍊 retweetledi
โตไปด้วยกัน - Tons of Goals
"ชีวิตดีๆ ไม่มีอะไรง่าย ชีวิตง่ายๆ ไม่มีอะไรดี" และคือนี่คือ 7 ข้อคิดที่ได้จากพี่เปา iHAVECPU คนที่แม้จะแพ้ แต่ไม่ยอมออกจากเกม ----------------------------------- 1. ถ้ากลัวล้ม = อย่าเริ่ม ธุรกิจไม่ใช่ทางเรียบ คนที่ไปต่อได้ คือคนที่ “ยอมล้มได้” ----------------------------------- 2. เริ่มจากของที่เข้าใจจริง พี่เปาเริ่มจาก “สิ่งที่ตัวเองถนัด” แล้วหาโอกาสจากช่องว่างราคา แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง ----------------------------------- 3. ตลาดเหมือนกัน → คนขายต้องต่าง สินค้าเหมือน ราคาใกล้กัน สุดท้ายคนเลือก “ตัวตน” 👉 พี่เปาเลยสร้างตัวตน Personal Branding แต่การทำการตลาดแบบทั่วไป ----------------------------------- 4. อย่าทำแค่พอดี ทำให้เกินคาด บริการไม่ใช่แค่ดี แต่ต้อง “ว้าว” จนลูกค้าเชื่อใจและกลับมาอีก ----------------------------------- 5. ความสม่ำเสมอ ชนะพรสวรรค์ ไม่ได้เก่งตั้งแต่แรก แต่ทำทุกวัน จนกลายเป็นคนที่เก่งเอง ----------------------------------- 6. ธุรกิจที่โต = ต้องอินกับมันจริง iHAVECPU ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่มันคือ ตัวตนของพี่เปา ----------------------------------- 7. เป็นผู้นำ ต้องลุยให้เห็น ไม่ใช่แค่สั่ง แต่ต้องทำให้ดู ทีมถึงจะเชื่อและตาม ----------------------------------- อย่างที่พี่เปาบอก "ชีวิตที่ดี ไม่เคยมาง่าย" อยากโต ต้องกล้าล้ม กล้าฝึก กล้าเหนื่อย และกล้าทำซ้ำในวันที่ยังไม่มีใครเห็น #ihavecpu #พี่เปา #ธุรกิจ #สร้างตัว #วัยรุ่นสร้างตัว
โตไปด้วยกัน - Tons of Goals tweet media
ไทย
3
118
207
8.2K
Wasi 🍊 retweetledi
โตไปด้วยกัน - Tons of Goals
5 วิธีสื่อสารแบบคนระดับผู้นำ ที่ต่างจากคนทั่วไปชัดเจน 1. หยุดพูดเพื่อให้คนชอบ → เริ่มพูดเพื่อ “Lead” คนส่วนใหญ่พูดแบบกลัวคนไม่ชอบ เลยใช้คำว่า “ผมคิดว่า…” “รู้สึกว่า…” แต่ผู้นำจะ “ตัดคำพวกนี้ออก” แล้วพูดให้ชัดไปเลย แทนที่จะพูด: ผมคิดว่าเราควรลอง ให้พูด: วิธีที่ดีที่สุดคือ… ความมั่นใจเริ่มจาก “เชื่อในมุมมองตัวเอง” 2. อารมณ์เยอะ = ความน่าเชื่อถือลด ยิ่งใช้อารมณ์มาก ยิ่งดูไม่เป็นมืออาชีพ ผู้นำที่เก่งจะ แยกอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ ใช้ logic + data แทน เขาเทียบว่า อย่าเป็น “ไม้จิ้มฟัน” ให้เป็น “หญ้า” “ไม้จิ้มฟัน” = คนที่แข็ง แต่เปราะ ยึดติดความคิดตัวเอง โดนกดดันนิดเดียวก็ “หัก” พอเจอสถานการณ์ยากๆ จะรับไม่ไหว “หญ้า” = คนที่ยืดหยุ่น แต่ไม่อ่อนแอ เจอแรงกดดันก็ “เอน” ได้ (ไม่ปะทะทันที) ไม่เอาอารมณ์นำ ปล่อยให้อีกฝ่ายพูด/ระบายก่อน แต่พอจบแล้ว… “กลับมาตรงได้” 3. พูดให้น้อย แต่ “มีน้ำหนัก” ไม่ใช่พูดเยอะ เท่ากับ เก่ง ... แต่คือพูดแล้ว “คนหยุดฟัง” ก่อนเข้าประชุม ต้องรู้ มาทำไม /จะพูดอะไร/ เป้าหมายคืออะไร ถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องพูดดีกว่า 4. คนเก่งไม่ต้องมีทุกคำตอบ แต่ต้องถามเก่ง ผู้นำตัวจริง คือ 'นักแก้ปัญหา' วิธีคิดคือ แทนที่จะถาม “คิดว่าไง?” ให้ถาม “มีข้อมูลอะไรสนับสนุน?” แทน “โอเคไหม?” ให้ถาม “ปัญหาใหญ่สุดตอนนี้คืออะไร?” คุณภาพคำถาม = คุณภาพผลลัพธ์ 5. เลิก “พูดเยอะเกินไป” การอธิบายยืดยาว = สัญญาณของความไม่มั่นใจ คนมั่นใจจะ พูดสั้น ชัด จบ ไม่วน ไม่ย้ำ ไม่ขอการยืนยัน โบนัส: ภาษากายสำคัญกว่าที่คิด นั่งตรง ไม่ลุกลี้ลุกลน ใช้เสียงชัด ไม่กระซิบ ถ้าร่างกายคุณดูมั่นใจ คำพูดคุณจะดูน่าเชื่อถือขึ้นทันที สรุป ถ้าคุณอยากให้คนฟังคุณเหมือนผู้นำ ไม่ใช่แค่ “พูดเก่ง” แต่ต้อง “พูดให้มั่นใจ ชัด และมีเหตุผล” #พัฒนาตัวเอง #ทักษะการสื่อสาร #ภาวะผู้นำ #การทำงาน #Mindset
โตไปด้วยกัน - Tons of Goals tweet media
ไทย
0
698
939
33.9K
Wasi 🍊 retweetledi
กายภาพตัวอ้วน (chubbyphysio)
การออกกำลังกาย ไหล่และหลังมีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง แต่ยังช่วยสุขภาพโดยรวมด้วยย 💪🏻
ไทย
6
714
1.1K
52.1K
Wasi 🍊 retweetledi
Thidakarn
Thidakarn@thidakarn·
แหล่งโปรตีนใกล้ตัว (ค่าโปรตีนโดยประมาณ) 🥚 ไข่ไก่ 1 ฟอง โปรตีน 7 กรัม 🐔 อกไก่ (100 กรัม) โปรตีน 20-23 กรัม 🐟 ปลาทู (1 ตัวขนาดกลาง)โปรตีน 15-18 กรัม 🍤 กุ้งแชบ๊วย (100 กรัม) โปรตีน 20-24 กรัม ⬜ เต้าหู้ขาวแข็ง (100 กรัม) โปรตีน 10-16 กรัม 🎗️ ฟองเต้าหู้ (100 กรัม) โปรตีน 23-40 กรัม 🫛 ถั่วพู (100 กรัม) โปรตีน 29-30 กรัม 🥛นมวัว (250ml) โปรตีน 8-10 กรัม 🥛นมถั่วเหลือง (250ml) โปรตีน 7-12 กรัม 🫙กรีกโยเกิร์ต (100 กรัม) โปรตีน 10 กรัม 💡ตย.กินโปรตีนให้พอ ผู้หญิงวัยทำงาน หนัก 50 กก. ต้องการโปรตีน 1.2 กรัม x นน.ตัว = 60 กรัม เช้า: ไข่ 1 ฟอง + กรีกโยเกิร์ต 1 ถ้วย เที่ยง: อกไก่ 100 กรัม บ่าย: นมถั่วเหลือง 1 กล่อง เย็น: ปลาทู 1 ตัว + เต้าหู้ขาว 50 กรัม
ไทย
13
7.6K
7.2K
1.6M
Wasi 🍊 retweetledi
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
มีภาพหนึ่งในหนังสือ ‘Big Feelings’ ที่ผมชอบมาก . วงกลมวงแรกเขียนว่า “สิ่งที่ฉันคิดว่าจะทำให้ฉันเป็นคนโปรดักทีฟ” ข้างในมีคำเดียวเต็มวงว่า “ทำงานให้หนัก” . แต่วงกลมวงที่สองที่เขียนว่า “สิ่งที่ทำให้ฉันโปรดักทีฟจริงๆ” กลับถูกแบ่งออกเป็นห้าชิ้นเกือบเท่ากัน ออกกำลังกาย กินของมีประโยชน์ นอน พักเบรก และ “ทำงานให้หนัก” ก็ยังอยู่ แต่เป็นเพียงหนึ่งในห้าส่วนเท่านั้น . สองวงกลมเรียบง่าย แต่มันกำลังบอกความจริงสำคัญมากๆ เรื่องความโปรดักทีฟ . เราถูกปลูกฝังมาตลอดว่าถ้าอยากได้ผลงานดีต้องทุ่มเวลาให้มาก ยิ่งนั่งหน้าจอนาน ยิ่งใกล้ความสำเร็จ แต่ทั้งประสบการณ์ส่วนตัวรวมถึงงานวิจัยยุคหลังบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันไม่ใช่แบบนั้น . เราทราบดีกว่าการทำงานหนักโดยไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอนั้นส่งผลต่อการทำงานมากขนาดไหน ยิ่งอายุเยอะขึ้น ความชัดเจนตรงนี้ยิ่งเด่นชัด (ตอนมหาวิทยาลัยการโต้รุ่งแล้วไปสอบนี่ถือว่าธรรมดามาก แต่ถ้าทำตอนนี้รับรองเลยว่าอีกวันคือน็อค) . การออกกำลังกายก็ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพกาย . ร่างกายที่เคลื่อนไหวจะหลั่งโปรตีนชื่อ BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) ซึ่งนักประสาทวิทยาเปรียบว่าเป็น “ปุ๋ย” ของสมอง ช่วยสร้างเซลล์ประสาทใหม่ เสริมความจำ และพัฒนาฟังก์ชันการคิดชั้นสูง . งาน meta-analysis ที่รวม 29 การศึกษากับผู้เข้าร่วมกว่า 1,100 คน พบว่าการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวก็เพิ่มระดับ BDNF อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยิ่งออกสม่ำเสมอ ผลจะยิ่งทบต้นในระยะยาว . ถ้าสมองคือเครื่องมือหลักที่เราใช้ทำงาน การไม่ออกกำลังกายก็เหมือนปฏิเสธที่จะบำรุงเครื่องมือของตัวเอง แล้วไปหวังว่ามันจะคมเหมือนเดิมทุกวัน . การนอน พักเบรก กินของที่มีประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ล้วนสำคัญต่อความโปรดักทีฟ ทั้งสิ้น . หากดูในวงกลมที่สอง สิ่งที่มันกำลังบอกเรา ไม่ใช่ว่า “อย่าทำงานหนัก” เพราะ “ทำงานให้หนัก” ยังคงเป็นหนึ่งในห้าชิ้นของวงกลมที่สอง มันไม่ได้หายไปไหน . สิ่งที่มันบอกคือ “การทำงานหนักเพียงอย่างเดียวทำให้เราโปรดักทีฟไม่ได้” ถ้าอีกสี่ชิ้นที่เหลือขาดไป ชิ้นสุดท้ายก็ทำงานไม่ได้เต็มกำลัง . เหมือนเครื่องยนต์ที่เราเติมแต่น้ำมัน แต่ไม่เคยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่เคยบำรุงหม้อน้ำ ไม่เคยให้พักเครื่อง สุดท้ายมันก็พัง ไม่ว่าจะเติมน้ำมันดีแค่ไหน . การทำงานหนักเป็นเรื่องจำเป็น ขาดไม่ได้ แต่อย่าลืมสิ่งอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญด้วย . [#เก่งแบบเป็ด 🦆]
Sopon Supamangmee tweet media
ไทย
1
165
213
7.6K
Wasi 🍊 retweetledi
blackpink
blackpink@blckpinkpic·
this is absolutely insane
English
366
21.2K
90K
7.4M
Wasi 🍊 retweetledi
กายภาพตัวอ้วน (chubbyphysio)
ลองแบ่งเวลาสัก 15 นาทีต่อวัน ทำท่าละ สัก 3 เซ็ต มาลองเพิ่มวินัยให้ตัวเองกันนน
ไทย
1
2.3K
4.3K
212K
Wasi 🍊 retweetledi
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
สิ่งที่ยากที่สุดในยุคสมัยปัจจุบันคือการหุบปากเงียบ . เพิ่งคุยกับลูกสาวเรื่องนี้ระหว่างคุยกันช่วงบ่ายวันหยุด เพราะเธอเริ่มโตมากขึ้นและมีความคิดเห็นของตัวเองกับหลายๆ เรื่อง (ซึ่งเป็นเรื่องดี) เพียงแต่บางจังหวะเขาจะโพล่งออกมาโดยไม่ทันยั้งคิดว่าความเห็นนั้นมันจะไปทำร้ายจิตใจใครไหม บางทีมันเต็มไปด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล หรือบางครั้งเราอาจจะยังไม่เข้าใจครบทุกมุมก็ได้ . ยิ่งเฉพาะปัจจุบันเมื่อทุกคนมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี แม้นั่นเป็นเรื่องที่ดี แต่คนมักลืมว่าเราไม่จำเป็นต้องมีความเห็นกับทุกเรื่อง . Ryan Holiday นักเขียนและนักปรัชญาสโตอิกชื่อดัง เคยเขียนไว้ว่า . “ไม่มีคนกี่คนหรอกที่เข้าใจสิ่งนี้... แต่จริงๆ แล้วคุณไม่จำเป็นต้องมีความเห็นกับทุกเรื่อง คุณไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี Marcus Aurelius บอกว่าการจำกัดจำนวนความเห็นที่เรามีคือหนึ่งในสิ่งที่ทรงพลังที่สุดที่เราทำได้ในชีวิต" . แต่ถ้าการมีความเห็นน้อยลงคือทางเลือก ทางเลือกนั้นต้องการอะไรจากเรากันแน่? . ลองนึกถึงครั้งสุดท้ายที่คุณมีความเห็นต่อบางเรื่องแบบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ ข่าวที่กำลังร้อน หรือแม้แต่พฤติกรรมของคนรู้จัก แล้วถามตัวเองจริงๆ ว่า "ฉันรู้เรื่องนี้ดีพอที่จะตัดสินไหม?" . คำตอบที่ซื่อสัตย์มักจะเป็น ‘ไม่’ แต่เราก็ยังตัดสินอยู่ดี เพราะการตัดสินให้ความรู้สึกว่าเราเข้าใจโลก และการเข้าใจโลกให้ความรู้สึกว่าเราปลอดภัย . มันไม่ใช่ความรู้ มันคือ ‘ความรู้สึกว่ารู้’ และนั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุด . Charlie Munger นักลงทุนคู่หูของ Warren Buffett เคยพูดในสุนทรพจน์ที่ USC Law School เมื่อปี 2007 ว่า . “ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีความเห็นในเรื่องใดก็ตาม ถ้าฉันยังไม่สามารถอธิบายข้อโต้แย้งของฝั่งตรงข้ามได้ดีกว่าคนที่สนับสนุนมันเสียอีก ฉันคิดว่าตัวเองพร้อมจะพูดก็ต่อเมื่อถึงจุดนั้นแล้วเท่านั้น” . ลองอ่านช้าๆ อีกครั้งครับ . ชายที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในคนที่ชาญฉลาดและสร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากการตัดสินใจอันแน่วแน่ บอกว่าเขาจะไม่ยอมให้ตัวเองมีความเห็น ถ้ายังไม่เข้าใจฝั่งตรงข้ามดีกว่าคนที่เชื่อในฝั่งนั้น . นั่นคือมาตรฐานที่น่ายกย่อง ไม่ใช่ความอ่อนแอ ไม่ใช่ความลังเล แต่คือวินัยทางสติปัญญาที่เราต้องหมั่นฝึกฝน . แล้วทำไมเราถึงรีบมีความเห็นกันละ? . สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความจริง มันถูกสร้างมาเพื่อ ‘ความเร็ว’ . ในสมัยที่เรายังเป็นมนุษย์หิน การตัดสินใจเร็วคือทางรอด สมองจึงพัฒนาระบบที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Cognitive Closure หรือความต้องการปิดคำถามให้เร็วที่สุด . กล่าวคือ เราไม่ได้อยากรู้ความจริง เราแค่อยากหยุดความไม่สบายใจจากความไม่รู้ และความเห็นก็คือฝาปิดที่รวดเร็วที่สุดสำหรับคำถามที่ยังคาใจ . Munger เรียกสิ่งที่เขาทำว่า ‘Iron Prescription’ หรือ "ยาขม" มันไม่ใช่การสำรวมตัวเองว่าห้ามคิด หรือห้ามมีความเห็น แต่คือการยกมาตรฐานความเห็นของตัวเองให้สูงขึ้น ก่อนที่คุณจะตัดสินว่าใครถูกหรือผิด ให้ถามก่อนว่า "ฉันเข้าใจเหตุผลของเขาดีพอไหม ที่จะอธิบายแทนเขาได้อย่างยุติธรรม?" . ถ้าตอบว่าไม่ นั่นอาจจะหมายถึงว่าคุณควรหุบปากเงียบเอาไว้ดีกว่า . และนั่นคือความกล้าหาญแบบหนึ่ง ที่หายากกว่าการกล้าพูดเสียอีก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณหยุดรีบมีความเห็นคือคุณจะเริ่มฟังมากขึ้น ไม่ใช่ฟังเพื่อโต้แย้ง แต่ฟังเพื่อเข้าใจ คุณจะเริ่มถามมากขึ้น ไม่ใช่ถามเพื่อโจมตี แต่ถามเพื่อเติมเต็มภาพที่ยังขาด และสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือ เมื่อคุณเลือกที่จะบอกว่า “ยังไม่รู้” อย่างมีสติ คุณกลับรู้จริงมากกว่าคนที่รีบรู้ทุกเรื่อง . ในยุคที่ทุกคนแข่งกันมีความเห็น การหยุดแล้วถามว่า "ฉันรู้พอที่จะตัดสินไหม?" ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือสัญลักษณ์ของจิตใจที่แก่กล้า ที่รู้ว่าบางคำถามคู่ควรกับความเงียบมากกว่าคำตอบที่รีบพูดออกมาโดยไม่ทันคิด . ความเห็นที่ดีที่สุดในชีวิต บางทีคือความเห็นที่คุณเลือกจะยังไม่มี . - โสภณ ศุภมั่งมี
Sopon Supamangmee tweet media
ไทย
7
4.5K
3.6K
221.8K
Wasi 🍊 retweetledi
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
บางทีนะ บางทีที่เราบอกว่า “ทำไม Manifest แล้วไม่เห็นได้ผล” อาจไม่ใช่เพราะจักรวาลเงียบ แต่อาจเป็นเพราะ ใจเรายังไม่อยู่ในความถี่เดียวกับสิ่งที่อยากได้ ความจริงข้อนึงคือ การ Manifest ไม่ได้เริ่มจากเทคนิค แต่มันเริ่มจาก Mindset ที่เราใช้ทุกวัน และนี่คือ 6 Mindset ที่เหมือนการตั้งค่า GPS ในใจเรา . 1. Mindset รักตัวเอง ถ้าใจลึก ๆ ยังเชื่อว่า “ฉันไม่คู่ควร” ต่อให้สิ่งดีเข้ามา เราก็อาจเผลอปล่อยมันหลุดมือ การรักตัวเอง คือแม่เหล็กชิ้นแรกของการ Manifest . 2. Mindset ใจเย็น ต้นไม้ไม่ได้โตในคืนเดียว สิ่งที่เราขอ ไม่ได้ช้าเกินไป แค่ยังไม่ถึงเวลา ความนิ่ง คือความถี่ของการไหลลื่น . 3. Mindset เชื่อในความเป็นไปได้ ก่อนโลกจะเปิดทาง เราต้องเปิดใจตัวเองก่อน เปลี่ยนคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ให้เป็น “มันอาจเป็นไปได้ก็ได้นะ” บางครั้ง แค่เชื่อ ชีวิตก็เริ่มขยับ . 4. Mindset กล้าจินตนาการ ภาพในใจ คือหมุดหมายของชีวิต ถ้าเราไม่เห็นมันในหัว เราจะไปไม่ถึงมันในโลกจริง การจินตนาการ คือการส่งสัญญาณให้จักรวาลรู้ว่า เราต้องการอะไร . 5. Mindset ของคนอารมณ์ดี อารมณ์ คือพลังงาน ใจที่เบา ดึงดูดสิ่งดีง่ายกว่าใจที่หนัก ไม่ต้องยิ้มตลอดเวลา แค่ดูแลใจตัวเองให้เบา ให้มีที่ว่างสำหรับสิ่งดี ๆ เข้ามา . 6. Mindset วางใจในจักรวาล (หรือจริง ๆ คือ วางใจในตัวเอง) เรามีหน้าที่ลงมือทำ ส่วนผลลัพธ์ มีหน้าที่เติบโตของมันเอง เหมือนปลูกต้นไม้ เรารดน้ำได้ แต่เราเร่งการเติบโตไม่ได้ . สุดท้ายแล้ว Manifest ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่มันคือการปรับ “ความถี่ของใจ” ให้ตรงกับชีวิตที่เราอยากมี และบางที ชีวิตที่เราขอไว้ กำลังเดินทางมาหาเรา อยู่เงียบ ๆ ในทุกวันที่เราไม่ยอมแพ้
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก tweet media
ไทย
1
434
624
35.6K