Ciizo

1.6K posts

Ciizo banner
Ciizo

Ciizo

@_Ciizo_

ISTP-A | software engineer | lens:https://t.co/Z6AWtMaclY phaver:https://t.co/9KHHg0fCLD | https://t.co/QYoH4ces8Y

Katılım Haziran 2021
444 Takip Edilen130 Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
Ciizo
Ciizo@_Ciizo_·
To myself 👇
English
1
0
0
0
Ciizo retweetledi
Skyboyz
Skyboyz@Skyboyz15·
ฟรีวีซ่า⁉️ กระโดดถีบประตูทลายห้องมืด‼️ "สารวัตรแจ๊ะ" พร้อมชุดสืบสวน รวบชาวผิวสี 6 คน แก๊งหลอกให้รัก ในห้องพัก 3 ห้องภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง จ.นนทบุรี "บิ๊กจ๋อ" รอง ผบช.น. ตามติดตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือ 18 เครื่อง ตั้งรูปโปรไฟล์ฝรั่งดูดีบังตา เช่นเป็น นักบิน ทหารอเมริกัน วิศวะกร ทนาย หมอ ฯลฯ พบข้อความสอนแชตหาหญิงสูงวัย พัฒนาการไปไกลถึงขั้น “สคลิปแชตเสียว” ที่ใช้กระเส่าสาวสูงอายุ โดยจะมีบทพูดเพื่อนำพาเข้าสู่อารมณ์แห่งราคะได้พบกับความปรารถนาอันเร่าร้อน ซึ่งตำรวจพบพยานหลักฐานลักษณะการหลอกลวงแบบนี้จากข้อมูลในโทรศัพท์ ของผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ตรวจสอบพบว่าล้วนอยู่เกินเวลากำหนด (Overstay) นานแล้ว จึงนำตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย. 🙏🏻คลิปวิดีโอ-ข่าว ดสืบสวน #สารวัตรแจ๊ะ #แก๊งหลอกให้รัก #ฟรีวีซ่า #นักทีองเที่ยว #สแกมเมอร์
ไทย
120
3.2K
5K
914.5K
Ciizo retweetledi
CR Sanchez
CR Sanchez@crsanchezx·
Cuando tu jefe te dice: "Estamos todos en el mismo barco"
Español
354
10.6K
80.9K
6.3M
Ciizo retweetledi
Out of Context Human Race
Out of Context Human Race@NoContextHumans·
Mario Kart in real life in Vietnam looks like a death trap💀
English
597
1.9K
14.5K
3.2M
Ciizo retweetledi
voyez ˚ꔛ
voyez ˚ꔛ@vivi_eomma·
คนไทยรู้ยังว่ามันคือธุรกิจสีเทา
P A P U N@papunjaeat

เพื่อนสมัยเด็กนี่ เที่ยวตปท.ลงรูปในไอจีตลอด เคยไปบังเอิญเจอกันที่ญี่ปุ่น เพื่อนมาขอนอนด้วย ( นี่นอนโรงแรม 5 ดาวในโตเกียว ) เลยถาม ตอนนี้นอนโรงแรมไหน เผื่อลองไปพักบ้าง ตอนเพื่อนบอกนอนบ้านคนที่เปิดแบ่งให้พัก นี่ก็เอะ เห็นไปเที่ยวต่างประเทศบ่อย กิน Fine Dining นึกว่าทำธุรกิจอะไร คุยไปคุยมา เลยอัพแพคชีวิตกัน เพื่อนก็เล่าตรงๆว่าได้เงินจากการบริจาคไข่ รอบละ 4-5 หมื่น นี่ก็มองว่ามันเงินดีเหมือนกัน แต่วิธีบริจาคมันดูเสี่ยงและต่อไปจะมีลูกยากด้วย เพื่อนบอกไม่เป็นไร ไม่ได้อยากมีลูก อยากใช้ชีวิตมากกว่า ก็ไม่อะไรแค่รู้สึกเป็นอีกมุมที่แปลกดี แบบ อะไรที่เราเห็นในโซเซียล ของจริงมันอาจมีอะไรมากกว่านั้น ไม่รู้ตอนนี้เพื่อนเป็นไงบ้างไม่ได้คุยกันหลายปีล่ะ

ไทย
7
24.4K
11.1K
3.1M
Ciizo retweetledi
Perth Woratana 🇦🇺🇹🇭
AI vibe code ต้องระวังอะไรบ้าง? เคสนี้ใช้ Cursor + Claude Opus 4.6 (โมเดลแพง) มันจะไปลบ staging แต่คำสั่งดันลบ production + backup ทั้งหมด 😱 เคสนี้มีเขียน prompt กันไว้แล้วด้วย ว่าอย่าไปลบอะไรมั่ว แต่คำสั่งที่รันดูเผิน ๆ ไม่มีอะไรผิดปกติ ความน่ากลัวของ AI คือ ถ้ามันทำผิด ไม่มีคนรับผิดชอบ คือบอกได้ว่า AI มันทำผิด สมมติเสียหายไปแล้วหลายแสนบาท แล้วยังไงต่อ? คำแนะนำ คือ ควรอ่านคำสั่งก่อนรันดี ๆ อย่าเพิ่ง allow all 😭
Gary Marcus, MIT PhD and NYU Professor Emeritus@GaryMarcus

Total AI disaster, totally predictable

ไทย
8
148
189
23.2K
Ciizo retweetledi
will
will@psvit·
การที่บุคลากรสาย tech มานั่งหาทางประหยัด token ในการใช้ AI มันแปลได้ชัดเจนว่าค่า token มันแพงกว่าค่าตัวเขาแล้วนะ หรือก็คือ make sense แล้วที่จะมีตำแหน่งใหม่ที่มาทำงานเพื่อประหยัด token หรือไม่อย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมาหาทางประหยัด token เลยแต่แรกถ้ายังคิดว่า AI มันถูกกว่าคน
ไทย
16
490
363
128K
Ciizo retweetledi
นัทนัท
นัทนัท@natk148·
มาเข้าเรื่อง ทำ MCP กับ design system ตัวเองต่อวันนี้ นั่งฟังวิดีโอ พส.คนพูดบอกว่าทำรีเสิชบอกว่าเทียบกันระหว่างให้เก็บข้อมูล design system ใน format Json กับ markdown สรุปว่า json ดีกว่า เพราะเทสแล้วประหยัดตอนใช้ AI ดึง เช่น เก็บพวก component identity, props, variant, size, usage, states, usage guidelines etc. ที่เหลือทำ retrieval MCP ไว้ข้างในแบบ on demand ต้อง optimize context เยอะหน่อย เพราะถ้าใช้ design system ตัวเอง มันข้อมูลเยอะ ต้องกำหนดให้พอดีกับที่จะใช้งาน ตัว MCP เลยช่วยจัดการชี้เส้นทางให้ ai ไปหยิบของเฉพาะที่จะใช้งานได้ ไส้ในอยู่ที่ว่าจะแนบอะไรไปกับ context เช่น ที่เราทำต้อง always present แนบไปกะ prompt ก่อนจะให้ MCP ไปหยิบของ คือพวกตัวหนังสือ สี อะไรที่ใช้ในหน้า page เช่นระดับ token ที่ใช้จริงอย่างขั้น semantic ตัดพวกความยุ่งเหยิงฝั่ง primitive, component ทิ้งหมดเลย ถ้าไม่ always present น้องมันจะมโน กับไปหยิบพวก tailwind มาใช้แทน ที่เราไม่ต้องการ
ไทย
1
23
20
1.6K
Ciizo retweetledi
KuKKui
KuKKui@gKukkui·
ความเจ๋งของ Gemini ที่อัพเดตมาล่าสุดคือ ตอนนี้คือใช้ NotebookLM บน Gemini ได้เลยอะ!! ซึ่งความเจ๋งของการใช้ NotebookLM บน Gemini ได้ก็คือออ " ให้ Gemini รีเสิชและสรุปมาให้จบและให้ NotebooLM ทำ Present หรือ Video ต่อให้ได้เลยจ้าาาาา " ก่อนหน้านี้ก็ใช้ได้นะแต่ๆๆ ตอนนี้กดสร้างบนนี้ได้เลยจ้าา ไม่ใช่แค่ดึงมาแล้ววววว และเชื่อมั้ยว่าเดี๋ยว Gemini CLI ก็ใช้ได้ อิ_อิ
KuKKui tweet media
Google AI@GoogleAI

TGIF! Here are some of our favorite updates from the past week: — Notebooks in @GeminiApp, an integration with @NotebookLM that enables you to retrieve context from your private notebooks or convert your active chats into grounded sources for new research — The @GeminiApp on web now generates customizable interactive visualizations, including 2D and 3D models, directly in your chat to help you deconstruct complex concepts — The new AI-powered @GoogleFinance tool is shipping to 100+ countries, delivering market research, advanced charting, expanded real-time data, and more

ไทย
5
187
272
17.5K
Ciizo retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 facebook.com/funxmanager/po…
JRT tweet media
ไทย
27
2K
3K
620.5K
Ciizo retweetledi
EarthDeFIRE
EarthDeFIRE@EarthDeFIRE·
สรุปค่าใช้จ่ายต่อเดือน รถสันดาป • ค่าน้ำมัน = 4,770 • ประกัน = 2,300 • ซ่อมบำรุง = 1,300 รวม 8,370 บาท/เดือน รถ EV • ค่าไฟ = 1,270 • ประกัน = 4,000 • ซ่อมบำรุง = 650 • ค่าเสื่อมแบต = 2,333 รวม 8,253 บาท/เดือน EV ถูกกว่า 117 บาท/เดือน *** แบบนี้แสดงว่าเทคโนโลยี innovation EV จริงๆแล้วยัง Price efficiency ไม่เจ๋ง พอ & ยังเสียเวลาต้องชาร์จอีก (ไม่ทันใจวัยรุ่น ) เดี๋ยว คงต้องรอ ซักแป๊บนึงแหละ ให้ เทคโนโลยีพัฒนา ให้การชาร์จหรือค่ารถถูกกว่าน้ำมัน ผมจึงค่อยย้ายมา EV แล้วกัน
Gordon@GordonAlway

ลองให้ ai คำนวน อ่านเอาสนุกๆละกัน ปกติ รถอีวี รับประกันแบต 8 ปี แต่ในการคำนวณค่าเสื่อมใช้ที่ 15 ปีเลย  เราจะใช้เงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด • ระยะทาง 20,000 กม./ปี • เฉลี่ย 1,667 กม./เดือน • ชาร์จบ้าน 70% • ชาร์จนอกบ้าน 30% • EV คิดค่าเสื่อมแบต 15 ปี

ไทย
29
1.7K
930
244.6K
Ciizo retweetledi
belza09
belza09@belza_09·
รีวิวชีวิตการทำงานที่ amazon prime video ในช่วง 4.5 ปีที่ผ่านมา จดไว้ก่อนตัวเองลืม 1. คนชอบเข้าใจผิดว่าทำงานที่นี่จะได้ subscription ฟรี คือไม่มีจ้า ต้องจ่ายเงินเอง 😅 2. software engineer 1 คน = ทำทุกอย่างใน SDLC + devops + QA + oncall ละบางโปรเจ็กต์ก็เป็น data sci/eng/PM ไปด้วย
ไทย
5
792
933
99.7K
Ciizo retweetledi
ᝰ.ᐟ🫐
ᝰ.ᐟ🫐@jrpj__·
เราข้ามขั้นการแปล อธิบาย เพราะทุกคนมี AI และหลายที่แปลแล้ว 😌~ สมมติฐานเดียวที่เราคิดถ้า Ray Dalio ถูกโลกเข้าสู่ multi-conflict / pre-war regime ดังนั้นสิ่งที่ต้องเปลี่ยน วิธีคิดเรื่องเงินทั้งหมด โลกเดิม Post-1945 globalization efficiency low inflation peace premium …
ไทย
1
1
10
934
Ciizo retweetledi
Perth Woratana 🇦🇺🇹🇭
Layoff เป็นฟีเจอร์ของการทำงาน Tech? วันนี้คุยกับเพื่อน เรื่องการ Layoff คนใน บ Tech ที่เกิดขึ้นเยอะมาก เพื่อนบอกว่าในยุคนี้การ Layoff เหมือนเป็นฟีเจอร์ของงาน Tech ไปแล้ว เห็นด้วยมาก - ข้อดีของงาน Tech คือ รายได้ดี ถ้าอยู่บริษัทใหญ่ ยิ่งรายได้ดีมาก - แต่ข้อเสียของงาน Tech คือ ยิ่งอยู่ บ ใหญ่ ยิ่งมีความเสี่ยง Layoff เราเปลี่ยนธรรมชาติของ Industry ไม่ได้ ถ้าไม่อยากรับความเสี่ยงนี้ ก็ไปหาองค์กรสายอื่นทำได้ สรุปว่าความเสี่ยงในการ Layoff เราต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการทำงานสาย Tech นั่นแหละ เราเปลี่ยนตรงนี้ไม่ได้ โฟกัสในสิ่งที่เราคอนโทรลได้ดีกว่า เช่น อัปสกิลยังไงให้เราเก่งขึ้นไปเรื่อย ๆ 🥰 ป.ล. ทำ บ เล็กก็ปลิวได้ แค่ว่าถ้า บ เล็กเราอาจจะเห็นสัญญาณไวหน่อย เพื่อนแชร์ว่ายิ่ง Startup ยิ่งเห็นเร็วเลย เพราะทีมเล็ก ๆ เห็นการเงิน / รายได้ ชัดเจนกว่า บ ใหญ่อีก
Perth Woratana 🇦🇺🇹🇭 tweet media
ไทย
0
90
120
33.6K
Ciizo retweetledi
บูมอยากนอน
ดราม่า true ทำข้อมูลลูกค้าหลุดนี่เงียบมากๆ จากที่อ่านมาจากเฟสของคุณ Thanarat เห็นบอกว่า ตอนแรก PR พยายามปิดข่าวว่าไม่รั่ว สุดท้ายยอมต่อหลักฐาน ถึงขั้นไปคุยกับผู้บริหารระดับ n-1 แล้วจึงยอมรับว่าจริง 😢
บูมอยากนอน tweet media
ไทย
13
24.3K
5.5K
516.1K
Ciizo retweetledi
Perth Woratana 🇦🇺🇹🇭
เพิ่งเคยเล่น Claude Code แบบจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้หา Terminal ดี ๆ ไม่เจอ จนมาเจอ Warp warp.dev ของเค้าดีจริง ยอม
Perth Woratana 🇦🇺🇹🇭 tweet media
ไทย
3
94
237
10.6K
Ciizo retweetledi
ลงทุนDiary
ลงทุนDiary@longtundiary·
Tips for มือใหม่ claude code แบบผม - พยายามทำให้ claude.md เล็กที่สุด - use skill for repetitive tasks - always start with plan mode - sub agents เลือก default model ได้ - ask if you are not 95% confidence (บอกให้มันถามเราเยอะๆ) - based on what we just did, how can we make it better? More efficient? - /clear ตลอดเท่าที่ได้ - context is key but too much is shit -> ให้ agent อ่าน md เท่าที่งานนั้นต้องการ - จะแปะ pdf หรืออะไร แปะเท่าที่อยากให้มันอ่าน นี่แค่สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากใช้มา 3-4วัน เองนะ ถ้า3-4ปีจะขนาดไหน 🤣🤣🤣
English
0
127
263
9.2K
Ciizo retweetledi
Blue News
Blue News@bluenews_9·
เขาลักชาติครับ
Blue News tweet media
ไทย
55
24.9K
11.1K
450.2K