XiaoMin

2.7K posts

XiaoMin

XiaoMin

@Ping_Amornpan

Bangkok, Thailand Katılım Haziran 2019
1.5K Takip Edilen56 Takipçiler
XiaoMin retweetledi
Visegrád 24
Visegrád 24@visegrad24·
The US delegation throws away all Chinese-issued items before leaving 🇨🇳🇺🇸 Before boarding Air Force One in China, members of the American delegation, including President Trump, dumped everything they had received during the visit into a trash bin at the foot of the stairs. This included accreditations, disposable phones, badges, and other items given by Chinese officials. Due to extreme cybersecurity concerns, the entire US delegation used only “burner” phones. Their personal devices were stored on the plane in Faraday bags that block all signals.
English
382
1.7K
10.5K
1.8M
XiaoMin retweetledi
Gordon
Gordon@GordonAlway·
เรื่องบอลโลกนี่นะ ไม่ควรเอาภาษีไปซื้อลิขสิทธิ์ และไม่ควรมีกฎ Must Have ด้วย บอลโลกไม่ใช่ของจำเป็นที่จะต้องเอาภาษีไปอุดหนุน ที่ถูกคือ ใครอยากดูก็ควรสมัครแพคเกจดูเอง
ไทย
44
2.9K
1.8K
167.9K
XiaoMin
XiaoMin@Ping_Amornpan·
@MrMessenger Jensen Huang ไม่ไปเพราะไปก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ เพราะจนถึงตอนนี้ จีนยังไม่ยอมสั่งซื้อ H200 ที่ทรัมป์ยอมขายตั้งแต่ปีที่แล้วเลยค่ะ ล่าสุดจีนอยาก develop เองมากกว่า ส่วนคดีลักลอบขายชิปจาก Siam AI ข่าวนี้มี report ออกมาตั้งแต่กลางปีที่แล้วแล้วค่ะ แค่ในไทยลงข่าวช้าค่ะ ไม่น่าจะเกี่ยวกัน
ไทย
0
3
3
460
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ลุงทรัมป์กำลังจะบินไปประชุม Summit กับลุงสีที่ปักกิ่งวันที่ 14-15 พ.ค. นี้ และพา CEO อเมริการะดับโลก 16+ คนไปด้วย รวมถึง Elon Musk, Tim Cook, Larry Fink, Stephen Schwarzman, David Solomon แล้วมีตัวละครสำคัญคนไหนหายไปจากลิสต์ไหม? คำตอบคือ Jensen Huang CEO ของ Nvidia ที่เป็นบริษัทมูลค่าสูงที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ และเป็นคนที่สำคัญที่สุดในวงการ AI ไม่ได้รับเชิญให้บินไปร่วมทริปนี้ด้วยครับ ทำไม? และมันบอกอะไรเราเรื่องการเดินเกมของจีนและสหรัฐฯ ไปดูเหตุผลกัน --------------------------- มาดู List CEO ที่ตอบรับร่วมทริปกับลุงทรัมป์แบลลฃะเอียดๆกันก่อน Tech: Elon Musk (Tesla), Tim Cook (Apple), Sanjay Mehrotra (Micron), Cristiano Amon (Qualcomm), Dina Powell McCormick (Meta), Jim Anderson (Coherent) Finance: Larry Fink (BlackRock), Stephen Schwarzman (Blackstone), David Solomon (Goldman Sachs), Jane Fraser (Citigroup), Michael Miebach (Mastercard), Ryan McInerney (Visa) Industrial: Kelly Ortberg (Boeing), H. Lawrence Culp Jr. (GE Aerospace), Brian Sikes (Cargill) Biotech: Jacob Thaysen (Illumina) ที่หายไปจาก List: Chuck Robbins (Cisco) - ติด Earnings Schedule พอดี ไม่งั้นไปด้วย GM, Disney, Alphabet - ซึ่งมีธุรกิจในจีน แต่ไม่ได้รับเชิญไปรอบนี้ และ Jensen Huang (Nvidia) - รายใหญ่ที่สุดในวงการ AI แต่ไม่ได้รับเชิญ --------------------------- ทำไม Jensen Huang ไม่ได้ไป? ผมลองคิดเองนะ ไม่รู้เหตุผลลึกๆคืออะไร ทฤษฎีที่ 1: คดีลักลอบชิป OBON-Siam AI ในไทย จำกันได้ไหมที่ผมเขียนบทความเรื่อง OBON Corp ในไทยที่ถูกกล่าวหาว่าลักลอบชิป Nvidia $2.5B ไปจีน? บริษัท OBON เกี่ยวข้องกับ Siam AI Jensen Huang เคยมาเปิดงานที่ Siam AI ที่กรุงเทพฯ เดือน ธ.ค. 2024 ตอนนี้ Nvidia กำลังถูกจับตาจากรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่อง Due Diligence ลูกค้า ถ้า Jensen ไปจีนพร้อมลุงทรัมป์ตอนนี้ = ภาพไม่เหมาะ เพราะ Jensen ดูเหมือนเป็นคนที่ขายชิปให้จีนผ่านช่องโหว่อยู่ ณ ตอนนี้ ทฤษฎีที่ 2: ลุงทรัมป์อาจจะใช้ Jensen เป็น "เครื่องมือต่อรอง" Nvidia คือบริษัทที่ทรงพลังที่สุดในวงการ AI โลกครับ และการ "เก็บ Jensen" ไว้ที่บ้าน ก็เป็นการบอกจีนกลายๆ ว่า "ฉันยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้ชิป AI เธอหรือไม่" นี่คือ Strategic Bargaining Chip ที่สหรัฐฯต้องการเก็บไพ่ตายไว้ก่อน ทฤษฎีที่ 3: Jensen เลือกที่จะไม่ไปเอง Jensen ให้สัมภาษณ์ Jim Cramer ใน CNBC สัปดาห์ที่แล้วว่า "We should let the president announce whatever he decides to announce... If invited, it would be a privilege" = แกพูดเหมือนรอคอย แต่ก็ยอมรับว่าอาจไม่ได้รับเชิญ อาจเป็นการตกลงเงียบๆ ว่า Jensen ไม่ไปเพื่อรักษาภาพ Nvidia ครับ --------------------------- มาถึงเรื่องต่อไป ก็คือ การประชุม Trump-Xi รอบนี้ คาดหวังอะไรได้บ้าง? 1. Taiwan Arms Sales - ลุงทรัมป์อาจ "ยอมเจรจา" กับ สี จิ้นผิง ลุงทรัมป์ออกมาบอกตรงๆ ว่า "ผมจะคุยกับลุงสีเรื่องขายอาวุธให้ไต้หวัน" เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 1982 (ยุคเรแกน) สหรัฐฯ ยึดหลัก "Six Assurances" ที่บอกชัดว่า จะไม่ปรึกษาจีนก่อนขายอาวุธให้ไต้หวัน ถ้าลุงทรัมป์ "เปิดโต๊ะเจรจา" = ทำลายหลักการ 44 ปีของสหรัฐฯ ผลที่ตามมา คือ ไต้หวันจะตกใจหนัก (เพิ่งผ่านงบกลาโหม $25 พันล้าน) และ แพ็คเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า $14 พันล้านที่อนุมัติแล้วในเดือน ม.ค. 2025 อาจถูกชะลอ 2. China's $1.2 Trillion Rare Earths Leverage Bloomberg Economics วิเคราะห์ไว้ และพบว่า 4% ของ GDP สหรัฐฯ (~$1.2 ล้านล้าน) มาจากอุตสาหกรรมที่ใช้แร่หายาก 1.4% ของ GDP ไม่มีทางทดแทนได้ (เรียกว่า "Golden Screws") จีนคุม Supply Chain แร่หายากเกือบ 90% ของโลก ปลายปี 2025 จีนเคย Restrict Export แร่หายากเพื่อตอบโต้ Trump Tariff แต่พอเข้าปี 2026 จีนตกลง "พักการคุม" 1 ปี ถ้าลุงทรัมป์เดินทางเข้าจีนแล้วทำให้สี จิ้นผิง ไม่พอใจ → จีนอาจคุมแร่หายากอีกครั้ง → อุตสาหกรรมสหรัฐฯ มีความเสี่ยงทันที 3. Iran War - สงครามที่กำลังเข้าสู่จุดสิ้นสุด Summit นี้เลื่อนมาจาก มี.ค. 2026 เพราะสงครามอิหร่านแสดงว่าสองมหาอำนาจกำลังหา Common Ground ถ้า Summit นี้สำเร็จในแง่จีนเห็นด้วยในหลักการที่จะเป็นอึ่งกลไกเจรจากับอิหร่าน ตลาดโลกมีโอกาสจะตอบรับ Risk-On ได้เหมือนกันนะครับ --------------------------- ผมว่า Summit Trump-Xi 14-15 พ.ค. ครั้งนี้ จะเป็น "จุดเปลี่ยน" ของระเบียบโลกในปี 2026 ด้วย 3 เหตุผล 1. CEO Mega-Delegation การที่ทรัมป์พา CEO ระดับโลกหลักสิบคนไปจีน แปลว่า เขาต้องการดีลทางธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายฉาบแวย ความหวังที่สหรัฐฯต้องการ เช่น Boeing จะได้ Order เครื่องบินใหญ่ (เคยมี ~300 ลำที่ค้างคา) Apple อาจได้ Tax Break ในจีน Tesla อาจขยายโรงงานเซี้ยงไฮ้เพิ่มเติม BlackRock + Goldman + Citi จะได้ใบอนุญาตทำธุรกิจในจีนมากขึ้น 2. Taiwan อาจกลายเป็น "เครื่องต่อรอง" ตรงนี้ผมเป็นห่วงที่สุดเลยครับทุกคน ลุงทรัมป์เคยเปรียบเทียบไต้หวัน กับ ยูเครน ว่า "ถ้ามีประธานาธิบดีที่ถูกต้อง มันจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้" หลักฐานก็มีนะ ในยุค Trump 1.0 (2017-2021) รัสเซียจะไม่บุกยูเครน, จีนไม่บุกไต้หวัน,เกาหลีเหนือไม่ทดสอบ ICBM แบบเปิดเผย แต่สิ่งที่ทรัมป์ "ไม่ได้พูด" กลับอันตรายที่สุดครับ ในยุคลุงโจ ไบเดน สหรัฐฯ มีคำมั่นชัดเจนหลายครั้งว่าจะ "ปกป้องไต้หวันทางทหาร" (หลักฐานที่ชัดเจนคือ ไบเดน เคยพูดในรายการ 60 Minutes ปี 2022) แต่ทรัมป์มองว่า ไม่ต้องสัญญาอะไรชัดๆ ใช้ตัวฉันเป็น Deterrent ที่ทำให้ศัตรู "ไม่กล้าโจมตี" ก็พอ ปัญหาก็คือ ถ้าวันหนึ่งลุงทรัมป์ไม่อยู่แล้ว คำมั่นสัญญาแห่งสหรัฐฯ จะลดความน่าเชื่อถือไหม? และ พันธมิตรในเอเชีย (ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, ฟิลิปปินส์) จะหาทางป้องกันตัวเอง ออกห่างจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นหรือเปล่า? 3. Jensen ไม่ไป คือ สัญญาณว่า "AI Chip War ยังอีกยาว" ถ้า Summit นี้นำไปสู่การปล่อยชิป Nvidia ให้จีนมากขึ้น = อันตรายต่อความมั่นคงสหรัฐฯ ระยะยาว การ "เก็บ Jensen" ไว้ เท่ากับทรัมป์ส่งสัญญาณว่า AI ยังเป็น Red Line ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ --------------------------- Summit นี้แล้วผมรู้สึกว่า เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนของระเบียบโลกที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ US-China ตั้งแต่ปี 1979 (Nixon เปิดประตูจีน) ถึงตอนนี้ ผ่านมา 47 ปี มันกำลังถูก "Reset" ใหม่อีกครั้ง ถ้าทรัมป์ดีลกับสี จิ้นผิง ได้ดี → ตลาดโลกจะ Rally แรงต่ออีกยาวๆ 3-6 เดือน ถ้าดีลล่ม → Volatility จะกลับมา + Trade War 2.0 อาจเริ่ม Taiwan = Wild Card ที่อาจเปลี่ยนทุกอย่าง นักลงทุนควรติดตาม 3 สัญญาณนี้ในวันที่ 14-15 พ.ค. นะ Joint Statement - ใครได้อะไร? Taiwan - มีการพูดถึงในแถลงการณ์หรือไม่? Rare Earths - จีนต่ออายุ Suspension หรือเปล่า? ใครติดตามตลาดอยู่ สัปดาห์นี้สำคัญทีเดียวครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
5
155
197
22.4K
XiaoMin retweetledi
finnomena
finnomena@finnomena·
💳 #ดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดใช้จ่าย x ดอกเบี้ย 16% x จำนวนวัน) / 365 🔴 ถ้าจ่ายไม่ครบ จะโดนคิดจากยอดเต็มที่รูดเลย 🟢 แล้วค่อยไปคิดจากยอดหนี้คงเหลือในงวดถัดไป .. 📌 ดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นใน 2 กรณี 1. จ่ายไม่ครบหรือจ่ายแค่ขั้นต่ำ (ไม่รวมโปรฯ ผ่อนชำระ 0%) 2. กดเงินสดออกมาใช้ล่วงหน้า .. 🕹️ สูตรคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต ดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดใช้จ่าย x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนวัน) / 365 หากเราผิดเงื่อนไข จะโดนธนาคารคิดดอกเบี้ยทันทีสูงสุด 16% ต่อปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันที่รูดซื้อสินค้า จนถึงวันที่จ่ายยอดทั้งหมดครบ โดยแบ่งการคิดดอกเบี้ยออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้ * วันที่รูด จนถึง วันสรุปยอด * วันสรุปยอด จนถึง วันครบกำหนดชำระ * วันครบกำหนดชำระ จนถึง วันสรุปยอดงวดถัดไป * วันสรุปยอดงวดถัดไป จนถึง วันสรุปยอดงวดถัดไปงวดไป (หากยังไม่จ่ายเราก็ถูกคิดดอกเบี้ยตามจำนวนวันวนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ) .. 💡 ตัวอย่างเช่น รูดบัตรเครดิตซื้อ iPhone ราคา 50,000 บาท (ไม่ได้ใช้โปรฯ 0%) แต่เลือกจ่ายขั้นต่ำ 5,000 บาท (10%) โดยรูดซื้อวันที่ 5 / วันสรุปยอดบัตรคือ 25 / วันครบกำหนดชำระคือวันที่ 9 (เดือนถัดไป) แปลว่างวดถัดไปจะถูกคิดดอกเบี้ย แบบนี้ 1. ดอกเบี้ยเงินต้นส่วนแรก คิดจากยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในรอบบัญชี ตั้งแต่วันรูดสินค้า ถึงวันสรุปยอด (50,000 x 16% x 21) / 365 = 460.27 บาท 2. ดอกเบี้ยเงินต้นส่วนที่สอง คิดจากยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในรอบบัญชี ตั้งแต่วันสรุปยอด ถึงวันครบกำหนดชำระ (50,000 x 16% x 15) / 365 = 328.77 บาท - หากเราจ่ายครบเต็มจำนวน ธนาคารจะไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยในส่วนข้างต้น แต่หากจ่ายไม่ครบจะโดนเรียกเก็บดอกเบี้ยเต็ม ๆ ทุกบาท ทุกสตางค์ - 3. ดอกเบี้ยค้างชำระส่วนแรก คิดจากยอดค้างชำระตั้งแต่วันครบกำหนดชำระ ถึงวันสรุปยอดงวดถัดไป (45,000 x 16% x 16) / 365 = 315.62 บาท 4. ดอกเบี้ยค้างชำระส่วนที่สอง คิดจากยอดค้างชำระตั้งแต่วันสรุปยอดงวดถัดไป ถึงวันครบกำหนดชำระงวดถัดไป (45,000 x 16% x 14) / 365 = 276.15 บาท สรุปว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งสิ้น 1,380.81 บาท .. จะเห็นว่าวิธีคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต ค่อนข้างซับซ้อน และเก็บแพงมาก เพราะเป็นสินเชื่อระยะสั้น เพราะฉะนั้น อย่าทำผิดเงื่อนไข !! รูดแล้วจ่ายให้ครบตามกำหนด ไม่จ่ายขั้นต่ำ ไม่กดเงินสดออกมาใช้ ไม่งั้นจะทั้งสับสนกับอัตราดอกเบี้ย และยอดหนี้ที่วนลูป พอกพูนขึ้นไม่หยุด
ไทย
0
287
278
32.3K
XiaoMin retweetledi
ทันโลกกับ Trader KP
ตรุษจีนปีนี้…ทองคำ “ไม่ขึ้น” แต่ร่วงหลุด 5,000 ดอลลาร์ นี่คือการพักฐาน หรือสัญญาณว่า “รอบใหญ่กำลังจบ” ? บางปี…ตรุษจีนคือ “ฤดูกาลทอง” จีนคือหนึ่งในชาติที่มีดีมานด์ซื้อทองคำใหญ่ที่สุดของโลก คนจำนวนมากจึงเชื่อว่า…ตรุษจีนเมื่อไหร่ ทองต้องขึ้น แต่ปี 2569 ตลาดกลับเล่นตรงข้ามแบบสุดทาง ทองคำโลกดิ่งลงทันทีตั้งแต่เช้าในตลาดเอเชีย ร่วงไปกว่า 41 ดอลลาร์ ก่อนจะหลุดแนวสำคัญ 5,000 ดอลลาร์ ลงไปแตะราว 4,998 ดอลลาร์ ฝั่งทองไทยก็ไม่ต่างกันราคาจากสมาคมค้าทองคำ “ปรับลงหลายครั้งในวันเดียว” จนรวมแล้วลงหนักระดับ 550 บาท คำถามคือ ตรุษจีนไม่ช่วยทองแล้วจริงไหม ? หรือจริง ๆ แล้ว “คนที่กำลังเขย่าตลาด” อยู่…ไม่ใช่เทศกาล แต่คือบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น ? จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business Tomorrow คุณจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 1) ตรุษจีนไม่ได้ทำให้ทองขึ้น…เพราะตัวแปรจริงคือ “โลก” ไม่ใช่ “ฤดูกาล” คุณจิตติเปิดประเด็นแรกแบบชัดมากว่า หลายคนเข้าใจผิดว่า “ตรุษจีน = ทองต้องขึ้น” แต่ความจริงคือ “ทองขึ้นหรือไม่ขึ้น ไม่ได้อยู่ที่เทศกาล แต่อยู่ที่ตลาดโลก” ปีนี้ทองลงไม่ใช่เพราะคนจีนไม่ซื้อ แต่เพราะแรงขายในตลาดโลก “หนักกว่าดีมานด์ตามฤดูกาล” 2) ทองคำรอบนี้ไม่ใช่แค่ผันผวน…แต่มันคือ “การล้างเลเวอเรจ” คุณจิตติมองว่า รอบนี้ต่างจากการย่อปกติในอดีต เพราะมันเหมือนตลาดกำลัง “ล้างของแรง” ช่วงก่อนหน้า ทองคำขึ้นยาวตั้งแต่ต้นเดือน และขึ้นแรงมากจนทำให้คนจำนวนมาก “อยากรวยเร็ว” โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้ซื้อทองจริง แต่เข้าไปเล่น ฟิวเจอร์ส / สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และใช้ “มาร์จิ้น” หรือ “เลเวอเรจ” หนุนกำลังซื้อ ผลคือ…เมื่อราคาย่อลงแรง คนที่เติมมาร์จิ้นไม่ไหวก็โดนบังคับขาย แล้วตลาดก็ไหลลงต่อเป็นโดมิโน 3) ทำไมจีนถูกจับตาว่าเป็นต้นตอความผันผวน ? ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะคุณจิตติยืนยันว่า… “จีนมีวอลุ่มเก็งกำไรสูงจริง” และสอดคล้องกับสิ่งที่สื่อฝั่งสหรัฐพูด โดยเฉพาะ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า ความผันผวนรุนแรงของทองคำช่วงนี้ มีส่วนมาจาก “ความร้อนแรงในตลาดจีน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม… ทองคำปีนี้ “ขึ้นแรงผิดปกติ” และ “ลงแรงผิดปกติ” ในเวลาไล่เลี่ยกัน 4) คุณจิตติประเมินว่า “ความผันผวนจะจบใน 1-2 สัปดาห์” เพราะอะไร ? หากดูจากประสบการณ์ตลาดทอง เวลาที่ทองถูกทุบแรง ๆ แบบนี้ มักเป็นช่วงที่ “กองทุนทำกำไร” และ “คนเล่นมาร์จิ้นโดนล้างพอร์ต” และโดยธรรมชาติ เมื่อคนที่ทนไม่ไหวถูกบังคับขายออกไปหมด ตลาดจะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติเอง จึงประเมินว่า ความผันผวนไม่น่าจะยืดเยื้อเกิน 1-2 สัปดาห์ 5) “ทองจริง” กับ “ทองเก็งกำไร” คนละโลกกัน คุณจิตติพูดชัดมากว่า… ▪️คนที่ซื้อทองจริงเพื่อสะสม = ไม่ค่อยขายแม้ติดดอย ▪️คนที่ใช้มาร์จิ้น = พอราคาลงแรงก็ “หมดตัว” ได้ทันที เขายกตัวอย่างแบบเห็นภาพว่า ถ้าคนมีเงิน 100,000 บาท แล้วไปเล่นทองแบบเลเวอเรจหนัก ๆ การย่อลงแค่ไม่กี่จังหวะก็พังได้เลย นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การขึ้นของทองรอบนี้” ถึงดูเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา เพราะมันถูกเร่งด้วยความโลภและเลเวอเรจ 6) แล้วทำไม “ขาใหญ่” ยังซื้อทองไม่หยุด ? นี่คือส่วนที่ทำให้บทสัมภาษณ์มีน้ำหนักมาก แม้ทองจะผันผวนหนัก คุณจิตติยังเชื่อว่า “ภาพใหญ่ทองยังเป็นขาขึ้น” เพราะแรงซื้อที่สำคัญที่สุดไม่ใช่รายย่อย แต่คือ… ▪️ธนาคารกลางทั่วโลก ซื้อทองต่อเนื่องเพื่อ “ลดความเสี่ยงจากดอลลาร์” และลดความเสี่ยงจากการถือสินทรัพย์ที่อาจถูกอายัดได้ในอนาคต คุณจิตติยกตัวอย่างกรณีรัสเซีย ที่ถูกอายัดสินทรัพย์ในระบบดอลลาร์ ทำให้หลายประเทศเริ่มคิดเหมือนกันว่า… “ถ้าถือเงินในระบบเขา วันหนึ่งอาจถูกยึดได้” ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่ “พิมพ์เพิ่มไม่ได้” และ “ไม่ขึ้นกับความเชื่อใจใคร” 7) ทองยังอยู่ใน Supercycle? และเป้าหมายปีนี้คือ 5,800–6,000 ดอลลาร์ คุณจิตติประเมินว่า หากทองปีนี้ขึ้นต่อในกรอบผลตอบแทนระดับ 35–40% ราคาทองมีโอกาสไปถึง 5,800 ดอลลาร์ หรือแตะ 6,000 ดอลลาร์ และถ้าแปลงเป็นทองไทย มีโอกาสเห็นระดับ ประมาณ 90,000 บาท/บาททองคำ ประโยคที่สะท้อนมุมมองชัดที่สุดคือ… “ทองยังไม่แพง ถ้าเทียบกับความเสี่ยงของดอลลาร์” 8 ) คำแนะนำสำคัญที่สุด: “อย่าพยายามจับจังหวะ” ถ้าซื้อเพื่อระยะยาว คุณจิตติย้ำว่า… ไม่มีใครรู้ว่าจุดต่ำสุดของวันอยู่ตรงไหน และไม่มีใครรู้ว่าจุดสูงสุดของรอบอยู่ตรงไหน ดังนั้นถ้าเป็น “เงินเย็น” และตั้งใจถือยาวเพื่อเก็บความมั่งคั่ง การทยอยสะสมยังเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า การพยายามจับจังหวะให้เป๊ะ แต่ถ้าเป็นเงินร้อน เล่นเก็งกำไรระยะสั้น ต้องระวังมาก เพราะช่วงนี้ทองลงแรงได้ในวันเดียวเป็นร้อยดอลลาร์ #บทสรุป: ตรุษจีนปีนี้…ทองไม่ได้แพ้เทศกาล แต่แพ้ “เลเวอเรจ” ทองคำที่ร่วงหลุด 5,000 ในวันตรุษจีน อาจดูเหมือนสัญญาณน่ากลัว แต่คุณจิตติให้ภาพอีกด้านว่า… นี่อาจเป็นเพียง “การล้างแรงเก็งกำไร” เพื่อให้ตลาดกลับไปยืนบนฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม และหลังจากแรงสวิงจบลง ทองคำยังมีโอกาสกลับมาเดินหน้าต่อ ด้วยแรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลก ที่ยังไม่ไว้ใจดอลลาร์ และยังต้องการสินทรัพย์ที่ “พิมพ์เพิ่มไม่ได้” คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่…ทองจะลงอีกไหม แต่คือ… หลังจากล้างเลเวอเรจเสร็จ…ทองจะกลับมา “ทำจุดสูงสุดใหม่” อีกครั้งหรือเปล่า ? #ทองคำ #Gold #GoldPrice #ตรุษจีน #China #ตลาดทองคำ #ลงทุน #การเงิน #BusinessTomorrow
ทันโลกกับ Trader KP tweet media
ไทย
0
82
136
15.5K
XiaoMin retweetledi
#CryptoThaiCommunity
#CryptoThaiCommunity@SChinnapas·
เคยตั้งสมมติฐานแล้วเล่าให้เพื่อนๆฟังว่า ทองขึ้นผิดปกติ น่าจะเป็นการหลอกเม่าเพื่อเอาสภาพคล่องออกจากรายย่อยให้หมด แล้วเริ่มใหม่ ในที่สุดก็จริง 👇 🚨 เบื้องหลังการถล่ม $10 Trillion: เมื่อการขึ้นของทองคำ คือ "กับดัก" เพื่อดูดเงินสดจากรายย่อย? ทองคำหลุด $4,500 และ Silver หลุด $72... มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ระเหยไปในเวลาเพียง 3 วัน หลายคนมองว่านี่คือ Panic Sell ธรรมดา แต่ถ้าเรามองให้ลึกกว่ากราฟ เราจะเห็น "เกมการเงิน" ที่โหดร้ายซ่อนอยู่ 📉 1. ภาพลวงตาของขาขึ้น (The Bull Trap) ก่อนหน้านี้ราคาทองคำถูกลากขึ้นไปจนเป็น Parabolic พร้อมข่าวดีสารพัดที่ประโคมว่า "ดอลลาร์จะล่มสลาย" หรือ "ทองจะไป $10,000" สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อให้รายย่อยรวย... แต่เกิดขึ้นเพื่อสร้าง FOMO (ความกลัวตกรถ) ให้รายย่อยแห่กันเอา "เงินสด" เข้ามาในตลาด 🐋 2. การหา "ทางออก" ของรายใหญ่ (Exit Liquidity) Smart Money หรือรายใหญ่ที่ถือของมาต้นทุนต่ำ เขาไม่สามารถขายทำกำไรได้ถ้าไม่มีคนซื้อจำนวนมากพอ การลากราคาขึ้นไป คือการเรียกแขกให้รายย่อยเข้ามารับของ... ✅ รายใหญ่ "รินขาย" (Distribution) ในช่วงที่ข่าวดีที่สุด ✅รายย่อย "รับของ" ที่ราคาสูงที่สุด ผลลัพธ์คือ: รายใหญ่ได้ "เงินสด" (Cash) กลับไปนอนกอด ส่วนรายย่อยได้ "ดอย" ไปกอดแทน 💸 3. วิกฤตสภาพคล่องคือของจริง การเทขายรุนแรงจนมูลค่าหายไป $10 Trillion ยืนยันสมมติฐานนี้ได้ดีที่สุด คือตลาดกำลังต้องการ "เงินสด" อย่างหนัก เมื่อรายใหญ่ถอนเงินสดออกไปจนพอใจแล้ว ก็ปล่อยให้ราคาถล่มลงมาตามแรงโน้มถ่วง ทิ้งให้คนที่เข้ามาทีหลังต้องเผชิญกับ Margin Call และการขาดทุนยับเยิน 💡 บทเรียนที่เราได้รู้ ในตลาดการเงิน "ราคา" อาจจะหลอกตา แต่ "Flow ของเงิน" ไม่เคยโกหก ทุกครั้งที่ราคาวิ่งขึ้นแรงผิดปกติ ให้ถามตัวเองเสมอว่า... "ใครกำลังขายใส่เรา?" และ "เรากำลังเป็นสภาพคล่องให้ใครออกของหรือเปล่า?" อย่าเป็นเหยื่อในเกมที่คนอื่นเป็นคนเขียนกติกาครับ ตอนนี้ชัดเจนมากรายย่อยเป็นเหยื่อ รอดูการขึ้นตลาดใหม่ อย่างไรก็ไปตลาดใหม่ คนรู้ และเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก #GoldCrash #Silver #SmartMoney #ExitLiquidity #Investment #GlobalFinance #ลงทุนเป็น
#CryptoThaiCommunity tweet media#CryptoThaiCommunity tweet media
ไทย
5
2.3K
1.6K
200.1K
XiaoMin retweetledi
🐔White chicken🐔on pink background
ตอนแรกไม่รู้ข่าว จนมาเห็นโพสของเพจนี้ที่สรุปเรื่องของคุณนุ่นและคุณหลุยส์ ไว้ดีมากๆ ขอนำมาแบ่งปันนะฮะ ขอส่งกำลังใจให้คุณนุ่นและคุณหลุยส์นะฮะ🙏
🐔White chicken🐔on pink background tweet media🐔White chicken🐔on pink background tweet media🐔White chicken🐔on pink background tweet media🐔White chicken🐔on pink background tweet media
ไทย
2
801
433
66.1K
XiaoMin retweetledi
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ค่าเงินเยนแข็งค่า 3% ใน 2 วัน หลังมีข่าว สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น เตรียมจับมือ "ทุบดอลลาร์" การแข็งค่าของเงินเยนรอบนี้ ทำเอาดัชนี Nikkei ร่วง 2% จุดเปลี่ยนมาจากการที่ นายกฯ Takaichi และ รมว.คลังญี่ปุ่น ประกาศ "พร้อมจัดการนักเก็งกำไร" และมีข่าวหลุดว่า ก.คลังสหรัฐฯ และ Fed อาจลงมาช่วยญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงิน (Intervention) กูรูชี้.. ถ้าอเมริการ่วมด้วย นี่อาจเป็น Plaza Accord ภาค 2! ความผันผวนนี้เกิดขึ้นรอบนี้ มีความเสี่ยงเพิ่ม จากวิกฤตตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น (JGB) ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 40 ปี พุ่งทะลุ 4% เป็นประวัติการณ์ สาเหตุหลักมาจากนโยบายลดภาษีอาหารของนายกฯ Takaichi ที่ทำให้ตลาดกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
1
73
99
9.2K
XiaoMin retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ตอนนี้ BOJ มีทางเลือกไม่มาก 1. ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ 2. ซื้อพันธบัตร เพื่อกดอัตราผลตอบแทนลง นายกซานาเอะ ทากาอิจิ ประกาศลาออกสวยๆ นี่ถ้าไม่ออกสงสัยจะโดนเหมือนที่ Liz Truss โดน
Charlie Bilello@charliebilello

Japan’s 30-year bond yield has spiked to 3.77% - the highest level on record. A preview of what’s coming for the US if we don’t get our deficit/debt spiral under control. The chickens eventually come home to roost.

ไทย
1
30
55
6.9K
XiaoMin retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
นี่คือบทสัมภาษณ์ที่ควรดูจริงๆ เพราะคนที่พูดไม่ใช่คนธรรมดา แต่คือ Scott Bessent ที่ออกมาวางแผนเศรษฐกิจทรัมป์แบบตรงไปตรงมา ชนิดที่ฟังแล้ว…ไม่ต้องเดา ไม่ต้องตีความเยอะ และสิ่งที่เขาพูดนั้น…มันไม่ใช่แค่นโยบายเศรษฐกิจธรรมดา แต่มันคือแนวคิดใหม่ว่าอเมริกาจะเดินเกมโลกยังไงในยุคต่อไป เขาพูดชัดว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจ “Hot” เ คือโตแรงๆ คนทำงานมีรายได้ ธุรกิจขยายตัว ไม่ใช่โตแบบประคองตัว อเมริกาจะเหยียบคันเร่งไม่ใช่แตะเบรก 2. Tariffs จะไม่ใช่เครื่องมือชั่วคราว…แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ถาวร” นี่สำคัญมาก Bessent พูดว่า tariffs จะกลายเป็น strategic norm แปลไทยตรงๆ คือภาษีศุลกากรจะกลายเป็นสิ่งปกติในเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ตั้งภาษีเพราะรัฐบาลโมโห ไม่ใช่แค่ต่อรองเป็นครั้งๆ แต่คือจะใช้เป็น อาวุธประจำตัว เพื่อคุมห่วงโซ่อุปทาน เพื่อบีบประเทศคู่แข่ง เพื่อชี้นำการลงทุนให้กลับมาอยู่ในอเมริกา 3. เศรษฐกิจต้อง Re-privatized Bessent บอกว่าเศรษฐกิจต้องถูกทำให้กลับไปเป็นของเอกชน หมายถึงอะไร? แปลว่า…ช่วงที่ผ่านมา รัฐเข้าไปแทรกเยอะ เข้าไปอุ้มเยอะ เข้าไปกำกับเยอะ เงินรัฐบาลไหลไปอุดรูรั่วมากเกินไป และแนวคิดทรัมป์คือ… เอาเศรษฐกิจคืนให้ภาคเอกชนเป็นตัวนำ 4. เติบโตให้เร็วกว่าหนี้ Bessent พูดตรงๆ ว่า growth must outrun debt การเติบโตต้องวิ่งแซงหนี้ เพราะถ้าหนี้โตเร็วกว่ารายได้ประเทศ สุดท้าย…ประเทศจะถูกหนี้ลากลงไปกินในน้ำ พูดง่ายๆ คือ ไม่ใช่แค่ลดหนี้ แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจโตจนหนี้ดูเล็กลง เรื่องสุดท้ายสำคัญมาก 5. Fed ต้องถูกยกเครื่อง Bessent บอกว่า Fed ต้องถูก overhaul คือไม่ใช่แค่ปรับนิดปรับหน่อย แต่ต้องรื้อใหม่ เพราะในมุมของทรัมป์และคนรอบตัวในทำเนียบขาว Fed กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจที่กำหนดทิศทางประเทศมากเกินไป และบางจังหวะ…มันไปขัดกับ agenda การเร่งเศรษฐกิจ ถ้าจะสรุปให้สั้นสุด… นี่ไม่ใช่แค่นโยบายภายในประเทศ แต่มันคือการบอกว่า อเมริกาจะกลับมาเล่นเกมใหญ่… และจะเล่นแบบไม่เกรงใจใคร foxbusiness.com/video/63878312…
ไทย
18
967
1.1K
77.8K
XiaoMin retweetledi
Global Statistics
Global Statistics@Globalstats11·
💰 Top 50 Assets in the World 1. 🪙 Gold - $31.021 Trillion 2. 🇺🇸 NVIDIA - $4.580 Trillion 3. 🥈 Silver - $4.321 Trillion 4. 🇺🇸 Apple - $3.966 Trillion 5. 🇺🇸 Alphabet (Google) - $3.830 Trillion 6. 🇺🇸 Microsoft - $3.514 Trillion 7. 🇺🇸 Amazon - $2.491 Trillion 8. ₿ Bitcoin - $1.872 Trillion 9. 🇹🇼 TSMC - $1.671 Trillion 10. 🇺🇸 Meta Platforms - $1.660 Trillion 11. 🇺🇸 Broadcom - $1.628 Trillion 12. 🇸🇦 Saudi Aramco - $1.510 Trillion 13. 🇺🇸 Tesla - $1.502 Trillion 14. 🇺🇸 Berkshire Hathaway - $1.075 Trillion 15. 🇺🇸 Eli Lilly - $933.66 Billion 16. 🇺🇸 JPMorgan Chase - $918.52 Billion 17. 🇺🇸 Walmart - $898.62 Billion 18. 🇺🇸 Vanguard S&P 500 ETF - $828.97 Billion 19. 🇺🇸 iShares Core S&P 500 ETF - $766.81 Billion 20. 🇨🇳 Tencent - $732.23 Billion 21. 🇺🇸 SPDR S&P 500 ETF - $713.80 Billion 22. 🇺🇸 Visa - $682.79 Billion 23. 🇰🇷 Samsung - $626.78 Billion 24. 🪙 Platinum - $580.67 Billion 25. 🇺🇸 Vanguard Total Stock Market ETF - $571.61 Billion 26. 🇺🇸 Oracle - $553.33 Billion 27. 🇺🇸 Exxon Mobil - $534.44 Billion 28. 🇺🇸 Mastercard - $513.99 Billion 29. 🇺🇸 Johnson & Johnson - $492.24 Billion 30. 🇳🇱 ASML - $476.71 Billion 31. 🇺🇸 Bank of America - $421.38 Billion 32. 🇺🇸 Palantir - $414.81 Billion 33. 🇺🇸 Invesco QQQ Trust - $407.59 Billion 34. 🇺🇸 AbbVie - $389.14 Billion 35. 🇺🇸 Costco - $388.79 Billion 36. Ξ Ethereum - $388.24 Billion 37. 🇺🇸 Netflix - $387.54 Billion 38. 🇨🇳 Agricultural Bank of China - $376.15 Billion 39. 🇫🇷 LVMH - $374.08 Billion 40. 🇨🇳 Alibaba - $372.84 Billion 41. 🇺🇸 AMD - $359.92 Billion 42. 🇨🇳 ICBC - $356.43 Billion 43. 🇺🇸 Micron Technology - $351.32 Billion 44. 🇺🇸 General Electric - $343.92 Billion 45. 🇨🇳 China Construction Bank - $342.93 Billion 46. 🇺🇸 Home Depot - $342.54 Billion 47. 🇺🇸 Chevron - $330.12 Billion 48. 🇨🇭 Roche - $329.79 Billion 49. 🇺🇸 Procter & Gamble - $328.53 Billion 50. 🇰🇷 SK Hynix - $326.73 Billion Note: Precious metals are estimates. Source: Companies Market Cap
Global Statistics tweet media
English
155
1.2K
5K
497.3K
XiaoMin retweetledi
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
เราจะอยู่กันอย่างงี้จริงๆหรอ? ไปเจอโพสตามรูปนี้ เลยเข้าไปหาต่อในคอมเม้นต์ ปรากฎ ต้นทางคือ Medley รายการ KEY MESSAGES ของช่อง The Standard สรุป ความเน่าของรัฐไทยตามนี้ 1. James Robinson (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์) บอกว่า ไทยเข้าข่าย "รัฐกระดาษ" มีโครงสร้างกฎหมายและหน่วยงานที่ดูดีแค่บนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติกลับไร้ประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง 2. กระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน ยกตัวอย่างคดี "บอส อยู่วิทยา", "ป้าบัวผัน" และกรณี "ชั้น 14 รพ.ตำรวจ" ที่ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในตำรวจและกระบวนการยุติธรรม 3. สินบนใบอนุญาตก่อสร้างเพียบ การจะสร้างบ้านหรือตึกในไทยมักต้องจ่าย "เงินใต้โต๊ะ" เพื่อให้ใบอนุญาตผ่านสะดวก ตั้งแต่หลักหมื่นสำหรับบ้านเดี่ยว ไปจนถึงหลักล้านสำหรับคอนโดมิเนียม 4. ทุจริตนมโรงเรียน: ปัญหาคุณภาพนม (นมผสมน้ำ/นมผง) และการทุจริต "นักเรียนผี" (เบิกงบเกินจำนวนเด็กจริง) รวมถึงปัญหาการจัดการโควต้านมที่ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน 5. แอปพลิเคชันภาครัฐ: รัฐไทยมีแอปฯ กว่า 2,700 แอปฯ ใช้งบประมาณมหาศาล (บางแอปฯ ราคาสูงถึง 60 กว่าล้านบาท) แต่ส่วนใหญ่เป็น "แอปฯ ร้าง" ที่ใช้งานไม่ได้จริง หรือซ้ำซ้อนกันเอง 6. อนุสาวรีย์ตึกร้าง: โครงการก่อสร้างของรัฐจำนวนมากที่สร้างไม่เสร็จ หรือสร้างเสร็จแล้วถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ (เช่น ตึก กสทช., พิพิธภัณฑ์หอยสังข์) สูญเสียงบประมาณนับแสนล้านบาท สรุปคือ การคอร์รัปชันในไทยเป็นเรื่องฉาวโฉ่ ต่างชาติเค้ารู้กันดี และเป็นต้นทุนแฝงที่ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ และทำให้เราขาดเสน่ห์ที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามา ไปดูคลิปเต็มได้ที่ youtube.com/watch?v=Api-Fi…
YouTube video
YouTube
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
116
10.8K
5.7K
370.8K
XiaoMin retweetledi
Global Statistics
Global Statistics@Globalstats11·
💰 Top 50 Assets in the World 1. 🪙 Gold - $30.120 Trillion 2. 🇺🇸 NVIDIA - $4.540 Trillion 3. 🇺🇸 Apple - $4.034 Trillion 4. 🥈 Silver - $3.995 Trillion 5. 🇺🇸 Alphabet (Google) - $3.788 Trillion 6. 🇺🇸 Microsoft - $3.594 Trillion 7. 🇺🇸 Amazon - $2.467 Trillion 8. ₿ Bitcoin - $1.747 Trillion 9. 🇺🇸 Meta Platforms - $1.663 Trillion 10. 🇺🇸 Broadcom - $1.640 Trillion 11. 🇹🇼 TSMC - $1.576 Trillion 12. 🇸🇦 Saudi Aramco - $1.532 Trillion 13. 🇺🇸 Tesla - $1.495 Trillion 14. 🇺🇸 Berkshire Hathaway - $1.084 Trillion 15. 🇺🇸 Eli Lilly - $963.40 Billion 16. 🇺🇸 Walmart - $888.25 Billion 17. 🇺🇸 JPMorgan Chase - $886.02 Billion 18. 🇺🇸 Vanguard S&P 500 ETF - $821.99 Billion 19. 🇺🇸 iShares Core S&P 500 ETF - $760.31 Billion 20. 🇺🇸 SPDR S&P 500 ETF - $707.78 Billion 21. 🇨🇳 Tencent - $691.76 Billion 22. 🇺🇸 Visa - $676.83 Billion 23. 🇺🇸 Vanguard Total Stock Market ETF - $565.59 Billion 24. 🇺🇸 Oracle - $560.00 Billion 25. 🇰🇷 Samsung - $556.90 Billion 26. 🪙 Platinum - $517.50 Billion 27. 🇺🇸 Mastercard - $516.08 Billion 28. 🇺🇸 Exxon Mobil - $513.03 Billion 29. 🇺🇸 Johnson & Johnson - $498.60 Billion 30. 🇺🇸 Palantir - $423.65 Billion 31. 🇳🇱 ASML - $415.26 Billion 32. 🇺🇸 Bank of America - $407.38 Billion 33. 🇺🇸 Invesco QQQ Trust - $405.16 Billion 34. 🇺🇸 AbbVie - $403.82 Billion 35. 🇺🇸 Netflix - $397.29 Billion 36. 🇨🇳 Agricultural Bank of China - $384.66 Billion 37. 🇺🇸 Costco - $382.84 Billion 38. 🇫🇷 LVMH - $376.19 Billion 39. 🇨🇳 ICBC - $361.12 Billion 40. Ξ Ethereum - $359.20 Billion 41. 🇨🇳 Alibaba - $349.74 Billion 42. 🇺🇸 AMD - $348.66 Billion 43. 🇨🇳 China Construction Bank - $347.42 Billion 44. 🇺🇸 Home Depot - $342.55 Billion 45. 🇺🇸 Procter & Gamble - $335.41 Billion 46. 🇨🇭 Roche - $332.34 Billion 47. 🇺🇸 General Electric - $326.64 Billion 48. 🇺🇸 Micron Technology - $321.23 Billion 49. 🇰🇷 SK Hynix - $312.25 Billion 50. 🇺🇸 Chevron - $307.07 Billion Note: Precious metals are estimates. Source: Companies Market Cap
Global Statistics tweet media
English
202
1.5K
7.1K
773.6K
XiaoMin retweetledi
Bark
Bark@barkmeta·
🚨 SILVER PRICE MANIPULATION Silver was on a direct path to $90+ this week. The momentum was high but then it mysteriously crashed, now we know why: 1. Margin Hikes: Raised to $25k to force small players out. 2. Bank Bailout: Liquidity injected to cover a $35B+ failed short position. 3. Price Discrepancy: Street prices reached $50+ over spot, but charts remained down to protect the institutions betting against Silver. Result: Price smashed back to $71. They didn't crash the market because it was "overbought." They crashed it because they were insolvent and needed an eject button. We’re witnessing institutional level manipulation on a never before seen scale.
Bark tweet mediaBark tweet media
English
384
920
3.7K
229.5K
XiaoMin retweetledi
Shanaka Anslem Perera ⚡
Shanaka Anslem Perera ⚡@shanaka86·
CME JUST DECLARED WAR ON PRECIOUS METALS Friday night CME Clearing issued Advisory 25-393 Margin hikes on almost every precious metals contract Effective tonight Silver up $3,000 to $25,000 per contract Gold up $2,000 to $22,000 per contract Platinum up 23 percent Palladium up 20 percent Second hike in 17 days The playbook is familiar 1980 Silver Rule 7 bankrupted the Hunt Brothers 2011 Five margin hikes in nine days triggered a 30 percent crash But this time something is different In 72 hours China implements export licensing on silver Only state-approved firms can ship metal out China controls 60 to 70 percent of global refined supply The world’s largest commodity exchange just raised the cost of being long right before the world’s largest supplier closes the door Sunday night silver hit $83.75 then crashed to $75.15 in 70 minutes While COMEX collapsed Shanghai kept trading at $85 The premium widened during the crash Physical buyers paid more while paper liquidated This is not capitulation This is transfer 820 million ounces cumulative deficit since 2021 COMEX registered inventory down 70 percent since 2020 Fifth consecutive year of structural shortage You can margin hike a leveraged speculator You cannot margin hike a solar panel factory that needs the metal to operate By January 5 silver futures drop 10 to 20 percent Then physical demand absorbs every ounce The paper market is being flushed The physical market is being hoarded Two markets Two prices One reckoning
Shanaka Anslem Perera ⚡ tweet media
English
42
202
663
99.9K
XiaoMin retweetledi
SilverTrade
SilverTrade@silvertrade·
🚨REPORT: Major Bullion Bank COLLAPSES After Silver Shorts LIQUIDATED!! 🚨 🔥Friday, we asked whether a large bullion bank massively short silver was about to be LIQUIDATED after being unable to make a margin call Friday afternoon. silvertrade.com/news/precious-… 🚨Fast forward to Sunday night, and unconfirmed reports from Hal Turner are claiming a systemically important bank has COLLAPSED after being unable to make a margin call, their silver short position was LIQUIDATED this morning, and the institution received an EMERGENCY $34 BILLION BAILOUT from The Fed’s Repo Window!!💥 The report claims that the systemically important (TBTF) bank COLLAPSED, but we suspect that if their legacy silver short position was in fact liquidated, that The Fed provided whatever liquidity was needed via the Repo Facility to prevent the collapse of the bank. Legacy gold & silver short positions were put on by the bullion banks with the backing of the US Treasury, and with an implicit understanding that the institutions would be protected in this exact situation that is reportedly unfolding. While rumors are swirling, we should have confirmation by 8:30am Monday morning if indeed this TBTF bank tapped the Overnight Repo Facility for $34 Billion. #Silver #SilverSqueeze #SilverManipulation
SilverTrade tweet mediaSilverTrade tweet media
English
238
1.2K
4.6K
421.5K
XiaoMin retweetledi
Bark
Bark@barkmeta·
🚨 SILVER DOWN 10% IN MINUTES. NOW WE KNOW WHY 📉 That violent 10% candle wasn't retail selling. It was a forced liquidation event. News confirmed: A major bank blew up its Silver Futures position at 2:00 AM from a missed margin call. $34B Emergency Fed Injection + Forced Liquidation Algorithm triggered. When a whale this big gets taken out, the market dumps everything to cover the hole. That’s why we saw the 10% wipeout.
Bark tweet mediaBark tweet media
English
556
1.5K
8.2K
1.3M
XiaoMin retweetledi
Mr Liquidity⚡️base.eth
Mr Liquidity⚡️base.eth@cosmosno1·
🟦 ทองออนไลน์ทำให้บาทแข็ง จริงไหม? อธิบายแบบไม่ต้องรู้การเงิน โดย มร liquidity หลายคนบอกว่า ทองออนไลน์ทำให้เงินบาทแข็ง ประโยคนี้ไม่ผิดทั้งหมด แต่เหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่เพราะคนซื้อทองเยอะ เป็นเพราะระบบหลังบ้านของตลาดทองไทย 🔍 ปัญหามันอยู่ตรงไหน? ลองนึกภาพง่ายๆ คนไทยจำนวนมากซื้อทองออนไลน์ แต่ประเทศไทยไม่มีทองจริงพอให้ส่งมอบ แพลตฟอร์มเลยต้อง ไปซื้อทองล่วงหน้าจากต่างประเทศ ใช้สัญญาซื้อขายแทนทองจริง แต่คนซื้อทองออนไลน์ไม่ได้จ่ายเงินเต็ม วางเงินแค่ประมาณ 3–10% ที่เหลือยังเป็นเงินบาท นอนอยู่ในบัญชีไทย ผลคือ เงินบาทกองอยู่ในประเทศเยอะผิดปกติ และนี่เองที่ทำให้บาทแข็งขึ้นแบบเงียบๆ 💱 แล้วทำไมขายทองทีไร บาทแข็งทุกที? ตอนซื้อทอง ใช้สัญญาล่วงหน้า เงินดอลลาร์ยังไม่ต้องจ่ายจริง แต่ตอนขายทำกำไร ต้องแลกเงินจริง มีการขายดอลลาร์เป็นเงินบาททันที เลยเกิดภาพที่หลายคนเห็น ทุกครั้งที่ราคาทองขึ้นแรง แล้วคนขายทำกำไร ค่าเงินบาทมักจะแข็งตาม ไม่ใช่เพราะทองมีพลังพิเศษ แต่เพราะจังหวะเงินเข้าออกไม่สมดุล 📦 ปัญหาแถม: ทองไทยไม่เหมือนทองโลก ทองในไทย ความบริสุทธิ์ไม่เท่าทองสากล ต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนก่อนขายต่างประเทศ ทองจึงถูกพักไว้ในเขตปลอดภาษี ระหว่างรอจัดการเอกสาร ช่วงเวลานี้ เงินดอลลาร์ถูกขายแล้ว แต่ทองยังไม่ออกจากประเทศ เงินบาทจึงแข็งก่อนของจริงจะเคลื่อน 🎯 สรุปสั้นๆ ทองออนไลน์ไม่ใช่ตัวการหลักที่ทำให้บาทแข็ง แต่โครงสร้างตลาดทองไทย ทำให้เงินไหลเข้าก่อน และไหลออกช้า เงินค้างในประเทศ บาทจึงแข็งเป็นช่วงๆ 🛠️ ทางแก้ที่ถูกจุด รัฐบาลไม่จำเป็นต้องไปเล่นงานคนซื้อทอง แต่ควรแก้ระบบหลังบ้าน เช่น 1. มีศูนย์ชำระราคาทองที่เป็นมาตรฐานเดียว 2. ปรับมาตรฐานทองไทยให้ตรงกับตลาดโลก 3. ใช้ทองในเขตปลอดภาษีเป็นหลักประกันได้ ถ้าระบบทำงานได้ตรงไปตนงมา ค่าเงินบาทจะสะท้อนเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่แข็งเพราะโครงสร้างเพี้ยน บทเรียนเชิงนโยบาย อย่าโทษพฤติกรรมของคน ถ้าปัญหาจริงอยู่ที่โครงสร้างระบบ
Mr Liquidity⚡️base.eth tweet media
ไทย
10
407
338
23.6K
XiaoMin retweetledi
พรรคเพื่อไทย
🚨 2 นาที กับ “อ.เชน” ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย #ดีเบตอีกสักตั้ง #เลือกตั้ง68 #เพื่อไทยทำได้
ไทย
12
1.2K
955
61.7K
XiaoMin retweetledi
Fun Manager
Fun Manager@funxmanager·
แอดแวะไปฟังเรื่องเงินบาทแข็งค่าไม่ปกติ แล้วธปท.เรียกคุยผู้ค้าทอง มีประเด็นหลักๆดังนี้ 1. สาเหตุของการเรียกพบระหว่าง ธปท. และร้านทอง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เรียกตัวแทนผู้ค้าทองคำรายใหญ่ประมาณ 14-15 ราย เข้าพบเป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 แล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการคือ - แก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง: เพื่อตอกย้ำความพยายามในการสกัดกั้นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างผิดปกติ - สกัดกั้น "เงินเทา": ธปท. ต้องการตรวจสอบเงินทุนไหลเข้าที่หาที่มาที่ไปไม่ได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็น "เงินเทา" ที่เข้ามาฟอกผ่านระบบการค้าทองคำ, ====== 2. ทำไม "ทองคำ" ถึงกลายเป็นจำเลยหลัก? ธปท. ได้วิเคราะห์ข้อมูลและพบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจระหว่างการซื้อขายทองคำกับค่าเงินบาท ดังนี้ - มูลค่ามหาศาล: ธุรกรรมการเทรดทองคำทุกช่องทางในไทย (โดยเฉพาะ Paper Gold และออนไลน์) มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 50% ของ GDP ประเทศ, - สัดส่วนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา (FX): ในวันที่เงินบาทผันผวนหรือแข็งค่าเร็ว พบว่าธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราจากร้านทองมีสัดส่วนสูงถึง 20.5% ของปริมาณการซื้อขายรวมในตลาด ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนที่อยู่ที่เพียง 8.9% - ตย. ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าเร็วจาก 31.80 ลงมาเหลือ 31.40 บาทต่อดอลลาร์ พบว่า "มากกว่าครึ่งหนึ่ง" ของปริมาณการขายดอลลาร์ในตลาดมาจากร้านทอง ====== 3. กลไกการกดดันค่าเงิน (How it works) - เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น นักเก็งกำไรจะขายทองหรือทำกำไร แล้วนำดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาท (ขายดอลลาร์-ซื้อบาท) เพื่อปรับสถานะทางการเงิน - เมื่อมีความต้องการซื้อเงินบาท (Demand) เข้ามาพร้อมกันจำนวนมหาศาลจากการเทรดทอง จะทำให้ค่าเงินบาท "แพงขึ้น" หรือ "แข็งค่า" ขึ้นอย่างรวดเร็วและผันผวนผิดปกติตามกลไก Demand-Supply ====== 4. มาตรการที่ ธปท. นำมาใช้และเตรียมบังคับใช้ ธปท. ได้งัดมาตรการเข้มข้นออกมาจัดการ แบ่งเป็น 3 ระดับ * บังคับใช้แล้ว: การตรวจสอบธุรกรรม FX ผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารต้องขอหลักฐานประกอบทุกธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำอย่างเข้มงวด * อยู่ระหว่างพิจารณา: การให้ผู้ค้าทองรายใหญ่ต้องรายงานข้อมูลทุกธุรกรรมให้ ธปท. รับทราบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตาม * อยู่ระหว่างหารือ: การยกระดับการกำกับดูแลร้านทองร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันที่มีมูลค่าสูง ====== 5. ผลกระทบต่อกลุ่มต่างๆ - ผู้ค้าทองรายใหญ่ (14-15 ราย) บวก: สร้างความโปร่งใส ลดข้อครหาเรื่องฟอกเงินหรือเก็งกำไรค่าเงิน ลบ: ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้น ต้องลงทุนระบบและบุคลากรเพื่อจัดทำรายงานข้อมูลที่ละเอียดขึ้น - ผู้ค้ารายย่อย (ร้านทองตู้แดง) หากซื้อขายเป็นเงินบาทและไม่ทำธุรกรรม FX โดยตรง จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่อาจมีความยุ่งยากในการทำธุรกรรมกับธนาคารมากขึ้นในระยะแรก - นักลงทุน/ตลาด บวก: หากทำสำเร็จ ค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพ ดีต่อการลงทุนระยะยาว ลบ: สภาพคล่องในการซื้อขายทองคำออนไลน์อาจลดลง ความรวดเร็วและความยืดหยุ่นในการทำกำไรอาจหายไป, ====== บทสรุป ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าข้อมูลที่มีอยู่ในมือ "ชัดเจนมาก" ว่าธุรกรรมทองคำส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทและอาจเป็นช่องทางของเงินผิดกฎหมาย จึงจำเป็นต้องเข้ามาจัดระเบียบ แม้ผู้ค้าทองบางรายอาจมองว่าตนเองทำธุรกิจปกติ แต่เมื่อรวมปริมาณทั้งตลาดแล้วกลับสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อเศรษฐกิจมหภาค
Fun Manager tweet media
ไทย
3
847
579
60.3K