Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink

2.6K posts

Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink banner
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink

Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink

@JewkunUij

OP BASE #L222 #Defi ON CHAIN นักลงทุนมือใหม่ Web3, Crypto & Airdrop #Web3

Katılım Haziran 2017
1K Takip Edilen454 Takipçiler
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
ก้อน 🎃
ก้อน 🎃@planpeaceplease·
ไม่ค่อยเห็นใครพูดถึงเว็บเรียนออนไลน์ เว็บนี้เท่าไร เลยอยากมาแชร์เผื่อคนที่กำลัง หาแหล่งเรียนรู้อัพสกิล พัฒนาตัวเอง theforage.com - เว็บนี้ดีตรงเราได้เรียน(สั้นๆ) + มี simulation ฟีลฝึกงาน online ตามหัวข้อกับบริษัทที่เราเลือก ซึ่งเป็นคอร์สของบริษัทใหญ่ ๆ แบบระดับโลกทั้งนั้น - เรียนฟรี ได้ใบ Cert. และเขาเคลมว่า มีโอกาสที่จะเข้าตา Recruiter ด้วย (เอาสิ้) - มีหลายสายงานอยู่นะคะ ที่แคปมาคือตัวอย่าง ทางนี้ก็เคยเทคคอรส์ Agile PM ของ JPMorgan ซึ่งถ้าไม่ได้เรียนผ่านเว็บนี้ เราจะมีโอกาสได้เรียน และได้ฝึกงานกับ JPMorgan ได้อย่างไร 5555 มองเป็นโอกาส explore ตัวเอง ก็คุ้มแล้ว กับระยะเวลาที่ใช้ไปในการเทคคอร์ส 🤓
ก้อน 🎃 tweet media
ไทย
12
9.6K
13.3K
1.1M
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
BlackShark no ZAMA .base
BlackShark no ZAMA .base@blackshark0x·
ก็ในเมื่อฟรีและดี ทำไมจะไม่ใช้ล่ะ ไปดูวิธีติดตั้ง Gemma 4 ตัวแจ่ม ที่ Google ปล่อยให้ใช้กันฟรีๆ แถมยังเข้าใจภาษาไทยได้ดีอีกด้วย วิธีติดตั้งก็ง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอน (บนเครื่อง mac, vps, linux) Download - curl -fsSL ollama.com/install.sh | sh Pull - ollama pull gemma4:e4b # หรือใช้ gemma4:31b สำหรับรุ่นใหญ่หน่อย สเปกสูง Run - ollama run gemma4:e4b เลิก - /exit แถม การเปลี่ยน Model (ต้อง pull ลงมาก่อนนะ) - /load gemma4:31b จบ ไปลุยกัน ของฟรีแบบนี้ อย่าได้พลาด
BlackShark no ZAMA .base tweet media
BlackShark no ZAMA .base@blackshark0x

ไปกันครับ วันอาทิตย์นี้ 2 ทุ่มตรง AMA เจาะลึกเรื่องการ Quote พร้อมถาม ตอบ แบบไม่มีกั๊ก + demo หน้าจอ XAgent วิธีการ - register ที่ luma.com/utw2peww - Donate ตามแรงใจด้วยวิธีด้านล่าง แล้วแจ้งทาง DM ▫️ส่ง usdc มาที่ 0xF2E0e7B01b1a246877b5A92955C1992E2c583707 ▫️ส่งผ่านซอง true money - รอ approved ✳️ ช่องทางการรับชมผ่าน zoom ซึ่งสามารถ download มารับชมภาพหลังได้ 🙏 ขอบคุณทุกการสนับสนุน แล้วมาเจอกันแบบยาวไป ไม่มีกั๊ก (คุณก็รู้ว่าผม... เยอะ 🤣)

ไทย
7
224
391
24.4K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
คำถามที่ว่า 「ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน」.. ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น.. ปัญหาอยู่ที่ว่า.. ในสาย finance.. การลงทุน.. การ trade.. quant.. ประสบการณ์สามารถสร้าง intuition ที่ผิดๆ ได้อย่างมาก.. ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากสายอาชีพอื่นๆ ส่วนใหญ่.. ในสายอื่น ยิ่งมีประสบการณ์ยิ่งเก่งขึ้น.. หมอที่ผ่าตัดมา 10,000 ครั้ง ดีกว่าหมอที่ผ่าตัดมาแค่ 100 ครั้ง แทบจะ guarantee ได้.. แต่ใน finance.. trader ที่ผ่าน 2008 มาได้ อาจสร้าง intuition ที่ optimize สำหรับ crisis แบบ 2008.. แล้วพอ regime เปลี่ยน.. intuition ที่ได้มาจากตอน 2008 นั่นเองที่จะฆ่า trader คนนั้น 😅.. ความมั่นใจที่สะสมมาจากประสบการณ์ กลายเป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้.. อย่างกรณีที่ผมเคยเจอ.. ช่วงนึงที่ options selling ทำผลงานได้ดีมากต่อเนื่องมาหลายปี.. ทุก spike ของ vol มันก็ revert กลับมา.. ทุก tail event มันก็ fade.. สมองก็เริ่ม internalize ว่า「นี่คือวิธีที่ตลาดทำงาน」จนถึงจุดที่มันกลายเป็น reflex.. ไม่ใช่ การตัดสินใจอีกต่อไป.. เพราะสิ่งที่สมองเราเรียกว่า intuition.. จริงๆ แล้วคือ pattern recognition ที่ fit กับ historical regime ที่ผ่านมา.. ไม่ใช่ความเข้าใจ mechanism จริงๆ ของตลาด.. พอ regime เปลี่ยน.. intuition กลายเป็นของเก่า.. แต่ความมั่นใจที่สร้างมันขึ้นมายังอยู่ครบ... นั่นเลยเป็นเหตุผลแรกที่ว่า.. การรู้ลึกในสายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ 「ผ่านเวลามาเยอะ」.. ความรู้ในสายนี้มีวันหมดอายุ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เรียนรู้มาจะยังใช้ได้พรุ่งนี้.. ความรู้ใน finance มีอายุต่างกัน.. บางอย่างอยู่ได้เป็นทศวรรษ บางอย่างอาจจะหมดอายุภายในปีเดียว.. ความรู้เรื่องจิตวิทยาและ behavioral patterns.. ถือว่าอายุยาวมาก.. Fear กับ Greed ทำงานเหมือนกันในปี 1929 กับปี 2025.. Kahneman ศึกษาเรื่อง loss aversion มาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังใช้ได้อยู่ในทุก market cycle.. ความรู้เรื่อง market microstructure อายุกลางๆ.. bid-ask spread, adverse selection, order flow toxicity.. concept ยังอยู่ แต่ mechanics เปลี่ยนตาม technology ตามกาลเวลา.. ความรู้เรื่อง specific alpha signal.. อายุสั้นมาก.. factor ที่ work ในปี 2010 อาจตายไปแล้วในปี 2020 เพราะ crowded หรือเพราะ market structure เปลี่ยน.. คนที่รู้ลึกจริงๆ รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ใน layer ไหน.. และไม่เอาความมั่นใจจาก layer ที่มีอายุยาว มาใช้กับ layer ที่มีอายุสั้น.. กับดักที่เห็นบ่อยมาก.. คนที่เข้าใจ behavioral finance ลึกมาก แล้วคิดว่าตัวเองเข้าใจตลาดลึก.. ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือคนละ layer กันเลย.. รู้ว่า fear กับ greed ทำงานยังไง ไม่ได้แปลว่ารู้ว่าตลาดจะเดินไปทางไหนพรุ่งนี้.. และปัญหาคือ.. ตลาดไม่ได้บอกเราตรงๆ ว่าเราอยู่ layer ไหน.. อย่างหมากรุก.. เดินผิด รู้ทันที.. feedback loop ชัด.. ในการผ่าตัด.. ผ่าตัดพลาด ก็รู้ได้ค่อนข้างเร็ว.. แต่ใน trading และการลงทุน.. มันต่างกัน.. ตัดสินใจผิด.. แต่กำไร.. เพราะโชคช่วย.. ตัดสินใจถูก.. แต่ขาดทุน.. เพราะ noise ในตลาดช่วง short term.. ถ้าเรียนรู้จาก P&L อย่างเดียว.. เราจะเรียนรู้สิ่งผิด.. สมองจะ reinforce behavior ที่ทำกำไร แม้ว่าพฤติกรรมนั้นจะ random ล้วนๆ.. และสมองจะต่อต้านพฤติกรรมที่ถูกต้องแต่แค่โชคไม่เข้าข้างในช่วงนั้น.. ผมได้เริ่มตระหนักเรื่องนี้จริงๆ ตอนสมัยก่อนที่กลับมา review trade journal เก่าๆ แล้วพบว่า.. trade ที่ขาดทุนหนักที่สุดบางอัน reasoning มันแม่นมาก.. เพียงแต่ timing ผิด หรือมีปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ได้เข้ามา.. และ trade ที่กำไรดีที่สุดบางอัน ตอนเขียน reasoning ไว้ตอนนั้น.. อ่านกลับไปแล้ว migraine แดก... เพราะมันผิดมากๆ แต่ตลาดดันเดินตามทิศทางที่เราเดาไว้ด้วยเหตุผลที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง.. ถ้าไม่มี trading journal ที่จดเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. เราจะไม่มีทางรู้เรื่องนี้เลย.. เพราะสมองมนุษย์มันเก่งมากในการสร้าง narrative ย้อนหลังให้ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลเสมอ.. Kahneman เรียกว่า 「hindsight bias」.. แต่ในสาย finance มันไม่ใช่แค่ cognitive bias.. มันคือกลไกที่ค่อยๆ ทำลาย calibration ของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว.. วิธีแก้คือเราต้องสร้าง feedback loop ชั้นที่สอง.. แทนที่จะเรียนรู้จากผลลัพธ์ ต้องเรียนรู้จากความถูกต้องของเหตุผลที่คิดไว้.. ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว บันทึกเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. บันทึกว่าคาดหวัง scenario ไหน.. คิดว่า outcome จะออกมาเป็นยังไง.. แล้วกลับมาวัดว่าเหตุผลที่คิดไว้ถูกหรือผิด แยกออกจากว่าได้กำไรหรือขาดทุน.. ทำแบบนี้สม่ำเสมออย่างน้อย 2-3 ปี.. ภาพจะชัดขึ้นมาก.. แต่ feedback loop จาก trade journal อย่างเดียวยังไม่พอ.. เพราะสิ่งที่เราบันทึกไว้ มันจะดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งที่เราอ่านมาตั้งแต่แรก.. . . อ่าน paper ต้นฉบับ.. อ่าน Fed minutes ตัวจริง.. อ่าน earnings call transcript ตัวจริง.. ไม่ใช่ความเข้าใจของคนอื่น ทุก secondary source มีคนเขียนที่ผ่านตะแกรงของตัวเองมาแล้ว.. เขาตัดสินว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ อะไรอธิบายยากเกินก็ตัดออก.. พอถึงมือเรา.. เราได้รับความเข้าใจของคนอื่นเค้า ไม่ใช่ความเข้าใจของเราเอง.. Almgren-Chriss paper ปี 2000 เรื่อง optimal execution.. ถ้าอ่านแค่บทสรุปก็รู้แค่ 「square root law」.. แต่ถ้าอ่านต้นฉบับจะเห็นว่า model นี้ assume ว่า price impact เป็น linear ใน instantaneous trade rate.. assumption นั้นพังในตลาดที่ thin หรือใน crisis.. คนที่อ่านแค่บทสรุปจะ apply square root law ผิดที่โดยไม่รู้ตัว.. นานมากแล้วเคยมีช่วงนึงที่ผมอ่าน Fed minutes จริงๆ เป็นครั้งแรกหลังจากที่อ่านแต่ analysis ของคนอื่นมานาน.. สิ่งที่ตกใจมากที่สุดไม่ใช่แค่ว่ามี information ใหม่ที่ไม่เคยรู้.. แต่คือ tone และความไม่แน่ใจที่ Fed เองมีอยู่ในนั้น.. ในขณะที่ analysis ทุกชิ้นที่อ่านมาก่อนหน้า มันตัดส่วนนั้นออกไปหมด.. นำเสนอ Fed เป็น entity ที่ตัดสินใจอย่างมีตรรกะชัดเจน.. ทั้งที่จริงๆ แล้ว minutes อ่านแล้วเห็นชัดว่าพวก Fed ก็กำลัง figure out เรื่องต่างๆ อยู่เหมือนกัน.. play by the ear.. ไม่ต่างจากเราๆ กันเท่าไหร่😅 ก็เลยเปลี่ยน mental model ผมเรื่อง market pricing ของ Fed policy ไปอย่างถาวร.. ‼️และสิ่งที่ต้องถามตอนอ่านทุกชิ้น.. 「ข้อสมมติฐานอะไรที่ทำให้ข้อสรุปนี้ถูก」.. 「ถ้า assumption นั้นผิด.. ข้อสรุปพังยังไง」.. 「sample period นี้ครอบคลุม regime ไหนบ้าง และไม่ครอบคลุม regime ไหน」.. Campbell Harvey ประมาณไว้ว่า factor research ส่วนใหญ่ที่ตีพิมพ์มาน่าจะเป็น false discoveries.. เพราะ t-stat threshold 2.0 ต่ำเกินไปสำหรับ multiple testing ในปริมาณงานวิจัยที่มีอยู่.. ต้องใช้ 3.0 ขึ้นไป.. นั่นหมายความว่าถ้าอ่านงานวิจัย finance โดยไม่มี critical reading.. เราอาจกำลัง internalize สิ่งที่ผิดอยู่โดยไม่รู้ตัว.. . . เราเลยควรทำ research เอง.. แม้เล็กน้อยก็ตาม ความแตกต่างระหว่างคนที่ 「รู้เรื่อง」 กับคนที่ 「รู้จริง」 คือการที่เคยลงมือทดสอบด้วยตัวเองหรือยัง.. ลอง replicate ผลลัพธ์ของ paper ที่อ่านมา.. ถ้า replicate ไม่ได้ แสดงว่าไม่ได้เข้าใจจริง.. ระหว่างนั้นจะเจอ assumption ที่ paper ไม่ได้บอกไว้ตรงๆ แต่ตัดสินผลลัพธ์ทั้งหมด.. ลองสร้าง backtester เองสักครั้ง แทนที่จะใช้ library สำเร็จรูป.. ระหว่างนั้นจะเจอว่า look-ahead bias แฝงตัวอยู่ตรงไหน.. survivorship bias เข้ามาได้ยังไง.. และ transaction cost ที่ไม่ได้นับทำให้ backtest ดูดีเกินจริงแค่ไหน.. ไม่มีหนังสือเล่มไหนสอนสิ่งนี้ได้ดีเท่าการเจอด้วยตัวเอง.. . . ยิ่งรู้ลึก ยิ่งเห็น risk มากขึ้น เห็น scenario มากขึ้น เห็น edge case มากขึ้น.. ซึ่งดี.. แต่ถ้าไม่ระวัง มันจะกลายเป็น analysis paralysis.. และคนที่รู้น้อยกว่า กลับ execute ได้เร็วกว่าและ confident กว่า ผมเจอจุดนี้ตอนที่เริ่มศึกษา dynamic hedging จริงๆ จังๆ.. ก่อนหน้านั้น.. การตัดสินใจ hedge ง่ายกว่า.. เพราะไม่เห็น complexity ทั้งหมด.. พอเข้าใจ Greeks ลึกขึ้น เข้าใจ vol surface เข้าใจ path dependency.. มีช่วงที่ทุกครั้งที่จะ execute อะไร สมองมันยก edge case ขึ้นมาเต็มไปหมด.. จนทำอะไรช้าลงอย่างเห็นได้ชัด.. สิ่งที่ช่วยได้คือแยก analysis time ออกจาก execution time ให้ชัด.. ตอนวิเคราะห์ให้คิดเต็มที่ไม่มีขีดจำกัด.. แต่พอถึงเวลา execute ให้เชื่อในกรอบที่วางไว้แล้ว และลงมือเลย.. จนสุดท้ายก็เลยก้าวไปอีกขั้น.. ทำระบบ automated ขึ้นมาแม่งเลย.. เอา quant เข้ามาช่วยตัด emotion ออกจาก execution โดยสิ้นเชิง.. เพราะถ้ากรอบที่วิเคราะห์ไว้มันถูก.. ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้สมองมานั่งลังเลตอน execute อีก.. Dunning-Kruger ที่คนพูดถึงบ่อยคือ.. มือใหม่มั่นใจมาก พอรู้มากขึ้นกลับยิ่งสงสัยตัวเอง.. แต่ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือขั้นที่ 3 ที่เกิดหลังจากผ่านจุดนั้นมาแล้ว.. คนที่อยู่ตรงนั้นมี calibrated confidence.. รู้ชัดว่าตัวเองรู้อะไร ไม่รู้อะไร และมั่นใจในระดับที่ตรงกับความเป็นจริง.. meta-skill นี้สำคัญมากและใช้เวลานานที่สุดในการพัฒนา.. มันคือความสามารถในการรู้ว่า 「ตอนนี้ควรใช้ analysis ระดับไหน」.. บางครั้ง simple heuristic ดีกว่า complex model.. บางครั้งต้องใช้ full framework.. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำอะไรนั้นสำคัญกว่าการรู้ทั้งสองอย่าง.. การสอนคนอื่นก็เป็น test ที่โหดมาก (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ตอนที่ไป lecture เรื่อง dynamic hedging.. เตรียม material มาดีมาก.. ทุก formula ถูก.. ทุก concept ครบ.. แล้วมีนักเรียนคนหนึ่งถามว่า.. 「If delta is just a first derivative, why don't we hedge once and be done with it?」 คำถามง่ายมาก.. แต่ผมหยุดไป 2~3 วินาที.. ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ.. แต่เพราะตระหนักว่าคำตอบที่อยู่ในหัวมันเป็น mathematical ล้วนๆ.. และนักเรียนเค้าต้องการ intuition ไม่ใช่สูตร.. ตอนนั้นถึงได้รู้ว่า.. เออ.. มีช่องว่างอยู่ระหว่างสิ่งที่เราเข้าใจใน mathematical formulation กับสิ่งที่เราสามารถถ่ายทอด intuition ให้คนอื่นเห็นภาพได้.. และช่องว่างนั้นคือส่วนที่เรายังเข้าใจไม่จริง.. Feynman บอกว่า.. ถ้าอธิบายสิ่งที่เรียนรู้มาให้คนที่ไม่มีพื้นฐานเข้าใจได้ไม่ได้.. แปลว่าตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆ.. มีแค่ illusion of understanding.. หลังจากนั้นผมเพิ่มกฎส่วนตัวว่า.. ถ้าอธิบาย concept ไหนให้คนนอกสายเข้าใจไม่ได้.. ต้องกลับไปอ่านใหม่.. เพราะความเข้าใจจริงๆ มันต้องถ่ายทอดได้ ไม่ใช่แค่ compute ได้.. ⚠️และอีกเคล็ดลับนึงที่ผมใช้เพื่อช่วยให้รู้ลึก... คือ.. ผมไม่ยอมรู้เรื่องน้อยกว่า (อย่างมีนัยสำคัญ) พวกคนอื่นๆ ใน firm.. ซึ่งผมว่าแรงผลักดันที่คนอื่นๆ อาจจะประเมินต่ำ คือมันมีความต่างสำคัญระหว่าง.. 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะกลัวหน้าแตก」 กับ 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะต้องการตัดสินใจได้ดีกว่า」.. แบบแรกทำให้เรียนรู้เพื่อ defend ตัวเอง.. เลือกเรียนสิ่งที่ confirm ความเชื่อเดิม.. แบบที่สองทำให้เรียนเพื่อ update ตัวเอง.. เปิดรับสิ่งที่ challenge ความเชื่อเดิม.. ความต่างของสองแบบนี้ยิ่ง compound มากขึ้นเรื่อยๆ ในสาย finance.. เพราะตลาดลงโทษ confirmation bias ด้วยเงิน.. ไม่ใช่แค่เรื่องความเสียหน้า.. Tetlock พบว่า superforecasters ที่ทำนายได้แม่นที่สุดมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ.. รู้สึกดีเมื่อต้องยอมรับว่าเดิมคิดผิด.. แทนที่จะรู้สึกเสียหน้า.. ในสาย finance ผมว่านี่คือทักษะที่มีมูลค่าทางการเงินตรงๆ.. สรุป.. อย่าถามว่าจะเริ่มตรงไหน.. ถามว่าจะฝึกยังไงให้ feedback loop มันทำงานได้จริง.. เข้าใจว่าประสบการณ์อาจสร้าง intuition ที่ผิดได้.. ดังนั้นต้องสร้าง feedback loop จาก quality ของ reasoning ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว.. รู้ว่าความรู้แต่ละชั้น แต่ละ layer มีวันหมดอายุไม่เท่ากัน.. และไม่เอา confidence จาก layer ที่มั่นคงอายุนานไปใช้กับ layer ที่เปลี่ยนเร็ว.. อ่านต้นฉบับ อ่านแบบ critical.. ตั้งคำถามกับ assumption ของทุกชิ้น.. ลงมือทำ research เอง replicate paper สร้าง tool เอง.. เพราะกระบวนการสอนเราในสิ่งที่หนังสือสอนไม่ได้.. พัฒนา calibrated confidence.. ไม่ใช่ความมั่นใจสูงแบบมือใหม่ และไม่ใช่ความลังเลแบบคนที่รู้มากเกินจนทำอะไรไม่ได้.. พยายามสอนคนอื่น.. เพราะช่องว่างระหว่าง 「compute ได้」 กับ 「ถ่ายทอดได้」 คือส่วนที่เรายังไม่เข้าใจจริงๆ.. และยอมรับว่าระยะเวลาวัดเป็นปี.. ไม่มีทางลัด.. . . P.S. กับดักที่น่ากลัวที่สุดในสายนี้ไม่ใช่การรู้น้อยเกินไป.. แต่คือการรู้แบบผิดๆ อย่างมั่นใจ.. ตลาดไม่ได้ลงโทษความไม่รู้.. ตลาดลงโทษความมั่นใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง.. และความมั่นใจแบบนั้น มักสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์จริงๆ ที่สะสมมานานหลายปี.. ไม่ใช่จากความโง่.. นั่นแหละเลยทำให้มันอันตรายที่สุด..
JRT tweet media
ไทย
7
674
1K
127.2K
auksorn (sea/acc)
auksorn (sea/acc)@auksorn_·
โอกาสใน web3 ยังมีอีกเยอะครับ เลยอยากมาชวนเข้ากลุ่ม thbuudl telegram เผื่อพูดคุยข้อมูลข่าวสารกันได้เยอะขึ้น ใครที่เอาจริงใน web3 ไม่ว่าจะเป็นสาย > marketing > content creator > developer > solo-entrepreneur > startup คอมเม้นไว้นะครับเดี๋ยวผมส่ง link เข้ากลุ่มให้
auksorn (sea/acc)@auksorn_

ผมไม่อยากพูดเฉยๆว่า web3 มียังโอกาสอีกเยอะเลยจะลอง challenge ปั้นจาก 0 ไป 1 ล้านบาทดู เงื่อนไขที่ตั้งไว้ - ทำ 3-4 ชมต่อวัน (side job) - ไม่เทรด ทำแค่คอนเท้นและใช้ app - ใช้แค่คอมและหาความรู้ไปด้วย เดี๋ยวจะมาคอยอัพเดทอาทิตย์ละครั้ง ฝากติดตามไว้นะครับ น่าจะสนุกดี 😂

ไทย
226
221
478
39.8K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
Perth Woratana 🇦🇺🇹🇭
วันนี้นั่งทำคลิปปูพื้นฐาน Python & SQL สำหรับสาย Data และสอนใช้ AI เขียนโค้ด เจอว่าในยุคนี้ การเขียนโค้ดพื้นฐาน ใช้ AI ทำได้แทบจะ 100% แต่เราต้องรู้ว่าเขียนโค้ดทำอะไรได้บ้าง เช่น - Python ดึงข้อมูลได้มั้ย << ดึงเองไม่เก่ง ต้องใช้ Library เสริมช่วย (pandas) - SQL ทำอะไรกับข้อมูลได้บ้าง << ดึงข้อมูล (select), เชื่อมข้อมูล (join) --- คลิปนี้จะส่งให้คนลงเรียนคอร์สสด วันอังคารนี้ Fullstack Data with AI เป็นคอร์สที่ไม่ต้องมีพื้นฐาน เพราะเน้นการให้ลองทำงานสาย Data ครบทุกสาย 📊 ลองเป็น Data Analyst: ดึงข้อมูล วิเคราะห์ธุรกิจ สร้าง Dashboard 🔮 ลองเป็น Data Scientist: เทรนโมเดล ทำนายอนาคต 🪚 ลองเป็น Data Engineer: สร้าง Pipeline ดึงข้อมูลจาก API เพื่อตามหาตัวเองว่า "ชอบงานของสายไหน" ได้ตัดสินใจจากการลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่ฟัง Lecture ตอนนี้เหลือ 2 ที่สุดท้าย ถ้าสนใจมาเรียนกันได้ครับ (เดี๋ยวขอแปะข้อมูลไว้ในเม้นท์)
Perth Woratana 🇦🇺🇹🇭 tweet mediaPerth Woratana 🇦🇺🇹🇭 tweet media
ไทย
2
318
595
21.9K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
แกน่ะเก่ง
แกน่ะเก่ง@kaenakeng·
ถ้าอยากทำงานเร็วขึ้น 10 เท่า และเปลี่ยนจาก Work Hard เป็น Work Smart นี่คือ List AI ที่น่าสนใจ 1.Claude - ช่วยแก้ปัญหาและวางกลยุทธ์ได้แทบทุกอย่าง 2.Perplexity - ค้นคว้าข้อมูลได้แม่นยำและรวดเร็ว 3.Gemini - เนรมิตภาพและ Visual สวยๆ ได้ดั่งใจ 4. Syllaby - ผู้ช่วยสร้างวิดีโอด้วย AI ตั้งแต่สคริปต์จนจบงาน 5.OpenClaw - สร้าง AI Agents มาทำงานแทนเราได้แบบอัตโนมัติ 6.n8n - ตัวเชื่อมทุกระบบเข้าด้วยกัน (Automation Workflow) 7.NotebookLM - สรุปกองเอกสารมหาศาลให้เหลือแค่ประเด็นสำคัญ 8.CapCut - ตัดต่อวิดีโอให้เป็นเรื่องง่ายและดูโปร 9.Canva - ออกแบบงานกราฟิกทุกรูปแบบในที่เดียว 10.ElevenLabs - โคลนเสียง AI ให้เหมือนคนจริงที่สุด
ไทย
3
6.2K
7.6K
275.9K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
BlackShark no ZAMA .base
BlackShark no ZAMA .base@blackshark0x·
ฉ่ำๆ กันไปเลย ขนาดตัดออกไปแล้ว จาก 5 ชม. ยังเหลือเท่านี้ ยาวไหมถามใจเธอดู 🤣 ฟังย้อนหลังกับ session ลงลึกการ quote + demo ai agent web control ครับ และขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนในครั้งนี้ เอามาลงแชร์ให้แล้ว ไปฟังกันได้เลยเมี๊ยววว 🐈
BlackShark no ZAMA .base@blackshark0x

ไปกันครับ วันอาทิตย์นี้ 2 ทุ่มตรง AMA เจาะลึกเรื่องการ Quote พร้อมถาม ตอบ แบบไม่มีกั๊ก + demo หน้าจอ XAgent วิธีการ - register ที่ luma.com/utw2peww - Donate ตามแรงใจด้วยวิธีด้านล่าง แล้วแจ้งทาง DM ▫️ส่ง usdc มาที่ 0xF2E0e7B01b1a246877b5A92955C1992E2c583707 ▫️ส่งผ่านซอง true money - รอ approved ✳️ ช่องทางการรับชมผ่าน zoom ซึ่งสามารถ download มารับชมภาพหลังได้ 🙏 ขอบคุณทุกการสนับสนุน แล้วมาเจอกันแบบยาวไป ไม่มีกั๊ก (คุณก็รู้ว่าผม... เยอะ 🤣)

ไทย
9
226
394
56.7K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
Krano_AI
Krano_AI@KranoAi·
#หาเงินด้วยAI ทำยังไง? . วันนี้ผมอยากมาแชร์อีก 1 วิธีในการหาเงินสำหรับคนที่เริ่มใช้ AI แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะเอา AI ไปต่อยอดรายได้ยังไง . วิธีนี้คือ รับงานจากแพลตฟอร์มอย่าง Fastwork หรือ Fiverr ลูกค้าส่งบรีฟมา → เราใช้ AI ช่วยทำงาน → ตรวจทาน/เก็บรายละเอียดอีกครั้ง → ส่งงานให้ลูกค้า . ข้อสำคัญคือ คุณควรมีทักษะพื้นฐานในงานนั้นอยู่แล้ว AI จะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น ประหยัดเวลา และรับงานได้มากขึ้น แต่มันไม่ใช่การกดปุ่มแล้วจบเลยโดยไม่ต้องรู้อะไร . ส่วนตัวผมใช้วิธีนี้อยู่ และมันกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ที่ดีมาก เคสนี้เป็นรายได้จากการ “เอาความรู้ + AI” มาต่อยอดตรง ๆ . แต่พูดตรง ๆ ว่า ต้องรีบหน่อยนะครับ เพราะตอนนี้ฝั่ง Agent AI มันเริ่มเก่งขึ้นมาก ผมเองก็มี Agent ที่เริ่มช่วยสแกนงานไว้เยอะแล้ว รวมถึงพวกเครื่องมือ browser automation อย่าง browser-use ก็อัปเดตความสามารถในการ control browser ดีขึ้นเรื่อย ๆ . ถ้าวันหนึ่งผมถอดตัวเองออกจาก loop นี้ได้มากขึ้น มันจะไม่ใช่แค่ “รับงาน” แต่มันจะกลายเป็น “ระบบทำเงิน” อีกช่องทางหนึ่ง . ผมสามารถให้ AI สแกนงานที่มี potential สร้างโพสรับงาน สร้างหน้าปก ตอบแชทลูกค้า รับบรีฟ ส่งงานไปทำ กลับมาส่งให้ลูกค้า รับบรีฟแก้ไข คุยต่อ จนจบงาน (แต่ไม่รู้ fastwork จะเล่นผมไหม 😅) . ที่อยากแชร์เรื่องนี้ เพราะช่วงนี้ผมกลับมาบ้านต่างจังหวัด แล้วสัมผัสคำว่า เศรษฐกิจแย่ ได้ชัดมาก ไม่ว่าจะห้าง ร้านค้า หรือบรรยากาศรอบตัว หลายอย่างดูซบเซา . เลยรู้สึกว่า ถ้ามีอะไรที่ช่วยให้คนเริ่มหารายได้เพิ่มได้ โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่ตอนนี้อย่าง AI ผมก็อยากเอามาแชร์ . สำหรับหลายคน AI ยังเป็นของใหม่ บางคนยังไม่เคยใช้ บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเอามาช่วยทำเงินได้จริง . ถ้าใครมีความรู้ในด้านใดด้านหนึ่งอยู่แล้ว ลองเริ่มจากจุดนั้นก่อน เอา AI มาเป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ตัวแทนทั้งหมด” แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนความรู้ของตัวเองให้กลายเป็นรายได้ . ยุคนี้ คนที่ใช้ AI เป็นก่อน มีโอกาสไปได้เร็วกว่าแบบชัดเจนมาก . #AI #รายได้เสริม #FastWork
Krano_AI tweet media
ไทย
14
3.7K
6.2K
535.5K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
#CryptoThaiCommunity
#CryptoThaiCommunity@SChinnapas·
เล่าให้ฟัง เรื่องมันใหญ่มาก (นักลงทุนควรอ่านทุกบรรทัดสำคัญมาก ต่อมุมมองการลงทุน) การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็น ก้าวสำคัญ ของโลกการเงิน เพราะมันคือการเชื่อมโยงระหว่าง "ดัชนีหุ้นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก" (S&P 500) เข้ากับ "โครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์" (On-chain Derivatives) อย่าง Hyperliquid ครับ ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าตลาด (Market Shift) มีดังนี้ครับ facebook.com/share/p/18JJzh…
#CryptoThaiCommunity tweet media
ไทย
0
1.6K
2K
138.9K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
PLEB | ContributionDAO 🥚
PLEB | ContributionDAO 🥚@theplebth·
ผมตั้งใจเขียนโพสนี้มากๆ ด้วยความที่ผมกำลังสร้าง Project ที่มีไอเดียในการแก้ปัญหานี้. . ผมสัมผัสได้ว่า Financial Nihilism กำลังก่อตัวขึ้นในระดับที่น่ากลัวมากๆ ทั้งในไทย และทั่วโลก และมันกำลังจะนำสังคมไปสู่ Hyper Gambling Society โดยเฉพาะ Gen Z และ Gen Alpha . นิยามสั้นๆ ของ 1. Financial Nihilism ในบริบทนี้ = ความรู้สึก "ช่างมันเถอะ ทำยังไงก็ไม่รวย" ซึ่งไม่ว่าจะทำงานหนัก , ประหยัด, หาความรู้หรือเดินตามเส้นทางอย่างปลอดภัย สุดท้ายก็ยัง ตามไม่ทันเกมความมั่งคั่งสักที ต่อให้ทำทุกอย่างถูกต้อง ก็ยังไม่มีทางรวยแบบรุ่นก่อน . 2. Hyper Gambling ในบริบทนี้ = โลกที่แทบทุกอย่างในชีวิตกลายเป็นการพนันเพื่อหาอนาคตที่ดีกว่า . _________________________________ . สัญญาณที่เห็นทุกวัน 1. Ai จะครองโลก 2. คนจะตกงาน / การเลิกจ้าง 3. สงคราม 4. การโกง / การคอรัปชั่น 5. ความรู้ทางการเงิน [ เยอะมาก โครตเยอะ ซึ่ง ยุคนี้เยอะโครตๆ เสมือนทุกคนจะกลายเป็นกูรูกันไปหมดแล้ว ] 6. การปิดกิจการ และอื่นๆ อีกมากมาย . ผมมองว่าสิ่งที่บีบบังคับให้สังคมเราตอนนี้ มุ่งไปสู่ Financial Nihilism มีอยู่ด้วยกัน 4 มิติ #มิติที่ 1. การบีบอัดของเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก . ระบบเศรษฐกิจกำลังบีบตัวแบบนี้ คนรวย = รวยขึ้นเร็วมาก คนจน = ตามไม่ทันมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพชัดเจนคือ > ใครที่ถือสินทรัพย์อยู่แล้วจะยิ่งรวยขึ้นเร็ว > แต่คนที่มีแค่แรงงานจะยิ่งตามไม่ทัน . ตัวอย่างที่เห็นชัด > ข้าวของแพงมากขึ้น สวนทางกับรายได้ > ราคาบ้านโตเร็วกว่ารายได้หลายเท่าตัว > สินทรัพย์ทางการเงินโตเร็วกว่าค่าแรงมากๆ > หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนของหลายประเทศอยู่ในระดับสูง > ทุกประเทศต่างก็พิมพ์เงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ . การเก็บเงินแบบเดิมแทบไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อและราคาสินทรัพย์ได้ . ทำให้ผมรู้สึกว่า เศรษฐกิจยุคนี้มันไม่เหมือนเดิมที่แบบว่า “ทุกคนโตไปพร้อมกัน” แต่มันเริ่มกลายเป็น "โตเพื่อกินรวบคนเดียว" และระบบเศรษฐกิจแบบปัจจุบันเริ่มสร้างความรู้สึกว่าเกมนี้ถูกออกแบบมาให้บางคนชนะตั้งแต่แรก. . และนั่นคือจุดที่สังคมเริ่มไหลเข้าสู่ Hyper Gambling . เพราะถ้าเส้นทางปกติไม่สามารถพาไปถึงอนาคตที่ต้องการ ได้ ดังนั้น "การเสี่ยงครั้งใหญ่ อาจดูเป็นทางเลือกที่ “สมเหตุสมผล” มากกว่า" . #มิติที่ 2.ความเหลื่อมล้ำทางสังคม *ทุกคนรู้อยู่แล้วแหละ ผมเลยขอข้ามข้อมูลตรงนี้ #มิติที่ 3.ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงที่เร็วกว่าอัตราการปรับตัวของสังคมมนุษย์ * อีกแรงกดดันหนึ่งของยุคนี้ คือ ความเร็วของความรู้ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถของสังคมในการปรับตัว. . ในอดีต การเปลี่ยนแปลงของความรู้มักเกิดเป็นช่วงเวลา เช่น > เทคโนโลยีใหม่ ยกตัวอย่าง เช่น Internet > โมเดลธุรกิจใหม่ ยกตัวอย่าง เช่น การกิน Buffet > แนวคิดใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เช่น Startup Model . โดยปกติแล้ว การปรับตัวมักใช้เวลาหลายสิบปีในการแพร่กระจาย ทำให้สังคมมีเวลาปรับตัว ส่งผลให้ระบบการศึกษาเปลี่ยนตามและทักษะในตลาดแรงงานค่อย ๆ ปรับ ทำให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้จากคนรุ่นก่อนได้ . แต่ในโลกปัจจุบัน วงจรนี้กำลังถูกทำลายไปแล้วครับ > ความรู้ใหม่เกิดขึ้นเร็วมาก และกระจายทั่วโลกแทบจะทันที . สิ่งที่เกิดขึ้นคือ . 1.ประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน เริ่มใช้กับโลกของคนรุ่นหลังได้น้อยลงเรื่อย ๆ ในเชิงสังคมวิทยา นี่คือภาวะที่เรียกว่า breakdown of generational knowledge transfer หรือก็คือ "ความรู้ที่เคยถูกถ่ายทอจากรุ่นสู่รุ่นเริ่มไม่สามารถใช้อธิบายโลกปัจจุบันได้" . ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น > อาชีพที่มั่นคงในอดีต อาจไม่มั่นคงอีกต่อไป > ทักษะที่เคยใช้ได้ทั้งชีวิต วันนี้อาจล้าสมัยในไม่กี่ปี > เส้นทางชีวิตแบบเดิม เช่น เรียน , ทำงาน , เกษียณ เริ่มไม่แน่นอน. . ภาพที่ชัดเจนคือ "ปรากฏการณ์ ใบปริญา ไร้ความหมาย" . เมื่อสังคมไม่สามารถให้ “แผนที่ชีวิต” ที่ชัดเจนได้เหมือนเดิม คนรุ่นใหม่จึงต้องใช้ชีวิตในโลกที่ > ไม่มีคู่มือที่เชื่อถือได้ . สังคมจึงเข้าสู่ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย เช่น > เส้นทางชีวิตแบบไหนควรเลือก > ทักษะอะไรจะยังมีค่าในอนาคต . นี่คือหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ทำให้ > ความไม่แน่นอน > ความเสี่ยง > และการทดลอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมยุคใหม่ และมันคืออีกหนึ่งแรงที่ผลักสังคมเข้าใกล้ . #มิติที่ 4 เงินคือพระเจ้า. " เงินเริ่มกลายเป็นตัวชี้วัดคุณค่าของชีวิตแทบทุกมิติ " ใครๆก็อยากรวย รวมถึงผมด้วยเช่นกัน เพราะรวยแล้วชีวิตดี, สุขภาพดี. คำถามคือ แล้วเราจะรวยได้ยังไงในยุคนี้ ? . ทุกคนรู้อยู่แล้วอะ อย่างที่บอกเลย ถ้าความรู้มีอยู่เต็มไปหมด แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ยังไม่รวย ? . นั่นสินะ เป็นคำถามที่ยากจะหาคำตอบจริงๆ เพราะบริบทของบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน. . ___________ . ทำไมการพนัน / การเสี่ยงโชค ถึงไม่เคยหายไป และมันก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ . คำถามคือ ทุกคนรู้ว่าการพนันมีโอกาสเสียมากกว่าได้ แต่ทำไมมันถึงยังมีคนใช้งานเยอะมาก. ป้าข้างบนผมทำงานได้วันละ 500 บาท แต่เก็บเงินไว้ซื้อ ล็อตเตอรี่วันละ 80 บาทได้ทุกวัน . ผมถามเขาว่า ป้าไม่เก็บเงิน 80 บาททุกวัน ได้เดือนละ 2,400 บาท นำไปลงทุน ไม่ดีกว่าเหรอ ? . ป้าคนนั้นบอกผมว่า "เอาเวลาไปหาความรู้พวกนั้น มาทำงานใช้แรง แล้วซื้อลอตเตอรี่ดีกว่า อย่างน้อยมันมีโอกาสได้ 8 ล้านบาท ป้าเห็นคนถูกหวยทุกวันเลย ป้าอยากเป็นคนนั้น ป้าอยากเปลี่ยนชีวิต" . ผมได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่า อืม ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจนะ ผมเลยลองคำนวนดู > สมมติว่าเก็บเงินได้ปีละ 28,800 บาท ต่อให้ลงทุนและได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี มันก็ยังห่างไกลจากคำว่า “เปลี่ยนชีวิต” แต่ลอตเตอรี่ต่างออกไป แม้โอกาสจะต่ำมาก แต่ payoff ของมันคือ "การเปลี่ยนชีวิตทันที" . ผมคิดว่าในมุมของคนที่รายได้จำกัด การเลือก “โอกาสเล็ก ๆ ที่จะได้ 8 ล้าน” อาจดูสมเหตุสมผลกว่าการสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 20–30 ปี. . ผมมีมุมมองหนึ่ง คือ เส้นทางการสร้างความมั่งคั่งแบบปกติ ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจสำหรับคนจำนวนมาก เมื่อระบบ ณ ปัจจุบัน มีลักษณะแบบ Financial Nihilism. . ส่งผลให้ > ผู้คนจึงหันไปหา ลอตเตอรี่ , การพนัน , การเก็งกำไร หรือสินทรัพย์เสี่ยงสูง . เพราะมันเป็น เครื่องมือไม่กี่อย่างที่เปิดโอกาสให้ชีวิตเปลี่ยนแบบก้าวกระโดด และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ . > การพนันไม่เคยหายไปจากสังคม และในโลกที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ พฤติกรรมแบบนี้ อาจไม่ได้ลดลง แต่มันอาจจะ เพิ่มขึ้นนำไปสู่ Hyper Gambling Society . ________ แล้ว Crypto อยู่ตรงไหนของเรื่องนี้? . หลายคนเคยบอกว่า crypto ไม่ใช่ gambling แต่ถ้าพูดกันตรงๆในมุมของผม [ย้ำว่าของผมคนเดียว] . Ecosystem บางส่วนของ crypto ตอนนี้มันก็กลายเป็น hyper gambling ไปแล้วครับ . > เหรียญมีมต่างๆ ลง 100 บาท ได้ 1,000,000 บาท > การใช้เครื่องมือทางการเงินชั้นสูง อย่าง Leveraging ในการซื้อ Asset ทุกชนิด เช่น มีเงิน 10,000 บาท อยากซื้อหุ้น Google 50,000 บาท [ Leveraging ช่วยให้คุณทำสิ่งนี้ได้ โดยแลกกับความเสี่ยงที่เงินต้นคุณจะเหลือ 0 ] > Prediction Market โครตฮิตในโลกตอนนี้ > การเข้าถึงของ Capital และ Tooling ได้อย่างอิสระ ไร้รอยต่อ เร่งให้คนสามารถใช้งานพวกนี้ได้ > มีของเล่นใหม่ๆ ที่กระตุ้นโดปามีนของมนุษย์ออกมาได้ตลอด . _________ . เพื่อนๆ คิดว่ายังไงบ้าง ?
PLEB | ContributionDAO 🥚 tweet media
ไทย
17
312
481
77.8K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
iwhale
iwhale@iwhale·
แต่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่า “ควรเริ่มจากตรงไหน” ทั้ง Claude Cowork, Claude Code, Skills, Projects, Artifacts ชวนงงไปหมด 😣 ผมแนะนำให้เริ่มจากคอร์ส "Claude 101" ออกใหม่ล่าสุดจาก Anthropic เลยครับ ✅ เรียนฟรี ✅ มีใบประกาศนียบัตรให้ ✅ หลักสูตรของแท้แบบ Official 👇 ผมทำสรุปเป็นภาษาไทยทุกบท พร้อมเก็งข้อสอบตอนท้าย ไว้ให้ในนี้แล้วครับ
iwhale tweet media
ไทย
16
1.5K
2.1K
224.1K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
Colby Daddy 🐶
Colby Daddy 🐶@0xJui10·
ใครยังไม่รู้จะใช้ Claude ทำอะไร แนะนำให้ไปดูหน้า Use Cases ของ Anthropic เลย / claude.com/resources/use-… มันดีตรงที่ไม่ได้มีแค่ ไอเดียว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่เขาโชว์เป็นเคสจริงว่า โจทย์แบบนี้ต้องคิดยังไง ควรให้ context อะไร prompt ควรเขียนประมาณไหน แล้วค่อย follow-up เพื่อขัดงานต่อยังไง
Colby Daddy 🐶 tweet media
ไทย
8
2.4K
3K
197.2K
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
Fun Manager
Fun Manager@funxmanager·
เราจะคว้าชัยชนะในช่วงอายุ 20 ได้อย่างไร ? - How to win in your 20s - สำหรับทุกคนที่อยู่ในวัย 20 และคนที่อยาก “ย้อนนึกถึง” วัย 20 ลองอ่าน 45 ข้อนี้ดู ผู้เขียน Greg Isenberg บอกว่า ชอบข้อ 45 ที่สุด อย่างไรก็ดี หลักการนี้ใช้ได้ทุกวัยนั่นแหละ ======== Greg Isenberg เป็นนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้าง "Community-based business" (ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชน) ที่มีชื่อเสียงมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะในแวดวงสตาร์ทอัพและ Tech Twitter ======== 1. ย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ตลอดไป แต่การได้ไปอยู่ในที่อย่างนิวยอร์กหรือซานฟรานซิสโก แม้เพียงช่วงสั้นๆ จะให้อะไรตอบแทนคุณอย่างมหาศาลเมื่อเข้าสู่วัย 30 2. เป็น YouTuber คุณยังเด็ก "ความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม" (Unfair Advantage) ของคุณคือมุมมองในการถ่ายทำ เลือกตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) ลงคลิปวันละครั้ง แล้วปล่อยให้มันสะสมพลัง (Compound) พอถึงอายุ 30 คุณจะมีผู้ติดตามหลักแสน และอย่าลืมแชร์ลง X, IG, TikTok ด้วย 3. เป็นเป็ดที่มีทักษะรอบด้าน (Generalist) โลกอินเทอร์เน็ตเป็นของคนที่เข้าใจทั้งเรื่องดีไซน์, การเขียนคำโฆษณา (Copy), การยิงแอด และเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ต้องเก่งที่สุดในทุกเรื่อง แค่รู้รอบด้านก็พอ โดยเฉพาะในยุค AI **คำนี้มาบ่อยจริง Generalist เริ่มเป็นที่พูดถึงกันมากกว่า Specialist มากขึ้นแฮะ ส่วนหนึ่งอาจเพราะมี AI เข้ามาด้วยนี่แหละ 4. ยอมรับความจริงของชีวิต มีทั้งวันที่ดีและวันที่แย่ ฝึกยอมรับความสุ่มเสี่ยงและความไม่แน่นอนของชีวิตให้ได้ 5. อย่าส่งอีเมลหรือข้อความตอนโกรธ ให้รอ 24 ชั่วโมง ไปกินข้าว นอน ฟังเพลง แล้วคุณจะพบว่าเรื่องนั้นมันอาจไม่คุ้มที่จะเอาตัวไปแลกเลย 6. เปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ปีละหนึ่งอย่าง นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้คุณกลายเป็น "Generalist" ได้อย่างแท้จริง 7. ทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เป็นหนี้ 8. ฝึกส่ง Cold DM (ข้อความทักไปหาคนไม่รู้จัก) ให้เก่ง ผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่าอย่างเหลือเชื่อ ผมเคยเจอเศรษฐีพันล้านผ่าน X ตั้งแต่ตอนอายุ 19 ทั้งที่ตอนนั้นผมยังไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาเลยด้วยซ้ำ 9. สร้างรายได้ออนไลน์แบบรายเดือน (Monthly Revenue recurring - MRR) อย่ารีบร้อนสร้างสตาร์ทอัพเพื่อระดมทุน (VC) โอกาสที่คุณจะรวยด้วยทางนั้นมีน้อยมาก สำหรับคน 99% การมีรายได้ที่มั่นคงเข้ากระเป๋าจะช่วยยกภูเขาออกจากอกได้มากกว่า 10. ซื้อหูฟังคุณภาพดีสักคู่ เวลาที่เสียงเพลงมันโดนใจ คุณจะมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานลงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น 11. เสพติด "โดพามีนของจริง" ไม่ใช่ "โดพามีนดิจิทัล" การหัวเราะกับเพื่อน การดูพระอาทิตย์ขึ้น นั่นแหละคือของจริง 12. ทำ "Failure Resume" บันทึกความผิดพลาดและสิ่งที่คุณเรียนรู้จากมัน สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมองความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติและเปลี่ยนมันเป็นเครื่องมือในการเติบโต เมื่อกลับมาอ่านคุณจะได้รับบทเรียนเสมอ 13. เขียนทบทวนตัวเองรายสัปดาห์ สละเวลา 10 นาทีทุกวันอาทิตย์เพื่อทบทวนสัปดาห์ที่ผ่านมา อะไรทำได้ดี? อะไรพลาดไป? จะพัฒนาตรงไหนได้บ้าง? นิสัยนี้ช่วยให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีเป้าหมาย 14. การแลกชื่อเสียงกับผลประโยชน์ระยะสั้น เป็นความคิดที่แย่เสมอ 15. วัย 20 คือวัยแห่งความหลากหลาย เป็นช่วงเวลาที่จะได้รู้ว่าคุณชอบหรือเกลียดอะไร เพื่อที่เวลาที่เหลือของชีวิตคุณจะได้นำบทเรียนเหล่านั้นไปใช้ 16. หัดทำอาหารเมนูหลักให้เป็น นอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังเป็นทักษะชีวิตที่มีค่า แถมการทำอาหารยังเป็นวิธีผ่อนคลายและฝึกความคิดสร้างสรรค์ที่ดี 17. เปลี่ยน "ความแปลก" ให้เป็น "สินทรัพย์" หากคุณมีงานอดิเรกที่ไม่เหมือนใครหรือทักษะแปลกๆ จงโชว์มันออกมา เสน่ห์ของอินเทอร์เน็ตคือมันทำให้คนแปลกโดดเด่นและดึงดูดโอกาสเข้ามา 18. จำไว้ว่า พลังลบของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ โลกนี้มีคนที่ขาดความมั่นใจและเศร้าหมองมากมาย ซึ่งความเศร้าของพวกเขามักจะแสดงออกมาในรูปแบบที่ประหลาด (มาลงที่คนอื่น) 19. เดินทางบ่อยๆ แต่ต้องมี "ฐานที่มั่น" เพราะฐานที่มั่นทำให้คุณมั่นคง การเดินทางทำให้คุณพัฒนา 20. ไม่ต้องเป็นคนพูดประโยคสุดท้ายเสมอไปก็ได้ มันไม่คุ้มค่าที่จะเอาชนะด้วยคำพูด 21. ผลไม้ก็อร่อยเหมือนลูกอม บางครั้งรสชาติธรรมชาติก็ดีกว่าและดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วย (เคล็ดลับ: องุ่นแช่แข็งรสสายไหมอร่อยมาก บลูเบอร์รี่แช่แข็งก็ด้วย) 22. สร้าง "พันธกิจส่วนตัว" (Mission Statement) ทำความเข้าใจว่าคุณยึดถืออะไรและอยากบรรลุอะไรในชีวิต สิ่งนี้จะช่วยไกด์การตัดสินใจและทำให้คุณโฟกัสกับเป้าหมายระยะยาว และไม่เป็นไรถ้าคุณจะเปลี่ยนมันในภายหลัง 23. รายล้อมตัวเองด้วยคนที่ "คิดใหญ่" ถ้าหาคนแบบนั้นรอบตัวไม่ได้ ก็ให้ฟังพอดแคสต์ของพวกเขาแทน แล้วคุณจะใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิม 24. อย่าหางานที่ "มั่นคง" ในบริษัทใหญ่ แล้วคุณจะเรียนรู้ว่างานเหล่านั้นไม่ได้มั่นคงจริง (พนักงาน Tech โดนเลย์ออฟไปกว่า 500,000 คนตั้งแต่ปี 2022) ลองไปอยู่บริษัทเล็กๆ และเก็บเกี่ยววิชาให้ได้มากที่สุดดีกว่า 25. ฝึกงานอดิเรกให้เก่งจริงจัง หลายคนทิ้งงานอดิเรกไปในวัย 20 จงหามันให้เจอและเก่งกับมันให้สุดๆ คุณจะมีมันติดตัวไปตลอดชีวิต และจำไว้ว่าไม่ใช่ทุกอย่างต้องเกี่ยวกับงาน 26. การรอให้คนอื่นยอมรับนั้นราคาแพงเกินไป คุณแค่ต้องการการยอมรับจากตัวคุณเองก็พอ 27. การทำให้คนอื่นดูแย่ ไม่เคยทำให้คุณดูดีเลย 28. List สิ่งที่ "ดูดพลัง" และ "ให้พลัง" แล้วแยกประเภททั้งคนและสิ่งของ อัปเดตลิสต์นี้ทุกๆ 3 เดือน 29. การเป็นเพื่อนกับทุกคน คือการไม่ได้เป็นเพื่อนกับใครเลย เพราะพวกที่พยายามเอาใจทุกคน (People-pleasers) มักไปไม่ถึงไหน 30. สร้างกลุ่มคอมมูนิตี้แบบเก็บเงิน จะเป็นในชีวิตจริงหรือดิจิทัลก็ได้ รวบรวมคนมาอยู่ด้วยกันและเก็บค่าสมาชิก ผมเคยขายบริษัทได้เพียงเพราะผมจัดดินเนอร์แบบเก็บเงินมาแล้ว **โอ้ ข้อนี้ไม่เคยคิดเลย ก็เป็นอีกไอเดียที่ดีนะ** 31. อย่าลืมพ่อแม่/ปู่ย่าตายาย เพียงเพราะคุณเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องหายไปจากชีวิตคุณ <3 32. ทำงานให้กับคนที่คุณชื่นชมและยึดเป็นแบบอย่าง 33. อย่าเชื่อทุกอย่างที่อ่าน XD โพสต์ส่วนใหญ่บนโซเชียลไม่ใช่ความจริงทั้งหมด โฟกัสที่ตัวคุณเองก็พอ 34. เก่งเรื่องการสร้างสมดุล คนที่ "รวย" ที่สุดคือคนที่ใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลที่สุด ไม่ได้แปลว่าห้ามทำงานหนักนะ ทำงานหนักได้แต่ต้องสมดุลด้วย 35. ยกเวทบ่อยๆ ร่างกายที่แข็งแกร่งนำไปสู่จิตใจที่แข็งแกร่ง (**ข้อนี้แอด +100**) 36. สร้าง "คลังเรื่องเล่า" (Story Bank) จดบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจหรือข้อคิดที่ได้พบเจอ เอาไว้ใช้เวลาเขียนหรือพูด พกเรื่องเล่าเหล่านี้ไปที่โต๊ะดินเนอร์ด้วย 37. มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ง่าย: แต่มันจะง่ายขึ้นตามประสบการณ์ แล้วคุณจะนิ่งขึ้นเอง 38. เปิด "Office Hours" แบ่งปันความรู้ สละเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ให้คนจองตัวมาปรึกษาในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ เป็นการให้อาชีพและสร้างคอนเนกชันที่ดี 39. ฝึกใช้ความเงียบ ในการต่อรองหรือการเถียงที่ดุเดือด ความเงียบคือเครื่องมือที่ทรงพลัง มันมักจะบีบให้อีกฝ่ายต้องพูดอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งบางครั้งคือข้อมูลที่มีค่ามาก 40. ทำชีวิตให้เป็นเกม มันจะทำให้คุณรู้สึกไม่ซีเรียสจนเกินไป แล้วคุณจะลงมือทำมันได้จริง 41. สมัยก่อน งานแรกอาจเป็นการทำ McDonald's ซึ่งได้เรียนรู้เยอะมาก แต่สมัยนี้ ลองไปรับงานใน Upwork ดู คุณจะได้เรียนรู้อะไรเยอะมากเช่นกัน **Upwork คือแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการจ้างงาน Freelance (งานอิสระ) ผ่านระบบออนไลน์ (น่าจะแบบ Fastwork ในไทยนี่แหละ) 42. ไม่เป็นไรถ้าต้องเริ่มจากศูนย์ ทุกคนก็เคยผ่านมาแล้ว ชีวิตคือเกมของการเริ่มจากศูนย์หลายๆ ครั้งแล้วปีนกลับขึ้นไปใหม่ 43. สร้างกระแสเงินสด (Cash-flow) มีงานประจำเหรอ? ลองสร้างรายได้เสริมจากอินเทอร์เน็ตดู ช่วงแรกมันอาจจะดูน้อยแต่มันจะสะสมขึ้นเรื่อยๆ 44. ใช้ AI ให้เป็นนิสัย (AI-native) ลองใช้เครื่องมืออย่าง Claude Code แล้วคุณจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคน 99% บนโลกนี้ 45. เป็นคนใจดี เชื่อสัญชาตญาณตัวเอง ขยัน แล้วคุณจะไปได้ดี เชื่อผมสิ ทุกสิ่งที่ผมเคยได้มาในชีวิต เกิดจากการที่ผมยอมปีน "ภูเขาแห่งความเห่ย" (Cringe Mountain)ช่วงแรกคุณจะเหงื่อตก ตัวสั่น และดูโง่ในสายตาคนอื่น แต่แล้ววันหนึ่ง ประตูแห่งโอกาสมันจะระเบิดออกเอง เป็นไอเดียดีๆไปใช้ชีวิต เก็บๆไปใช้กันนะครับ เผื่อเป็นประโยชน์นะ #FunManager
GREG ISENBERG@gregisenberg

x.com/i/article/2012…

ไทย
2
744
1.1K
135.4K
Seeker | Solana Mobile
Seeker | Solana Mobile@solanamobile·
It’s almost time, Seekers. The SKR allocation checker is now live in your Seed Vault Wallet. Go find what you seek 🧵
English
594
498
2.1K
1.1M
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink
แสวงหาแล้วจะพบ เปิดเผยแล้ว ซีซัน SKR ขอให้ทุกคนโชคดี
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink tweet media
ไทย
0
0
1
18
Jewknow.base.eth🔴(L3, ❄️).ink retweetledi
Crypto Fantasy League
Crypto Fantasy League@cfldotfun·
We're dropping Gacha Coins to 100 lucky people! ($20k value) 🪙 > drop your .SKR wallets below 👇 > follow @cfldotfun to qualify > 📸 72 hrs Next week, alongside the $SKR airdrop, you can WIN even MORE with our Gacha Coins. Spin them on our Gacha Machine for a chance to win prizes worth $20,000 from our sponsors. Sneak Peek: The @solanamobile Seeker Phone is one of them, alongside our 25+ ecosystem sponsors. 👀 *The 100 lucky winners will automatically receive the Gacha Coins in their .skr wallet once it's connected to the CFL game. Stay tuned for our upcoming announcements and sponsors lineup!
Crypto Fantasy League tweet media
English
1.4K
272
796
59.8K
Mattle.fun - Available on Seeker 📱
Seeker Airdrop is Live! We’re thrilled to announce a special airdrop for @solanamobile users. All Seeker wallets are eligible to claim up to 2,000 $MATTLE + 300,000 Mattle Points. Drop your .skr wallet below and follow the simple steps 👇
Mattle.fun - Available on Seeker 📱 tweet media
English
7.7K
4.6K
6.6K
403.5K