DJ Earn retweetledi
DJ Earn
2.3K posts

DJ Earn
@dj_earn
5th Runner up Miss Grand Thailand 2023 / ig : earnpatt💖✨
Katılım Ocak 2020
96 Takip Edilen5.5K Takipçiler
DJ Earn retweetledi
DJ Earn retweetledi

ทำแบบนี้ มีสุขภาพจิตที่ดี 100%
- ให้ความสำคัญกับปัจจุบัน ทุกอย่างที่ผ่านไปแล้ว เห็นเป็นบทเรียน
- รักตัวเองเหมือนที่รักคนอื่นได้ ไม่เอาใจของเราไปผูกไว้กับคนอื่นจนไม่เป็นตัวเอง
- รู้จักปล่อยวางในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
- พูดขอบคุณบ่อย ๆ ทั้งกับตัวเองและคนอื่น
- เลือกที่จะยิ้มให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เราไม่ลืมว่า เราคู่ควรกับการมีความสุข
ไทย
DJ Earn retweetledi

ทฏษฏี Let Them คือจริงที่สุด…
1."ถ้าเขาอยากทำ…ให้เขาทำ"
อย่าฝืนควบคุม หรือบังคับให้เขาเป็น
ในแบบที่เราคาดหวัง ปล่อยให้เขาได้เลือกเอง
แล้วเราจะได้เห็นความจริงของเขาโดยไม่ต้องเดา
2."ถ้าเขาไม่อยากอยู่…ให้เขาไป"
คนที่อยากอยู่จริง ๆ ไม่ต้องรั้งก็ไม่ไป
การปล่อยให้เขาเลือกทางของตัวเอง
จะช่วยประหยัดทั้งแรงและหัวใจเรา
3."ถ้าเขาไม่พยายาม…
อย่าฝืนพยายามแทน"
ความสัมพันธ์ที่มีแต่เราทุ่มอยู่ฝ่ายเดียว
เหมือนเราวิ่งอยู่คนเดียวในสนาม
สุดท้ายก็เหนื่อยล้มเอง
4."ถ้าเขาไม่ให้ค่า…
อย่าอธิบายซ้ำ ๆ ว่าเรามีค่าแค่ไหน"
คนที่เห็นค่าเรา จะมองเห็นเอง
โดยไม่ต้องใช้คำพูดยืนยันตลอดเวลา
5."ถ้าเขาไม่ฟัง…อย่าเสียเวลาพูดซ้ำ"
การเงียบก็เป็นคำตอบหนึ่ง
และบางครั้งมันดังกว่าการอธิบายเป็นร้อยประโยค

ไทย
DJ Earn retweetledi

เหตุผลทางประสาทวิทยาว่า “เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครทั้งนั้น”
0
สมองคนอื่นเลือกจะเชื่อหรือไม่เชื่อเราตั้งแต่ก่อนเราพูดจบแล้ว
เวลาที่เราต้องพยายามพูดกับคนที่ “ไม่เชื่อ” หรือ “ไม่เห็นคุณค่า” ในสิ่งที่เราพยายามทำ บางแว่บเราอาจจะเผลอคิดว่า เอ๊ะ … หรือเรายังไม่ดีพอ หรือยังไม่ควรค่าแก่ความเชื่อใจของเขา หรือเราเป็นคนผิดจริงๆวะ?
เราจึงพยายามชี้แจงมากขึ้น พยายามอธิบายมากขึ้น พยายามยกเหตุผลมาใช้มากขึ้น แต่กลายเป็นว่ายิ่งเราพยายามอธิบายมากเท่าไหร่ มันกลับยิ่งบั่นทอนตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
ผมเองก็เคยคิดว่า การพิสูจน์ตัวเองคือเส้นทางเดียวที่จะทำให้คนเห็นว่าเราคือใคร
แต่หลังจากผ่านชีวิตมา 40 กว่าปี และอ่านงานวิจัยด้าน cognitive neuroscience ต่างๆ ผมกลับพบความจริงที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังจนเปลี่ยนวิธีมองโลกของผมไปเลย นั่นคือ สมองของบางคน “ตั้งใจจะไม่เชื่อเรา” ก่อนที่เราจะเริ่มพิสูจน์เสียอีก และสมองของบางคนก็ “พร้อมจะเชื่อเรา” โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย
ดังนั้นนะครับสมองกำลังบอกเราอยู่ว่า
“คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองให้ใครที่ตั้งใจจะไม่เชื่อคุณอยู่แล้ว”
…
1
สมองตัดสินเรา ก่อนเราจะพูดคำแรกด้วยซ้ำ
งานวิจัยของ Kaplan และคณะ (2023) แสดงให้เห็นว่าเวลามนุษย์พบ “ข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อเดิม” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ เช่นความไว้ใจในเพื่อนร่วมงาน สมองจะเปิด “ระบบป้องกันภัยทางความคิด” แทบจะในทันที
จากผลวิจัยด้วย fMRI พบว่า dlPFC (พื้นที่ประเมินเหตุผล) ทำงานน้อยลง แต่ว่า dACC และ anterior insula (เครือข่ายตรวจจับภัยคุกคาม) ทำงานรุนแรงขึ้น
ผลคือ ข้อมูลใหม่, even ข้อมูลดีมาก, ถูกตีความว่าเป็น ความเสี่ยงต่อความเชื่อเดิม มากกว่าเป็น “หลักฐาน”
ตรงนี้คือคีย์สำคัญฮะ สมองมนุษย์ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อค้นหาความจริง แต่เพื่อ รักษาความสบายใจของตัวเองไว้ก่อน และความเชื่อดั้งเดิม สมองมองว่าเป็น “ส่วนหนึ่งของเรา” อะไรที่ไม่ตรงกับมันจึงถูกมองว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ได้ง่าย อย่างเช่น ถ้าเราเป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคน เราจะมีแนวโน้มเชื่อได้ยากว่าเขาประพฤติทุจริตครับ
ดังนั้นในทางกลับกันถ้าคน ๆ หนึ่ง “ไม่เชื่อเราอยู่แล้ว” สมองเขาจะตีความทุกอย่างที่เราพูดว่าเป็นภัยคุกคาม ไม่ใช่ข้อมูล
…
2
เมื่อสมองปกป้องตัวตนของตัวเองมากกว่าความถูกต้อง
งานวิจัยของ Dan Kahan และการรีวิวโดยทีม MIT ในปี 2023 พบว่าเวลามนุษย์รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับ “คนอื่น” สมองจะใช้ความเชื่อของกลุ่ม (ingroup belief) เป็นตัวชี้นำก่อนว่าควรเชื่อใคร หรือไม่เชื่อใคร
ดังนั้นถ้าตั้งต้นแล้ว เราเป็น outgroup ในสายตาเขา ข้อมูลของเราจะถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถืออัตโนมัติ ผ่านกลลดการทำงานของ dlPFC ตั้งแต่ก่อนประมวลผลด้วยซ้ำ
ดังนั้นในความเป็นจริง มันจึงไม่ใช่ว่าเรา “ไม่ดีพอ”
แต่สมองเขากำลัง “ปกป้องความเป็นตัวเขาเอง” มากกว่าจะฟังเรา
…
3
เครือข่ายใหม่ในสมองที่ค้นพบ—“Fast-Rejection Network”
งานนี้น่าสนใจมาก เพราะมันพบว่า สมองมีโหมดเฉพาะสำหรับการ “ปฏิเสธคนคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว” โดยแทบไม่ใช้การคิดแบบมีสติเลย เรียกว่า Fast-Rejection Network
Network นี้ประกอบด้วย dorsal ACC, anterior insula และ premotor bias system
ลักษณะมันคือ “ตัดสินก่อนคิด” และระบบนี้ทำงานในระดับ preconscious
นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมบางคน “ไม่ชอบเรา” โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด และจะพิสูจน์อย่างไรก็ไม่เปลี่ยน นั่นเพราะการปฏิเสธเกิดขึ้น ก่อน ที่ข้อมูลของเราจะเข้าถึง PFC ที่ใช้เหตุผล
…
ไทย
DJ Earn retweetledi

💔 บทเรียนราคาแพง เมื่อ "ความรัก" จบลง แต่ "เรื่องเงิน" ไม่จบ
ปกติ ไม่ค่อยได้เขียนถึงเรื่ิองการเงินส่วนบุคคลนะ
แต่เคสนี้ ผมอยากแชร์มุมมองส่วนตัวหน่อย
ผมได้อ่านข่าวดาราสาวท่านหนึ่ง ที่ต้องออกมาแถลงทั้งน้ำตา
บอกว่า "คนในอดีต" ยื่นฟ้องขอแบ่งทรัพย์สิน
ทั้งที่เลิกรากันไปกว่า 2 ปีแล้ว
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดราม่าบันเทิงครับ
แต่มันคือ "Case Study ทางการเงินและกฎหมาย" ที่สำคัญมากสำหรับคนมีคู่ทุกคน ไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม
ถึงไม่ปรากฎบนสื่ิอ Sccial
เราก็เห็นเคสแบบนี้บ่อยมาก
วันที่รักกัน "กระเป๋าเธอคือกระเป๋าฉัน"
แต่วันเลิกกัน
มันกลายเป็นสงครามตัวเลขที่เจ็บปวดที่สุด
กรณีดาราสาว สอนให้เราเห็นว่า "ความใจดีและความเชื่อใจ" โดยปราศจาก "เอกสารและการจัดการความเสี่ยง"
อาจกลับมาทำร้ายเราได้อย่างสาหัส
นี่คือสิ่งที่ผมถอดบทเรียนออกมาเป็น
"กฎเหล็กการเงินสำหรับคู่รัก"
เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยครับ
❌สิ่งที่ "ห้ามทำ"
1. ห้ามเลี้ยงดูจนอีกฝ่ายกลายเป็น "ภาระถาวร"
ในเคสนี้ ดาราสาวดูแลทุกอย่าง
ทั้งเงินเดือน ค่ากินอยู่ เที่ยวต่างประเทศ
แม้กระทั่งครอบครัวฝ่ายชาย
การเป็น "สายเปย์" ไม่ผิดครับ
แต่ถ้าเปย์จนอีกฝ่าย "ขาดความสามารถในการยืนด้วยตัวเอง"
วันหนึ่งเขาจะมองว่าเงินของคุณคือ
"สิทธิ" ที่เขาพึงได้ ไม่ใช่ "น้ำใจ"
2. ห้ามใช้ "สัญญาใจ" ในเรื่องเงิน
คำพูดที่ว่า "ไม่เอาอะไรเลย รู้ตัวว่าผิด"
ตอนเลิกกัน มันไม่มีน้ำหนักในศาลครับ
ในโลกการเงินและการกฎหมาย
"ถ้าไม่ได้เซ็น คือไม่ได้พูด" ครับ
ความเชื่อใจใช้ได้กับความรัก
แต่ใช้ไม่ได้กับการบริหารทรัพย์สิน
3. ห้ามสถานะ "คลุมเครือ" (แฟน vs ลูกจ้าง vs หุ้นส่วน)
ดาราสาวให้เงินเดือนฝ่ายชาย ให้ปันผล
แต่สถานะคือ "แฟน" ที่มาช่วยงาน
จุดนี้แหละครับที่เป็นช่องโหว่
ให้อีกฝ่ายฟ้องว่าเขาเป็น "หุ้นส่วน"
อ้างว่า ช่วยกันทำมาหากิน (Jointly Acquired Property)
ถ้าเขาทำงานให้คุณ
ต้องชัดเจนครับว่าเขาคือ "ลูกจ้าง"
ต้องมี มีสัญญาจ้าง มีสลิปเงินเดือน มีประกันสังคม
เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาได้ไปคือ "ค่าจ้าง"
ไม่ใช่ "การสะสมทรัพย์สินร่วมกัน"
✅ สิ่งที่ "ต้องทำ"
1. ต้องแยก "สินส่วนตัว" และ "ทรัพย์ทำมาหาได้ร่วมกัน" ให้ชัด
ถึงไม่ได้จดทะเบียนสมรส (ไม่มีสินสมรส)
แต่กฎหมายมีคำว่า "กรรมสิทธิ์รวม" ครับ
ถ้าคุณซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือทำธุรกิจร่วมกัน
แล้วไม่มีหลักฐานว่าใครจ่ายอะไร
อีกฝ่ายอาจเคลมได้ว่าเขามีส่วนร่วม
ถ้าคุณจ่ายเองทั้งหมด
เก็บหลักฐานการโอนเงิน (Transaction Trail)
ไว้ให้ดีที่สุดครับ
ชื่อในโฉนดหรือเล่มทะเบียน
ควรเป็นชื่อคนจ่ายเงินจริงเท่านั้น!
2. ต้องมี "Exit Strategy" (แผนเผื่อเลิก)
ฟังดูใจร้ายนะ
แต่คู่รักที่คบกันยืด
คือคู่ที่คุยเรื่อง "ถ้าเลิกกันจะทำยังไง"
ตั้งแต่ตอนรักกัน
ถ้ามีการกู้ร่วม ซื้อของร่วมกัน
ต้องคุยให้จบว่าถ้าแยกทาง
ทรัพย์สินนี้จะขายแล้วแบ่งเงิน
หรือใครจะผ่อนต่อ
การทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายไว้
ช่วยลดดราม่าได้เยอะ
3. ถ้าจะจบ ต้องจบด้วย "กระดาษ"
ในวันที่เลิกกัน
ถ้าวันนั้นมีการเซ็นบันทึกข้อตกลงยอมความว่า
"ต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินใดๆ ต่อกัน"
วันนี้จะไม่มีหมายศาลมาวางที่หน้าบ้านครับ
จำไว้นะครับ...
จบด้วยเงิน (ให้เปล่า)
ไม่สู้จบด้วยเอกสารครับ
เคสนี้ทนายของดาราสาว เดินเกมได้เฉียบขาด
โดยการชี้ว่าฝ่ายชายอยู่ในสถานะ "ลูกจ้าง"
(รับเงินเดือน/ประกันสังคม)
ไม่ใช่หุ้นส่วนชีวิตที่ทำมาหาได้ร่วมกัน
ซึ่งตัดสิทธิการขอแบ่งทรัพย์สินออกไป
แต่ราคาที่ดาราสาวต้องจ่าย
ไม่ใช่แค่ค่าทนายครับ
แต่คือ "ต้นทุนทางสุขภาพจิต" ซึ่งประเมินค่าไม่ได้
สำหรับคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงทุกคนครับ...
ความรักคือเรื่องของอารมณ์
แต่การใช้ชีวิตคู่คือเรื่องของการบริหารจัดการ
"จงรักด้วยหัวใจ แต่ปกป้องทรัพย์สินด้วยมันสมอง"
อย่าปล่อยให้ความเกรงใจในวันนี้
กลายเป็นหมายศาลในวันหน้า
เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเจอปัญหาคล้ายๆกัน
สามารถผ่านแบบเรื่องนี้ไปให้ได้
Mr.Messenger รายงาน
ไทย
DJ Earn retweetledi

สิ่งที่กุอิจฉาคนอื่นมาตลอดชีวิต : คนที่มีบ้านและครอบครัวคอย support อยู่เสมอ คนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราเหนื่อยหรือล้มแล้วเราจะเดินไปพึ่งพิงใครได้ คนที่สามารถล้ม หยุดพักได้เพราะมีคนคอยพยุง จบมาแล้วไม่ต้องส่งเงินเลี้ยงหรือใช้หนี้ให้ใครต่อใคร คนที่มีหน้าที่แค่รับผิดชอบชีวิตของตัวเอง
เพราะต้นทุนของฉันมันไม่ใช่ 0 แต่มันคือติดลบยังไงล่ะ
ไทย
DJ Earn retweetledi

มาเนียนเป็น Gen Z กันเพื่อน ๆ !
.
ก่อนอื่นต้องเคลมอะไรที่วัยรุ่น ๆ หน่อยว่า... ภาพนี้ถ่ายจาก iPhone 17 Pro Max 2TB สี Cosmic Orange นะค้าบบบ
.
ที่น้าหนุ่ย หรือพี่หนุ่ย พงศ์สุขตัวแทน Gen X ของเรานี่เอง (แซว) ได้ส่งมอบภารกิจให้กับ เอิร์น ภัทรวดี สาวสวย Gen Z ตัวจริง ที่อินทุกเทรนด์ของวัยรุ่นยุคนี้ เดินทางไปที่ “ทรงวาด” ย่านสุดชิคของเหล่า Gen Z เพื่อทดลองใช้งานกล้องของสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด จาก Apple ที่นอกจากความคมชัด ความสดของสีภาพ ที่อัปเกรดเพิ่มมาแล้ว ยังมาพร้อมฟีเจอร์และฟังก์ชันที่เหล่า Gen Z พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เริ่ดเลยล่ะ !
.
ไม่ว่าจะเป็น Dual Capture ถ่ายกล้องคู่ ที่ทำให้เราสามารถเดินเที่ยวถ่าย Vlog ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังได้ในครั้งเดียว แถมซูมได้ถึง 8 เท่า และฟังก์ชัน Center Stage ที่จะซูมเอาต์อัตโนมัติเมื่อตรวจจับใบหน้าในเฟรมแล้วพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น กล้องจะขยายเฟรมเพื่อให้สามารถเก็บภาพได้ครอบคุมทุกใบหน้า หากซูมเอาต์ไม่พอ กล้องจะปรับเป็นแนวนอนทันทีเพื่อขยายเฟรมให้กว้างขึ้นอีก บอกเลยว่าใครเพื่อนเยอะฟีเจอร์นี้เอาอยู่ !
.
มาถึง ทริคถ่ายรูป ที่เอิร์นใช้กันบ้าง บอกเลยว่าแต่ละท่าคือฮิตมาก
- ถ่ายรูปของกิน ให้ดูน่าอีส ! แค่ปรับโทนสีให้สดขึ้น
- OOTD (Outfit of the Day) แบบ Gen Z มันต้องฟีลเหมือนไม่ตั้งใจ ทริคคือยกแขนขึ้นสูง ทำมุม 120 องศา แล้วเซลฟี่ด้วยกล้องหน้า มุมกด ไม่ต้องมองกล้อง ภาพที่ได้จะดูธรรมชาติมาก แถมทำให้เราดูตัวเล็กตัวน้อย และเห็นชุดแบบเต็ม ๆ !
- ตัวโตตัวเล็ก เป็นอีกทริคเด็ดที่ Gen Z ชอบคือ ถ่ายกล้องหลังด้วยเลนส์ 0.5x ยกแขนขึ้นสูงทำมุม 120 องศาเหมือนเดิม ไม่ต้องซีเรียสเรื่องภาพไปตรงเฟรม เพราะความชิคมันอยู่ตรงนี้
.
ใครมีแพลนไปเที่ยวแล้วจะถ่ายรูป อย่าลืมเอาทริคนี้ไปใช้กันนะ ! รับรองว่าได้ภาพปัง ๆ แน่นอน
#BTbeartai #iPhone17proMax #รีวิวiPhone17ProMax




ไทย
DJ Earn retweetledi

นั่งฟังเรื่องการเล่นขาแล้วพบว่า
1. กล้ามเนื้อก้อนที่ใหญ่ที่สุดจริงๆของมนุษย์เราคือ ก้น
2. ร่างกายท่อนล่างของเราทั้งหมด ส่วนใหญ่คือกล้ามล้วน ไม่มีอวัยวะภายในอะไรเลย
3. ถ้าเราเล่นกล้ามเนื้อท่อนล่างลงไป เราจะได้เตาเผาที่ใหญ่มาก ยิ่งระหว่างเราเดินมาก เดิน 10,000 ก้าวของคนมีกล้ามขา กับคนขาลีบ ใช้พลังงานต่างกันมหาศาล ใครมีกล้ามขา จะมีระบบเผาผลาญขณะพักที่มหาศาล
4. เล่นท่าสคอวทที่แบกบาร์เบลที่บ่า ใช้กล้ามเนื้อ 275 มัด แปลว่าเล่นขาอย่างเดียว ได้ทั้งตัว แต่ถ้าไปเล่นตัว ไม่ได้ขา
สรุปเล่นขาคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
ไทย
DJ Earn retweetledi
DJ Earn retweetledi
DJ Earn retweetledi
DJ Earn retweetledi
DJ Earn retweetledi
DJ Earn retweetledi











