알모경

64.6K posts

알모경 banner
알모경

알모경

@3331111_

'단단이'🐧🌵🍑▪︎ 도경수 ▪︎ DOHKYUNGSOO ▪︎ EXO ▪︎ KyuHyun ▪︎ Henry ▪︎ YoonA ▪︎ Zion.T. ▪︎ DAESUNG ▪︎ IU

SM Katılım Ağustos 2014
318 Takip Edilen43 Takipçiler
알모경 retweetledi
𝐌𝐑.𝐃𝐎𝐇
𝐌𝐑.𝐃𝐎𝐇@_IMBOWVYBD·
โอ้โหหหห คนที่น่ารักทั้งในจอและนอกจอจริงๆ คยองซูปลดประจำการมากี่ปีแล้วนะ แต่ยังมีเรื่องราวจากน้องพลทหารหรือคนในกรมพูดถึงความน่ารักและใจดีของคยองซูอยู่ตลอด อย่างเม้นต์นี้ในยูทูป "ผมเป็นพลทหารที่เคยประจำการอยู่หน่วยข้างๆ ครับ พอคนในรูป (โดคยองซู) ปลดประจำการ หน่วยเขาก็มีการปรับปรุงโรงอาหารพอดี พวกผมเลยต้องไปช่วยทำกับข้าวให้หน่วยนั้นด้วย เชี่ย... พอรวมจำนวนคนกินของทั้งสองหน่วยเข้าด้วยกัน กลายเป็นต้องทำข้าวเลี้ยงคนถึง 400-500 คนเลยครับ โคตรเหนื่อยจนต้องด่าไปทำกับข้าวไปทุกวัน แต่พอได้ลองคุยกับ 'คุณป้าแม่ครัว' แกบอกว่า โดคยองซูคนนี้คือระดับตำนานเลยครับ 1. คือความขยัน: ถึงตัวจะเล็กจิ๋วและตอนแรกเห็นว่าเป็นดาราแล้วจะไม่ยอมทำงาน แต่กลายเป็นว่าเขาคล่องแคล่วและขยันมาก 2.คือความรับผิดชอบ: เขาออกไปปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนนอกสถานที่ตลอด (เนื่องจากหน่วยนั้นเป็นกองพันป้องกันทางอากาศที่ไม่มีการฝึกบ่อย พลสูทกรรมเลยต้องกระจายตัวไปช่วยงานที่อื่นบ่อยๆ) 3. คือนิสัยส่วนตัว: เวลาไปงานอีเวนต์ดารามา เขาก็จะซื้อของขวัญติดไม้ติดมือมาฝากเยอะมาก ทำให้เป็นที่รักของทุกคนที่นั่น 4.ความเป็นมืออาชีพ: งานเอกสารหรืองานบอร์ดรายการอาหารเขาก็จัดการเองได้หมด เรื่องที่พีคที่สุดคือ ก่อนที่เขาจะปลดประจำการ เขาให้ 'ร่ม' เป็นของขวัญกับคุณป้าแม่ครัวด้วยครับ คถณป้าบอกว่าพอวันหนึ่งฝนตก คุณป้าเลยเอาร่มนั้นออกมาใช้ แล้วก็พบว่า เขาแอบสลักชื่อของคุณป้าแบบตัวบรรจงไว้บนร่มให้ด้วย" (พลสูทกรรม คือ 취사병 - ชวีซาบยอง หรือที่เรียกกันในภาษาทั่วไปว่า "ทหารประกอบอาหาร" คือตำแหน่งหน้าที่ในกองทัพเกาหลีใต้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการจัดเตรียมอาหารให้แก่ทหารในกองพัน )
@dkwongs

도경수 군대썰 또 나왔다 헤…

ไทย
0
557
267
22K
알모경 retweetledi
แกน่ะเก่ง
พูดก็พูด คนที่เกิดช่วง 1990-2005 นี่เป็นช่วงเวลาการเติบโตเป็นเด็กที่โคตรดี ยุคเปลี่ยนผ่านและเราเติบโตมาพร้อมยุคดิจิตอล แต่ความตลกก็คือ พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่เท่านั้นแหละ ชิบหายหมด เจอแต่เรื่องเฮงซวยทุกปี
ไทย
46
34.5K
18.4K
875.7K
알모경
알모경@3331111_·
กลับบ้านไปอาทิตย์กว่า กลับมาอีกทีคือในห้องมีหนู มาจากไหนก็ไม่รู้ ล่ะน้องไม่ยอมออก ตอนนี้จะตี2แล้ว ชั้นจะได้นอนกี่โมง🫠
ไทย
0
0
0
8
알모경 retweetledi
Rufisley | Carácter & Verdad
Rufisley | Carácter & Verdad@Contexto_Visual·
En un pequeño parque del vecindario vive un enorme Maine Coon "gigante gentil" al que todos conocen como Capitán. Durante cinco años, dominó ese rincón verde como un rey silencioso. No era violento. No buscaba pelea. Simplemente observaba desde su banca favorita, como un guardián tranquilo cuidando el barrio. Entonces, un día, apareció un diminuto gatito blanco. Era hermoso. Frágil. Y algo parecía extraño. Se chocaba con las bancas. Con las macetas. Con las banquetas. No reaccionaba a los movimientos bruscos. No seguía los sonidos como cualquier otro gatito. Y no tardaron mucho en entender la verdad. El pequeño era ciego. Solo allá afuera, no habría sobrevivido demasiado tiempo. Pero dejó de estar solo muy rápido. Porque Capitán lo vio. Desde ese momento, el enorme Maine Coon jamás volvió a apartarse de él. Empezó a caminar apenas unos pasos delante, reduciendo el ritmo para que el gatito pudiera rozar su espeso pelaje y seguirlo. Como si fuera una guía viviente. Cuando los vecinos dejaban comida, Capitán lo empujaba suavemente hacia los platos. Cuando cruzaban la acera, ajustaba el paso. Cuando descansaban en su banca favorita, Capitán envolvía al pequeño con su enorme cuerpo, como si fuera un escudo. ¿Y cuando llovía? Primero se aseguraba de que el gatito estuviera protegido debajo de la maceta. Solo entonces se acostaba junto a él. Más tarde, una veterinaria confirmó lo que todos sospechaban: el pequeño había nacido ciego. Dijo que sin Capitán no habría sobrevivido ni una semana en la calle. No habría encontrado comida. No habría logrado evitar el peligro. Algunos vecinos quisieron adoptarlo. Pero cada vez que intentaban separarlos, ambos lloraban sin parar. Así que el vecindario tomó una decisión. Dejarlos juntos. Ahora sus platos están uno al lado del otro. La comunidad los cuida todos los días. Y Capitán todavía camina apenas adelante, mientras una pequeña sombra blanca sigue rozando su pelaje. Porque a veces la familia no es cuestión de sangre. A veces es quien disminuye el paso por ti. Quien te protege. Quien decide convertirse en tus ojos cuando no puedes ver el camino. Y a veces… los corazones más fuertes tienen patas y pelaje. 🐾❤️
Rufisley | Carácter & Verdad tweet media
Español
153
4.9K
28.4K
759.7K
알모경 retweetledi
SundayBoy
SundayBoy@SundayBoyInvest·
มีเรื่องนึงที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกคือความเหลื่อมล้ำมันสูงขึ้น คนรวยเงินในมือเหลือก็โยนเงินใส่สินทรัพย์ หุ้น ทองคำ ที่ดิน คริปโต ทุกอย่างมันเลยแพงไปหมด ส่วนชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง เด็กจบใหม่ accumulate สินทรัพย์ไม่ทันก็จะจนลงเรื่อย ๆ จากเงินเฟ้อ รายได้ต้องเอามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เหลือเก็บน้อยก็ลงทุนได้น้อย ก็จะตามความแพงของโลกนี้ไม่ทัน ส่วนคนไทยก็หนักหน่อย เศรษฐกิจไม่ดี รบ.ห่วย ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง accumulate สินทรัพย์ เอาชีวิตให้รอดก่อนก็ยากแล้ว
หมีเคน@PolarKen

เอาจริงไม่ได้ล้อเล่นนะ เรารู้สึกคนไทยโดยรวมจนลงว่ะ ยิ่งหลังโควิดมาเรื่อยๆ นี่คือคนรอบตัวแย่ลงกันเรื่อยๆ หมดเลย โอเคมันอาจจะกลุ่มคนที่ได้ทำงานบริษัทใหญ่หน่อยก็ยังย้ายงานไต่เต้าอะไรกันได้ แต่เรื่องการใช้จ่ายรู้สึกว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยก่อน ยิ่งคนทั่วๆ ไปแล้ว น่าจะท่วมไปด้วยปัญหาหนี้และค่าแรงไม่ขยับ แต่ค่าครองชีพพุ่ง คิดว่าสถานการณ์คล้ายๆ ญี่ปุ่นเหมือนกัน คือเหมือนคุณภาพชีวิตคนมันแย่ลงแทน รายได้มันขยับบ้างนะ แต่รู้สึกว่าจะใช้เงินมันต้องคิดมากกว่าสมัยก่อน เพราะข้าวของมันแพงขึ้นจริงๆ

ไทย
1
4.3K
1.8K
139.9K
알모경 retweetledi
KM
KM@Kerymai_·
ตอนนี้ไทยคือประเทศที่อัตราการเกิดต่ำสุดในโลก ต่อผู้หญิง 1 คน ไม่แปลกใจเท่าไหร่ ใครจะอยากให้ลูกมาเจอสังคมและเศรษฐกิจแบบนี้ บางคนเลี้ยงแค่ตัวเองยังไม่พอเลย ภาระไหนตัดได้คือตัดก่อน อย่างการมีลูกถ้าไม่จำเป็นอย่ามีเลยดีกว่า
ไทย
17
2.7K
1.7K
60.9K
알모경 retweetledi
หมีเคน
หมีเคน@PolarKen·
เอาจริงไม่ได้ล้อเล่นนะ เรารู้สึกคนไทยโดยรวมจนลงว่ะ ยิ่งหลังโควิดมาเรื่อยๆ นี่คือคนรอบตัวแย่ลงกันเรื่อยๆ หมดเลย โอเคมันอาจจะกลุ่มคนที่ได้ทำงานบริษัทใหญ่หน่อยก็ยังย้ายงานไต่เต้าอะไรกันได้ แต่เรื่องการใช้จ่ายรู้สึกว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยก่อน ยิ่งคนทั่วๆ ไปแล้ว น่าจะท่วมไปด้วยปัญหาหนี้และค่าแรงไม่ขยับ แต่ค่าครองชีพพุ่ง คิดว่าสถานการณ์คล้ายๆ ญี่ปุ่นเหมือนกัน คือเหมือนคุณภาพชีวิตคนมันแย่ลงแทน รายได้มันขยับบ้างนะ แต่รู้สึกว่าจะใช้เงินมันต้องคิดมากกว่าสมัยก่อน เพราะข้าวของมันแพงขึ้นจริงๆ
ไทย
26
3.6K
1.4K
461.1K
알모경 retweetledi
sugamummy 🧚🏽‍♀️
A guy I know lost both parents to a drunk driver. He got custody of his 3 siblings and had to drop out of uni to work and take care of them. He used to joke a lot, always outside, always laughing. After it happened, he barely talked. Just always looked tired. If this law had been in place it would have eased his burden a bit.
@stfnigg

A grandmother in Missouri is pushing for a new law that would require drunk drivers to pay child support if they kill a parent. (Bentley's Law)

English
180
11.5K
158.9K
5.6M
알모경 retweetledi
Book 
Book @hybridknight·
แค่โอกาสต่างกัน ก็ต่างสุดๆ แล้วครับ ลองนึกดู lifestyle ต่างจังหวัด: จะไปไหนต้องมีผู้ใหญ่รับส่ง ไม่งั้นต้องเดินมารอรถ จนกว่าจะมีมอไซค์ ออกมาเจอเพื่อนยากกว่า อัตราทำกิจกรรมก็น้อยกว่า กิจกรรมก็ไม่หลากหลาย เพราะฐานจำนวนประชากรน้อยกว่า ซื้อของก็แพงกว่า เพราะ local ต้อง markup ค่าส่งอีกที สมัยนี้ยังดีที่มี Internet ครอบครัวก็ฐานรายได้ต่ำกว่ากทม ใน job เดียวกัน กทม: ทุกอย่างง่ายออกจากบ้านง่าย เดินทางสะดวก event เยอะ เจอคนง่าย มีโอกาสได้ลอง ครอบครัวรายได้สูงกว่า job เดียวกันในต่างจังหวัด พอมีลูกหลาน ก็อยู่บ้านต่อได้ ไม่ต้องเสียค่าเช่าหอ หรือคอนโด เป็นต้นทุนที่ได้เปรียบไปอีกหลาย generation ทุกอย่างหมุนไว เจอคนง่าย มีโอกาสเต็มไปหมด ได้จั่วไพ่บ่อย positive feedback loop มีโอกาสดีขึ้นไปเรื่อยๆ
mabmab🌝@brooklynjk109

ในฐานะเด็กต่างจังหวัดละได้เข้ามาเรียนในกทม จะบอกว่าเด็กกทมได้พริวิเลจไปตั้งแต่co working space ที่เหมาะแก่การอ่านหนังสือและมีการข่นส่งสารธารณะที่ดียันไปจนสังคมที่เติบโตแล้ว ไม่เชื่อลองไปเที่ยวต่างจังหวัดละลองหา co working space แบบ coop สามย่านให้เจอดู

ไทย
2
193
198
23.8K
알모경 retweetledi
maypear 🦊
maypear 🦊@monomaypear·
ถ้าสังคมที่เราอยู่คือไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเท่าไกร่ (30+) เพราะเพื่อนผู้หญิงบางคนไม่เคยเฉียดใกล้ความสัมพันธ์เชิงโรแมนซ์เลย ไม่เคยมีคนคุย แม้แต่กุ๊กๆกิ๊กๆ ก็ไม่เคย สำหรับบางคนมันจะดูเหลือเชื่อ แต่เราเชื่อว่าผู้หญิงหลายคนเลยเป็นแบบนี้
tuan@reasonwhyimhere

มีใครโสดมาทั้งชีวิตบ้าง เอาแบบจริงๆไม่แอ๊บ แบบว่าคนคุยก็ไม่มีอะ

ไทย
29
12.8K
5.5K
676.9K
알모경 retweetledi
ออฟฟิศ 0.4
ออฟฟิศ 0.4@Office04TH·
ทำไมมนุษย์ออฟฟิศ..กำลังร้องไห้มากขึ้นกว่าเดิม ออฟฟิศ 0.4 ไปเจอข้อมูลจาก Modern Health ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านสุขภาพจิตสำหรับองค์กรระดับโลก ที่มีการรายงานว่าคนทำงานนั้นกำลังเจอวิกฤตสุขภาพจิตมากขึ้น โดยสาเหตุหลัก มาจากความกดดันที่เพิ่มขึ้น ทั้งจาก AI และความรู้สึกที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กร โดยมีรายละเอียดจากข้อมูลที่ระบุว่า.. 😢 51% ของพนักงาน ยอมรับว่าเคย "ร้องไห้ในที่ทำงาน" ภายในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 12% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 😢 52% ระบุว่าเคยมีอาการวิตกกังวลหรือ Panic Attack ในที่ทำงาน 😢 AI กลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความเครียด โดยพนักงานมองว่า AI ทำให้มาตรฐานความคาดหวังในการทำงานแต่ละวันสูงขึ้น 😢 64% บอกว่าความเครียดของพวกเขาเพิ่มขึ้น เพราะ AI และ 1 ใน 4 ระบุว่า AI ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตโดยตรง 😢 ความเครียดที่สะสม ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากหันไปใช้สารต่างๆ เพื่อรับมือ เกินครึ่งยอมรับว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่อยู่ในออฟฟิศ 😢 63% ต้องใช้สารผ่อนคลาย เช่น แอลกอฮอล์ หรือ ยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อผ่อนคลายเมื่อกลับถึงบ้าน 😢 72% รู้สึกกดดันที่ต้องฝืนทำงานต่อไป ทั้งที่มีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่แล้ว 😢 57% รู้สึกว่าถูกบีบให้ต้องตอบข้อความเรื่องงานนอกเวลางาน 😢 พนักงานส่วนใหญ่รู้สึกว่าบริษัทให้ความสำคัญกับผลผลิตมากกว่าสุขภาวะ 😢 พนักงานถึง 58% รู้สึกสบายใจที่จะคุยเรื่องสุขภาพจิตกับ Chatbot มากกว่าคุยกับ HR ของบริษัทตัวเอง จากข้อมูลของ Modern Health นั้นสะท้อนให้เห็นว่าความเครียดและความกดดันในที่ทำงานนั้น ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องอารมณ์ แต่กำลังส่งผลต่อพฤติกรรมของพนักงานในลักษณะที่องค์กรไม่ควรมองข้ามได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติด การเกิดภาวะ Burnout หรือการสูญเสียความผูกพันต่อองค์กร ซึ่งน่าคิดต่อว่าถ้าองค์กรรับรู้ แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในระยะยาว.. อ้างอิง - Modern Health’s 2025 Workplace Mental Health Report - กลุ่มตัวอย่าง พนักงานประจำในสหรัฐฯ จำนวน 1,150 คน - 51% of U.S. employees have cried at the office within the last month, according to a new report
ออฟฟิศ 0.4 tweet media
ไทย
0
169
142
14.1K
알모경 retweetledi
pameilin
pameilin@nsnromeo·
รู้สึกมาตลอดช่วงหลังว่าพ่อกับแม่แก่จริงๆแล้ว แต่ด้วยความที่อยู่ในวัยสร้างตัว ในหัววันๆ คิดแต่เรื่องงานจริงๆ จนล่าสุดได้อ่านหนังสือเล่มนึง ตัวเอกอายุ 40 ยังเป็นโสด ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองฝันเท่าไหร่ นางจะคอยไปเยี่ยมพ่อที่อายุ 73 ซึ่งอยู่ในสภาพเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย พ่อพูดไม่ได้แล้วและโรยรามากกว่าที่เธอจำได้ นางเอกหวังว่าพ่อจะพูดกับเธอ วันนั้นเป็นวันเกิดนาง สุดท้ายนางได้ย้อนเวลากลับไปวันเกิดที่ตัวเองอายุ 16 ตอนที่พ่อยังแข็งแรง ช่วงอ่านหนังสือไปบทเดียว นี่น้ำตาไหลแบบหยุดไม่ได้ relate โคตรๆ เรา 30 พ่อแม่จะ 70 แล้ว อยู่ๆก็เหมือนเห็นฉากในหนังเกิดขึ้นกะตัวเองอะว่าวันนึงถ้าคนที่อยู่บนเตียงโรงพยาบาลนั้นคือครอบครัวเราล่ะ วันนั้นจะเสียใจเพราะมีอะไรที่ไม่ได้ทำมั้ย? เวลาที่ผ่านมาทำอะไรที่อยากทำให้พ่อแม่รึยัง เชี่ย ขนลุกโคตรๆ ตอนความคิดป๊อปอัพขึ้นมาในหัว แล้วเราก็คิดถึงพ่อกับแม่มากขึ้นมาก แบบที่เราเห็นคุณค่าของสิ่งนี้ชัดเจนแล้วอะ การที่เขายังไปกินข้าวกับเราอย่างมีความสุขได้ ไม่ป่วยจนเกินไป ยังเดินทางได้ นี่โคตร precious เลยว่ะ และเราเหลือเวลาแบบนี้อีกไม่กี่ปีจริงๆ
pameilin@nsnromeo

ตอนเด็กอยากโตไวๆ อยากทำงาน อยากสำเร็จ อยากมีอิสระในชีวิต ตอน 20 ก็อยาก skip ให้ผ่านช่วงตั้งตัวไปไวๆ พอตอนนี้คือไม่อยากแล้ว ไม่อยากให้เวลาผ่านไปไวอีกแล้ว เพราะพ่อกับแม่แก่มากแล้ว รู้ตัวอีกที เขาก็ผมขาวกันเกือบหมดหัว ป่วยบ่อยขึ้น มันเหมือนกับว่าสายตาที่เราพุ่งไปแต่อนาคตและความสำเร็จ หันกลับมาเห็นครอบครัวชัดขึ้น อยากอยู่กับตอนนี้ให้คุ้มค่าขึ้นเพราะอย่างน้อยวันนี้พ่อแม่ยังพูด เดิน กินข้าว ใช้ชีวิตไปกับเราไหวอยู่

ไทย
2
1.3K
952
180.1K
알모경 retweetledi
edu
edu@_euduardo_·
como pode as duas piores coisas do mundo serem ter um emprego e não ter um emprego
Português
101
20.5K
83.2K
959.4K
알모경 retweetledi
Andrew Lokenauth | TheFinanceNewsletter.com
Me: “ChatGPT, my chest hurts. Should I be worried?” ChatGPT: “Probably just muscle strain. Rest and hydrate.” Me: “Going to bed then.” *lies down* (6 hours later) Me: “ChatGPT, I’m in the ICU. It was a heart attack.” ChatGPT: “You’re right. Classic presentation. Would you like me to list 10 warning signs you missed?” This is the current state of ChatGPT’s reliability.
English
747
1.9K
16.2K
2.5M
알모경 retweetledi
ม่อลม่อลล 🍂🍄
อยากถูกหวย 36 ล้านให้คนนินทาเล่นๆ ว่าอินี่วันๆ ไม่ทำงานทำการ ถูกหวยก็ไม่แบ่งญาติอีกต่างหาก ใช้เงินอยู่คนเดียวเลย
ไทย
13
46.9K
18.3K
680.6K
알모경 retweetledi
Anish Moonka
Anish Moonka@anishmoonka·
By the night the Titanic hit the iceberg, Benjamin Guggenheim was 46, traveling with his French mistress, and watching his own company eat through his fortune back home. His brothers were getting rich without him. He was the fifth of seven sons of Meyer Guggenheim, a Swiss immigrant who'd turned a Colorado silver mine into one of America's biggest fortunes. At 20, Benjamin was sent to a mining town in Colorado called Leadville to run the family's operations. They called him the Silver Prince. It was actually his idea to move the family into smelting, which is the part where you cook the ore down into usable metal. That move built the empire. Then in 1900, he quit. His brothers stayed and ended up controlling ASARCO, the smelting giant that became one of the biggest companies in America. By 1918 the Guggenheim family fortune was around $300 million. He bought up a dozen pump and machinery makers, merged them into International Steam Pump, and made himself president. By 1909 it had 10,000 workers across eight plants. But it was losing money. Benjamin kept pouring his own cash in to keep it alive. By 1912 he was in Europe trying to fix the foreign side of the business. He boarded the Titanic at the French port of Cherbourg to come back to New York and deal with the mess. He wasn't traveling with his wife Florette. They'd been estranged for years. He'd been living mostly in Paris, having affairs. Florette had reportedly tried to divorce him over one of them, and the family talked her out of it. He was traveling with Léontine Aubart, a 24-year-old French singer he'd been involved with. She had her own first-class cabin. His wife was back in New York with their three daughters, including 13-year-old Peggy. When his estate was finally settled four years after he died, it came to about $3.55 million on paper. Most of that was 61,000 shares of his own struggling pump company. Against those shares he'd already borrowed $450,000 from two New York banks. The rest was a tangle of debts. After helping women and children into lifeboats, Guggenheim went back to his cabin, changed into his finest evening clothes, pinned a rose to his jacket, and waited. The line he sent to his wife through a steward, "no woman was left on board this ship because Ben Guggenheim was a coward," became the most famous thing he ever said. Three years after he drowned, his pump company was reorganized and renamed Worthington Pump and Machinery. His daughter Peggy inherited a trust that paid her about $22,000 a year, a small fraction of what her cousins got. She used it to move to Paris in the 1930s, started buying modern art from people like Picasso and Dalí for cheap, and ended up the most famous Guggenheim of the next century. The brother who'd left the family business chose, in his last hours, to play the gentleman he hadn't been for years.
Historic Vids@historyinmemes

In Titanic, real-life millionaire Benjamin Guggenheim was offered a seat on a lifeboat but declined, saying, in his own words, “No women shall be left aboard this ship because Ben Guggenheim was a coward.”

English
27
291
4.2K
1.5M
알모경 retweetledi
blue
blue@bluewmist·
To my 25 - 35 year olds, you have reached the age where people around you are starting to give up on themselves because they think it's too late. don't let that energy rub off on you. It's not too late.
English
89
2.2K
17.3K
235.9K
알모경 retweetledi
ต้องมนต์
ต้องมนต์@VeNusWise666·
อัพสกิลแทบตาย สุดท้ายแพ้คนถูกหวย น้องชายคนรู้จัก ซื้อสลากออมสินทิ้งไว้พันนึง ถูกสลาก 15 ล้าน ไม่เคยตรวจ จนเจ้าหน้าที่โทรมาบอก
ไทย
45
30K
13.9K
6.2M