TJ Pun

3.1K posts

TJ Pun banner
TJ Pun

TJ Pun

@TJenjob

I love pizza🍕

Thailand Katılım Ekim 2019
1.4K Takip Edilen490 Takipçiler
TJ Pun retweetledi
Hyper Shark!
Hyper Shark!@HyperSharkk·
ผมจะมาเปิดพอร์ตหุ้น 20 ตัวที่ผมตั้งใจจะถือยาวไป 5-10 ปี มาดูกันว่า... - มีบริษัทไหนบ้าง? - การเงินเป็นไง? - เทรนด์ไหนที่บริษัททำธุรกิจอยู่? - อนาคตมีโอกาสโตเพราะอะไร? - ความเสี่ยงที่ควรจับตามองมีอะไรบ้าง? - กลยุทธ์ที่ผมใช้ถือหุ้นนั้นๆ ผมเขียนทุกอย่างไว้ใน Ko-fi สำหรับสมาชิกเท่านั้น ใครซับ Ko-fi ผมอยู่เข้าไปอ่านกันได้เลยครับ 🔗tinyurl.com/22c7ab92 ปล. บทความนี้ยาวมากๆ อัดแน่นข้อมูล 20 ตัวอยู่ในนั้นทั้งหมด
Hyper Shark! tweet media
ไทย
19
1.3K
2.4K
447.2K
TJ Pun retweetledi
EarthDeFIRE
EarthDeFIRE@EarthDeFIRE·
"ทำอย่างไรให้ “Thailand Crypto Scene” แข่งขันได้ในเวทีโลก" & Blockchain in Thai Politics เป็นไปได้ไหม? **🎥 สรุปวิดีโอ Poramin Insom @InsomPoramin โดย KingBund @KingBund (บญ ไทย @ApeXCrypto22 ) ** (เกือบ 88 นาที – อัปเดต 19 เม.ย. 2026) 📋 **Core Executive Summary** วิดีโอนี้เป็นสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับ Poramin Insom (อินทรสม) ผู้บุกเบิกคริปโตไทยตัวจริง ตั้งแต่ขุด Bitcoin ปี 2013 จนถึงสร้างเหรียญ privacy coin ระดับโลก (@Vertcoin → Zcoin/ @firoorg ) และก่อตั้ง #SatangPro ที่ขายให้ @KBank_Live เขาพูดถึง “ประวัติศาสตร์จริง” ของวงการคริปโตไทยและโลก ผสมกับบทเรียนทางเทคนิค ความเป็นส่วนตัว (privacy) และการเมือง-กฎระเบียบ ตอนท้ายยังให้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ว่าต้องทำอย่างไรให้ “Thailand crypto scene” แข่งขันได้ในเวทีโลก *** 🔑 **Top 10 Key Takeaways (10 ประเด็นสำคัญ)** * Poramin เริ่มจากขุด Bitcoin ปี 2013 ขณะเรียนที่ Johns Hopkins และเคยเจอ Matthew Green (ผู้ก่อตั้ง Zcash) ก่อน Zcash จะเกิด * เขาสร้าง Vertcoin ปี 2014 ซึ่งเป็นเหรียญแรกที่ออกแบบมา “ต้าน ASIC” (ใช้ GPU อย่างเดียว) * ปี 2016 สร้าง Zcoin (ต่อมาเปลี่ยนชื่อ Firo) ซึ่งเป็นการนำ Zerocoin protocol มาใช้จริงเป็นเหรียญแรกของโลก ทำให้ privacy coin กลายเป็นที่รู้จัก * เปรียบเทียบ Monero vs Zcoin vs Zcash แสดงให้เห็นข้อดี-ข้อเสียของแต่ละเทคโนโลยี privacy (ring signature, Zerocoin, zk-SNARKs) * Tornado Cash ถูกอาชญากรชอบเพราะเป็น mixer ที่ “ไม่ต้อง trust” แต่ก็ทำให้ privacy coin ถูกมองในแง่ลบจาก regulator * Privacy coin มี use case ที่ถูกกฎหมายจริง เช่น การป้องกันการถูก track โดยรัฐหรือ corporation และใช้ใน DeFi ที่ต้องการ anonymity * Zcoin เปลี่ยนชื่อเป็น Firo เพราะต้องการ reposition ตัวเองให้ห่างจากภาพลักษณ์ “เหรียญผิดกฎหมาย” * เขาเคยเข้าร่วมกองทัพไทย (cyber unit) และนำความรู้ blockchain มาสร้างระบบลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคประชาธิปัตย์ ปี 2018 (มีคนใช้กว่า 120,000 คน) * ก่อตั้ง #Satang Pro (TDAX) ซึ่งเป็นหนึ่งใน exchange แรกของไทย ต่อมาขายให้ KBANK และกลายเป็น #Orbix * ปัจจุบันกำลังเรียน Stanford Cyber Security Masters และมองเรื่อง geopolitics (US vs China) ว่ามีผลต่อ crypto อย่างไร *** ⏰ **Timestamped Breakdown (แบ่งตามเวลา)** * 00:00 Intro * 01:40 ประวัติตัวเอง (background) * 10:15 การเดินทางในวงการคริปโต * 11:35 สร้าง Vertcoin * 22:30 สร้าง Zcoin * 27:32 Monero vs Zcoin vs Zcash * 31:53 ทำไมอาชญากรชอบ Tornado Cash * 35:34 Use case ของ privacy coin * 37:08 ทำไม $Zcoin เปลี่ยนชื่อเป็น $Firo * 38:12 เข้ากองทัพไทย * 41:10 ก่อตั้ง Satang Pro * 48:24 กลยุทธ์การเติบโตของ Satang * 49:48 JFIN เหรียญ ICO แรกของไทย * 55:31 ขาย Satang Pro ให้ KBANK * 58:52 ระบบ blockchain voting ให้พรรคประชาธิปัตย์ 2018 * 1:04:42 Privacy Meta (มุมมองรวมเรื่องความเป็นส่วนตัว) * 1:09:42 Privacy coin จะอยู่รอดภายใต้กฎระเบียบได้ไหม * 1:14:12 เรียน Stanford Cyber Security Masters * 1:15:12 Personal brand, geopolitics US vs China * 1:21:32 ทำอย่างไรให้ไทยแข่งขันด้านคริปโตได้ * 1:25:57 Life mission (ภารกิจชีวิต) *** 🔬 **Deep Dive Sections (เจาะลึกหัวข้อสำคัญ)** * **Privacy Coin & Technology** Poramin อธิบายเชิงเทคนิคว่าทำไม Zerocoin protocol ที่เขาเลือกใช้ใน Zcoin จึงแตกต่างจาก ring signature ของ Monero และ zk-SNARKs ของ Zcash รวมถึงปัญหา “trusted setup” และ scalability * **Regulatory Pressure & Rebranding** เขาพูดตรง ๆ ว่าหลังจาก Tornado Cash ถูก sanction โดย OFAC ภาพลักษณ์ของ privacy coin เปลี่ยนไปหมด ทำให้ทีม Firo ต้อง rebrand เพื่อให้ regulator และ investor มองในแง่บวกมากขึ้น * **Blockchain in Thai Politics** ระบบลงคะแนนปี 2018 เป็นหนึ่งในโครงการ blockchain ใหญ่ที่สุดในไทยตอนนั้น ใช้ได้จริงกว่า 120,000 คน แสดงให้เห็นว่า blockchain สามารถนำมาใช้กับการเลือกตั้งได้ (transparency + anonymity) **🔎 เจาะลึก: Blockchain in Thai Politics** (จากสัมภาษณ์ Poramin Insom ในวิดีโอ KingBund) 📅 **ปี 2018 (1–9 พฤศจิกายน)** พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็น **พรรคการเมืองแรกของโลก** ที่นำ blockchain มาใช้ในการเลือกตั้งผู้นำพรรค (Primary Election) ระดับใหญ่จริงจัง ไม่ใช่แค่ pilot เล็ก ๆ 👥 **ขนาดโครงการ (ตัวเลขจริง)** - ผู้ลงคะแนนทั้งหมด **127,479 คน** (Poramin บอกกว่า 120,000+ คน) - ผลการเลือกตั้ง: **อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ** ชนะด้วย 67,505 เสียง 🛠️ **เทคโนโลยีที่ Poramin และทีม Zcoin (ปัจจุบันคือ Firo) พัฒนา** - ใช้ **Zcoin Blockchain** เป็นหลัก (เหรียญ privacy coin ที่เขาสร้างเอง) - เก็บ “hash” ของข้อมูลการลงคะแนนและตัวตนผู้ลงคะแนนลงบน blockchain → ข้อมูล **immutable** (แก้ไขไม่ได้) และตรวจสอบย้อนหลังได้ 100% - ใช้ **IPFS** (InterPlanetary File System) เก็บข้อมูลไฟล์จริงแบบกระจาย - มี 2 ช่องทางลงคะแนน: • **Voting Station** ใช้ Raspberry Pi ที่จุดต่าง ๆ • **แอปพลิเคชันมือถือ D-Elect** (ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน + ถ่ายรูปเซลฟี่) 🎯 **วัตถุประสงค์ที่ Poramin เน้นย้ำ** - เพิ่ม **ความโปร่งใส (Transparency)** สูงสุด - ลดความขัดแย้งและข้อกล่าวหาว่า “โกง” ระหว่างผู้สมัคร - ทำให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมมากขึ้น - ให้ **auditability** แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้สมัครทุกคน โครงการนี้คือตัวอย่างจริงที่แสดงว่า blockchain ไม่ใช่แค่เรื่องเงินคริปโต แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาใหญ่ในระบบการเมืองไทยได้จริง — ทั้งโปร่งใส ลดการทุจริต และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน *** 💡 **Actionable Advice/Steps (คำแนะนำที่นำไปใช้ได้)** * อยากให้ไทยแข่งขันได้ ต้องมี “policy clarity” ชัดเจน + สนับสนุน talent ด้าน cybersecurity และ blockchain * Personal branding สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการคริปโต (Poramin ใช้ประสบการณ์ military + academic ในการสร้าง credibility) * ศึกษาความเป็นส่วนตัว (privacy) ให้ลึก ไม่ใช่แค่ใช้ wallet แต่ต้องเข้าใจ protocol ด้านหลัง * ทำธุรกิจคริปโตในไทย ควรเตรียมพร้อมเรื่อง compliance และ partnership กับสถาบันการเงินตั้งแต่แรก (อย่างที่เขาทำกับ KBANK) 💬 **Crucial Quotes (คำพูดเด่น)** * “Privacy coin ไม่ใช่แค่สำหรับคนผิดกฎหมาย… มันคือสิทธิพื้นฐานในการไม่ถูก track” * “เราสร้าง Zcoin เพราะอยากให้คนมีทางเลือกที่แท้จริง ไม่ต้องเชื่อใจใคร” * “ขาย Satang ให้ KBANK เพราะอยากเห็นคริปโตไทยไปไกลกว่านี้ และธนาคารใหญ่คือกุญแจ” * “ภารกิจชีวิตผมคือทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้าน privacy technology ในภูมิภาค” *** 🎯 **สรุปโดยรวม** วิดีโอนี้คือ “คลังความรู้” ของคนที่อยู่ในวงการคริปโตไทยตั้งแต่ยุคแรกจริง ๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากเข้าใจประวัติศาสตร์ ความเป็นส่วนตัว และอนาคตของอุตสาหกรรมในไทยมากที่สุดในตอนนี้ #EarthDeFIRE รายงาน 19/04/2026
EarthDeFIRE tweet media
Gun (Kingbund)@KingBund

This episode includes one of the sharpest minds in cyber security. I sat down with @InsomPoramin , one of the real pioneers in Thai crypto. He mined Bitcoin in 2013, studied at Johns Hopkins, and met Matthew Green before he later became a founder of Zcash. Poramin created VERTCOIN in 2014, then built Zcoin, later known as Firo @firoorg , one of the biggest privacy coins at the time. He also founded Satang Pro, one of Thailand’s earliest crypto exchanges, which was later sold to Kasikornbank and is now called Orbix @orbix_official . In 2018, he built a blockchain voting system for the Thai Democrat Party. Over 120,000 people used it. This episode is full of crazy stories, big lessons, and real history. Timestamp 00:00 Intro 1:40 His background 10:15 Journey in Crypto 11:35 Create his own coin VERTCOIN 22:30 Created ZCOIN 27:32 Monero vs ZCOIN vs ZCASH 31:53 Why do criminals love Tornado Cash? 35:34 What are the use cases of privacy coins? 37:08 Why ZCOIN rebranded to FIRO coin? 38:12 Joining Thai Military 41:10 Founded crypto exchange, SATANG (TDAX) + landcrypto for CEX 48:24 Growth Strategy for SATANG 49:48 JFIN, first ICO coin in Thailand 55:31 Sold Satang Pro to KBANK 58:52 Blockchain for Election Voting Thai Democrat Party 2018 1:04:42 Privacy Meta 1:09:42 Can privacy coins survive regulations? 1:14:12 Stanford Cyber Security Masters 1:15:12 Personal Brand, Geopolitics, US vs China 1:21:32 How to make Thailand crypto scene more competitive 1:25:57 Life mission

1
4
8
2.2K
TJ Pun retweetledi
JRT
JRT@JRTDesk·
คำถามที่ว่า 「ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน」.. ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น.. ปัญหาอยู่ที่ว่า.. ในสาย finance.. การลงทุน.. การ trade.. quant.. ประสบการณ์สามารถสร้าง intuition ที่ผิดๆ ได้อย่างมาก.. ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากสายอาชีพอื่นๆ ส่วนใหญ่.. ในสายอื่น ยิ่งมีประสบการณ์ยิ่งเก่งขึ้น.. หมอที่ผ่าตัดมา 10,000 ครั้ง ดีกว่าหมอที่ผ่าตัดมาแค่ 100 ครั้ง แทบจะ guarantee ได้.. แต่ใน finance.. trader ที่ผ่าน 2008 มาได้ อาจสร้าง intuition ที่ optimize สำหรับ crisis แบบ 2008.. แล้วพอ regime เปลี่ยน.. intuition ที่ได้มาจากตอน 2008 นั่นเองที่จะฆ่า trader คนนั้น 😅.. ความมั่นใจที่สะสมมาจากประสบการณ์ กลายเป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้.. อย่างกรณีที่ผมเคยเจอ.. ช่วงนึงที่ options selling ทำผลงานได้ดีมากต่อเนื่องมาหลายปี.. ทุก spike ของ vol มันก็ revert กลับมา.. ทุก tail event มันก็ fade.. สมองก็เริ่ม internalize ว่า「นี่คือวิธีที่ตลาดทำงาน」จนถึงจุดที่มันกลายเป็น reflex.. ไม่ใช่ การตัดสินใจอีกต่อไป.. เพราะสิ่งที่สมองเราเรียกว่า intuition.. จริงๆ แล้วคือ pattern recognition ที่ fit กับ historical regime ที่ผ่านมา.. ไม่ใช่ความเข้าใจ mechanism จริงๆ ของตลาด.. พอ regime เปลี่ยน.. intuition กลายเป็นของเก่า.. แต่ความมั่นใจที่สร้างมันขึ้นมายังอยู่ครบ... นั่นเลยเป็นเหตุผลแรกที่ว่า.. การรู้ลึกในสายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ 「ผ่านเวลามาเยอะ」.. ความรู้ในสายนี้มีวันหมดอายุ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เรียนรู้มาจะยังใช้ได้พรุ่งนี้.. ความรู้ใน finance มีอายุต่างกัน.. บางอย่างอยู่ได้เป็นทศวรรษ บางอย่างอาจจะหมดอายุภายในปีเดียว.. ความรู้เรื่องจิตวิทยาและ behavioral patterns.. ถือว่าอายุยาวมาก.. Fear กับ Greed ทำงานเหมือนกันในปี 1929 กับปี 2025.. Kahneman ศึกษาเรื่อง loss aversion มาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังใช้ได้อยู่ในทุก market cycle.. ความรู้เรื่อง market microstructure อายุกลางๆ.. bid-ask spread, adverse selection, order flow toxicity.. concept ยังอยู่ แต่ mechanics เปลี่ยนตาม technology ตามกาลเวลา.. ความรู้เรื่อง specific alpha signal.. อายุสั้นมาก.. factor ที่ work ในปี 2010 อาจตายไปแล้วในปี 2020 เพราะ crowded หรือเพราะ market structure เปลี่ยน.. คนที่รู้ลึกจริงๆ รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ใน layer ไหน.. และไม่เอาความมั่นใจจาก layer ที่มีอายุยาว มาใช้กับ layer ที่มีอายุสั้น.. กับดักที่เห็นบ่อยมาก.. คนที่เข้าใจ behavioral finance ลึกมาก แล้วคิดว่าตัวเองเข้าใจตลาดลึก.. ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือคนละ layer กันเลย.. รู้ว่า fear กับ greed ทำงานยังไง ไม่ได้แปลว่ารู้ว่าตลาดจะเดินไปทางไหนพรุ่งนี้.. และปัญหาคือ.. ตลาดไม่ได้บอกเราตรงๆ ว่าเราอยู่ layer ไหน.. อย่างหมากรุก.. เดินผิด รู้ทันที.. feedback loop ชัด.. ในการผ่าตัด.. ผ่าตัดพลาด ก็รู้ได้ค่อนข้างเร็ว.. แต่ใน trading และการลงทุน.. มันต่างกัน.. ตัดสินใจผิด.. แต่กำไร.. เพราะโชคช่วย.. ตัดสินใจถูก.. แต่ขาดทุน.. เพราะ noise ในตลาดช่วง short term.. ถ้าเรียนรู้จาก P&L อย่างเดียว.. เราจะเรียนรู้สิ่งผิด.. สมองจะ reinforce behavior ที่ทำกำไร แม้ว่าพฤติกรรมนั้นจะ random ล้วนๆ.. และสมองจะต่อต้านพฤติกรรมที่ถูกต้องแต่แค่โชคไม่เข้าข้างในช่วงนั้น.. ผมได้เริ่มตระหนักเรื่องนี้จริงๆ ตอนสมัยก่อนที่กลับมา review trade journal เก่าๆ แล้วพบว่า.. trade ที่ขาดทุนหนักที่สุดบางอัน reasoning มันแม่นมาก.. เพียงแต่ timing ผิด หรือมีปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ได้เข้ามา.. และ trade ที่กำไรดีที่สุดบางอัน ตอนเขียน reasoning ไว้ตอนนั้น.. อ่านกลับไปแล้ว migraine แดก... เพราะมันผิดมากๆ แต่ตลาดดันเดินตามทิศทางที่เราเดาไว้ด้วยเหตุผลที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง.. ถ้าไม่มี trading journal ที่จดเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. เราจะไม่มีทางรู้เรื่องนี้เลย.. เพราะสมองมนุษย์มันเก่งมากในการสร้าง narrative ย้อนหลังให้ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลเสมอ.. Kahneman เรียกว่า 「hindsight bias」.. แต่ในสาย finance มันไม่ใช่แค่ cognitive bias.. มันคือกลไกที่ค่อยๆ ทำลาย calibration ของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว.. วิธีแก้คือเราต้องสร้าง feedback loop ชั้นที่สอง.. แทนที่จะเรียนรู้จากผลลัพธ์ ต้องเรียนรู้จากความถูกต้องของเหตุผลที่คิดไว้.. ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว บันทึกเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. บันทึกว่าคาดหวัง scenario ไหน.. คิดว่า outcome จะออกมาเป็นยังไง.. แล้วกลับมาวัดว่าเหตุผลที่คิดไว้ถูกหรือผิด แยกออกจากว่าได้กำไรหรือขาดทุน.. ทำแบบนี้สม่ำเสมออย่างน้อย 2-3 ปี.. ภาพจะชัดขึ้นมาก.. แต่ feedback loop จาก trade journal อย่างเดียวยังไม่พอ.. เพราะสิ่งที่เราบันทึกไว้ มันจะดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งที่เราอ่านมาตั้งแต่แรก.. . . อ่าน paper ต้นฉบับ.. อ่าน Fed minutes ตัวจริง.. อ่าน earnings call transcript ตัวจริง.. ไม่ใช่ความเข้าใจของคนอื่น ทุก secondary source มีคนเขียนที่ผ่านตะแกรงของตัวเองมาแล้ว.. เขาตัดสินว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ อะไรอธิบายยากเกินก็ตัดออก.. พอถึงมือเรา.. เราได้รับความเข้าใจของคนอื่นเค้า ไม่ใช่ความเข้าใจของเราเอง.. Almgren-Chriss paper ปี 2000 เรื่อง optimal execution.. ถ้าอ่านแค่บทสรุปก็รู้แค่ 「square root law」.. แต่ถ้าอ่านต้นฉบับจะเห็นว่า model นี้ assume ว่า price impact เป็น linear ใน instantaneous trade rate.. assumption นั้นพังในตลาดที่ thin หรือใน crisis.. คนที่อ่านแค่บทสรุปจะ apply square root law ผิดที่โดยไม่รู้ตัว.. นานมากแล้วเคยมีช่วงนึงที่ผมอ่าน Fed minutes จริงๆ เป็นครั้งแรกหลังจากที่อ่านแต่ analysis ของคนอื่นมานาน.. สิ่งที่ตกใจมากที่สุดไม่ใช่แค่ว่ามี information ใหม่ที่ไม่เคยรู้.. แต่คือ tone และความไม่แน่ใจที่ Fed เองมีอยู่ในนั้น.. ในขณะที่ analysis ทุกชิ้นที่อ่านมาก่อนหน้า มันตัดส่วนนั้นออกไปหมด.. นำเสนอ Fed เป็น entity ที่ตัดสินใจอย่างมีตรรกะชัดเจน.. ทั้งที่จริงๆ แล้ว minutes อ่านแล้วเห็นชัดว่าพวก Fed ก็กำลัง figure out เรื่องต่างๆ อยู่เหมือนกัน.. play by the ear.. ไม่ต่างจากเราๆ กันเท่าไหร่😅 ก็เลยเปลี่ยน mental model ผมเรื่อง market pricing ของ Fed policy ไปอย่างถาวร.. ‼️และสิ่งที่ต้องถามตอนอ่านทุกชิ้น.. 「ข้อสมมติฐานอะไรที่ทำให้ข้อสรุปนี้ถูก」.. 「ถ้า assumption นั้นผิด.. ข้อสรุปพังยังไง」.. 「sample period นี้ครอบคลุม regime ไหนบ้าง และไม่ครอบคลุม regime ไหน」.. Campbell Harvey ประมาณไว้ว่า factor research ส่วนใหญ่ที่ตีพิมพ์มาน่าจะเป็น false discoveries.. เพราะ t-stat threshold 2.0 ต่ำเกินไปสำหรับ multiple testing ในปริมาณงานวิจัยที่มีอยู่.. ต้องใช้ 3.0 ขึ้นไป.. นั่นหมายความว่าถ้าอ่านงานวิจัย finance โดยไม่มี critical reading.. เราอาจกำลัง internalize สิ่งที่ผิดอยู่โดยไม่รู้ตัว.. . . เราเลยควรทำ research เอง.. แม้เล็กน้อยก็ตาม ความแตกต่างระหว่างคนที่ 「รู้เรื่อง」 กับคนที่ 「รู้จริง」 คือการที่เคยลงมือทดสอบด้วยตัวเองหรือยัง.. ลอง replicate ผลลัพธ์ของ paper ที่อ่านมา.. ถ้า replicate ไม่ได้ แสดงว่าไม่ได้เข้าใจจริง.. ระหว่างนั้นจะเจอ assumption ที่ paper ไม่ได้บอกไว้ตรงๆ แต่ตัดสินผลลัพธ์ทั้งหมด.. ลองสร้าง backtester เองสักครั้ง แทนที่จะใช้ library สำเร็จรูป.. ระหว่างนั้นจะเจอว่า look-ahead bias แฝงตัวอยู่ตรงไหน.. survivorship bias เข้ามาได้ยังไง.. และ transaction cost ที่ไม่ได้นับทำให้ backtest ดูดีเกินจริงแค่ไหน.. ไม่มีหนังสือเล่มไหนสอนสิ่งนี้ได้ดีเท่าการเจอด้วยตัวเอง.. . . ยิ่งรู้ลึก ยิ่งเห็น risk มากขึ้น เห็น scenario มากขึ้น เห็น edge case มากขึ้น.. ซึ่งดี.. แต่ถ้าไม่ระวัง มันจะกลายเป็น analysis paralysis.. และคนที่รู้น้อยกว่า กลับ execute ได้เร็วกว่าและ confident กว่า ผมเจอจุดนี้ตอนที่เริ่มศึกษา dynamic hedging จริงๆ จังๆ.. ก่อนหน้านั้น.. การตัดสินใจ hedge ง่ายกว่า.. เพราะไม่เห็น complexity ทั้งหมด.. พอเข้าใจ Greeks ลึกขึ้น เข้าใจ vol surface เข้าใจ path dependency.. มีช่วงที่ทุกครั้งที่จะ execute อะไร สมองมันยก edge case ขึ้นมาเต็มไปหมด.. จนทำอะไรช้าลงอย่างเห็นได้ชัด.. สิ่งที่ช่วยได้คือแยก analysis time ออกจาก execution time ให้ชัด.. ตอนวิเคราะห์ให้คิดเต็มที่ไม่มีขีดจำกัด.. แต่พอถึงเวลา execute ให้เชื่อในกรอบที่วางไว้แล้ว และลงมือเลย.. จนสุดท้ายก็เลยก้าวไปอีกขั้น.. ทำระบบ automated ขึ้นมาแม่งเลย.. เอา quant เข้ามาช่วยตัด emotion ออกจาก execution โดยสิ้นเชิง.. เพราะถ้ากรอบที่วิเคราะห์ไว้มันถูก.. ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้สมองมานั่งลังเลตอน execute อีก.. Dunning-Kruger ที่คนพูดถึงบ่อยคือ.. มือใหม่มั่นใจมาก พอรู้มากขึ้นกลับยิ่งสงสัยตัวเอง.. แต่ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือขั้นที่ 3 ที่เกิดหลังจากผ่านจุดนั้นมาแล้ว.. คนที่อยู่ตรงนั้นมี calibrated confidence.. รู้ชัดว่าตัวเองรู้อะไร ไม่รู้อะไร และมั่นใจในระดับที่ตรงกับความเป็นจริง.. meta-skill นี้สำคัญมากและใช้เวลานานที่สุดในการพัฒนา.. มันคือความสามารถในการรู้ว่า 「ตอนนี้ควรใช้ analysis ระดับไหน」.. บางครั้ง simple heuristic ดีกว่า complex model.. บางครั้งต้องใช้ full framework.. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำอะไรนั้นสำคัญกว่าการรู้ทั้งสองอย่าง.. การสอนคนอื่นก็เป็น test ที่โหดมาก (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ตอนที่ไป lecture เรื่อง dynamic hedging.. เตรียม material มาดีมาก.. ทุก formula ถูก.. ทุก concept ครบ.. แล้วมีนักเรียนคนหนึ่งถามว่า.. 「If delta is just a first derivative, why don't we hedge once and be done with it?」 คำถามง่ายมาก.. แต่ผมหยุดไป 2~3 วินาที.. ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ.. แต่เพราะตระหนักว่าคำตอบที่อยู่ในหัวมันเป็น mathematical ล้วนๆ.. และนักเรียนเค้าต้องการ intuition ไม่ใช่สูตร.. ตอนนั้นถึงได้รู้ว่า.. เออ.. มีช่องว่างอยู่ระหว่างสิ่งที่เราเข้าใจใน mathematical formulation กับสิ่งที่เราสามารถถ่ายทอด intuition ให้คนอื่นเห็นภาพได้.. และช่องว่างนั้นคือส่วนที่เรายังเข้าใจไม่จริง.. Feynman บอกว่า.. ถ้าอธิบายสิ่งที่เรียนรู้มาให้คนที่ไม่มีพื้นฐานเข้าใจได้ไม่ได้.. แปลว่าตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆ.. มีแค่ illusion of understanding.. หลังจากนั้นผมเพิ่มกฎส่วนตัวว่า.. ถ้าอธิบาย concept ไหนให้คนนอกสายเข้าใจไม่ได้.. ต้องกลับไปอ่านใหม่.. เพราะความเข้าใจจริงๆ มันต้องถ่ายทอดได้ ไม่ใช่แค่ compute ได้.. ⚠️และอีกเคล็ดลับนึงที่ผมใช้เพื่อช่วยให้รู้ลึก... คือ.. ผมไม่ยอมรู้เรื่องน้อยกว่า (อย่างมีนัยสำคัญ) พวกคนอื่นๆ ใน firm.. ซึ่งผมว่าแรงผลักดันที่คนอื่นๆ อาจจะประเมินต่ำ คือมันมีความต่างสำคัญระหว่าง.. 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะกลัวหน้าแตก」 กับ 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะต้องการตัดสินใจได้ดีกว่า」.. แบบแรกทำให้เรียนรู้เพื่อ defend ตัวเอง.. เลือกเรียนสิ่งที่ confirm ความเชื่อเดิม.. แบบที่สองทำให้เรียนเพื่อ update ตัวเอง.. เปิดรับสิ่งที่ challenge ความเชื่อเดิม.. ความต่างของสองแบบนี้ยิ่ง compound มากขึ้นเรื่อยๆ ในสาย finance.. เพราะตลาดลงโทษ confirmation bias ด้วยเงิน.. ไม่ใช่แค่เรื่องความเสียหน้า.. Tetlock พบว่า superforecasters ที่ทำนายได้แม่นที่สุดมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ.. รู้สึกดีเมื่อต้องยอมรับว่าเดิมคิดผิด.. แทนที่จะรู้สึกเสียหน้า.. ในสาย finance ผมว่านี่คือทักษะที่มีมูลค่าทางการเงินตรงๆ.. สรุป.. อย่าถามว่าจะเริ่มตรงไหน.. ถามว่าจะฝึกยังไงให้ feedback loop มันทำงานได้จริง.. เข้าใจว่าประสบการณ์อาจสร้าง intuition ที่ผิดได้.. ดังนั้นต้องสร้าง feedback loop จาก quality ของ reasoning ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว.. รู้ว่าความรู้แต่ละชั้น แต่ละ layer มีวันหมดอายุไม่เท่ากัน.. และไม่เอา confidence จาก layer ที่มั่นคงอายุนานไปใช้กับ layer ที่เปลี่ยนเร็ว.. อ่านต้นฉบับ อ่านแบบ critical.. ตั้งคำถามกับ assumption ของทุกชิ้น.. ลงมือทำ research เอง replicate paper สร้าง tool เอง.. เพราะกระบวนการสอนเราในสิ่งที่หนังสือสอนไม่ได้.. พัฒนา calibrated confidence.. ไม่ใช่ความมั่นใจสูงแบบมือใหม่ และไม่ใช่ความลังเลแบบคนที่รู้มากเกินจนทำอะไรไม่ได้.. พยายามสอนคนอื่น.. เพราะช่องว่างระหว่าง 「compute ได้」 กับ 「ถ่ายทอดได้」 คือส่วนที่เรายังไม่เข้าใจจริงๆ.. และยอมรับว่าระยะเวลาวัดเป็นปี.. ไม่มีทางลัด.. . . P.S. กับดักที่น่ากลัวที่สุดในสายนี้ไม่ใช่การรู้น้อยเกินไป.. แต่คือการรู้แบบผิดๆ อย่างมั่นใจ.. ตลาดไม่ได้ลงโทษความไม่รู้.. ตลาดลงโทษความมั่นใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง.. และความมั่นใจแบบนั้น มักสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์จริงๆ ที่สะสมมานานหลายปี.. ไม่ใช่จากความโง่.. นั่นแหละเลยทำให้มันอันตรายที่สุด..
JRT tweet media
ไทย
6
692
1K
131.7K
TJ Pun retweetledi
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ถ้าเรามองผิวเผิน การกระทำของทรัมป์อาจจะดูเหมือนคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวก็ไปจับตัวผู้นำชาติอื่น ซักพักก็ขู่ว่าจะซื้อเกาะ ผ่านไปไม่นาน ก็ไปทิ้งระเบิดใส่ประเทศอื่น แต่คุณรู้หรือไม่ฦ ถ้าเอา National Security Strategy 2025 หรือ NSS 2025 มาสวมเป็นแว่นขยาย เราจะเห็นเลยว่า ทรัมป์ใช้ NSS 2025 เป็นกรอบใหญ่ ดำเนินนโยบายตามแนวคิดนี้ เพียงแต่วิธีการของเขาไม่ใช่การ "ส่งทหารไปยึดประเทศ" แบบยุคบุช แต่เป็นการมองที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทรัพยากร มากกว่า ผมพาไปดู ความคิดของชายผู้นี้กันครับ ---------------------------- National Security Strategy 2025 คืออะไรก่อน? เอกสารฉบับนี้ ถือเป็น Blueprint ที่กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศ กลาโหม และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ ซึ่งเพิ่งมีการเผยแพร่ออกมาเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม ปี 2025 นี่เอง โดยเอกสารฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่ดุดันและตรงไปตรงมา โดยไม่ได้เน้นเรื่องโลกสวยหรือสิทธิมนุษยชนสากลเลย ถามว่า แล้วเน้นไปที่เรื่องอะไร? คำตอบคือ เน้นเรื่อง "ผลประโยชน์และการเอาตัวรอดของชาติ" เป็นหลักครับ โดยเนื้อหาเรียงลำดับจากภาพใหญ่ระดับอุดมการณ์ ไปสู่การเจาะจงรายภูมิภาค 🛑 ส่วนที่ 1: บทนำและ การเกิด The Paradigm Shift เอกสารเปิดหัวด้วยการยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า "ภาพลวงตาที่ว่าสหรัฐฯ จะเป็นตำรวจโลกได้ตลอดไปนั้นจบลงแล้ว" สหรัฐฯ จะเลิกทำตัวเป็นผู้นำที่ต้องแบกโลกทั้งใบ พร้อมเลิกการแทรกแซงทางทหารเพื่อสร้างประชาธิปไตยในประเทศอื่น (Nation-building) เพราะมันผลาญงบประมาณและล้มเหลว ในเอกสาร มีการนำเสนอแนวคิด "สิทธิอำนาจอธิปไตยขั้นเด็ดขาด (Hard Sovereignty)" และ "สัจนิยมทางอารยธรรม (Civilisational Realism)" แปลตรงๆก็คือ อเมริกาจะเคารพความแตกต่างของระบอบการปกครองอื่น (ไม่ยัดเยียดประชาธิปไตย) ตราบใดที่ประเทศเหล่านั้นไม่มาล้ำเส้นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ---------------------------- 🛡️ ส่วนที่ 2: เป้าหมายหลักด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ มีระบุสิ่งที่อเมริกา "ต้องการ (What we want)" อย่างชัดเจน ต้องยุติการอพยพย้ายถิ่นฐานขนานใหญ่ (End mass migration) ปิดพรมแดนให้สนิท และกวาดล้างแก๊งค้ายาข้ามชาติ ต้องสร้างกองทัพที่ทันสมัยที่สุด และพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธเหนือแผ่นดินอเมริกาที่เรียกว่า "Golden Dome" ต้องดึงฐานการผลิตอาวุธและเทคโนโลยีกลับประเทศ ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และต้องคุมเทคโนโลยีแห่งอนาคต (โดยเฉพาะ AI และเซมิคอนดักเตอร์) ให้เบ็ดเสร็จ ---------------------------- 🗺️ ส่วนที่ 3: ส่วนนี้เป็นไฮฺไลต์สำคัญที่สุดเลยครับ มีการระบุยุทธศาสตร์รายภูมิภาค (Regional Priorities) จัดลำดับความสำคัญของโลกใหม่ โดยเรียงจากความสำคัญสูงสุดไปต่ำสุด: อันดับ 1 (สำคัญสูงสุด): ซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere - อเมริกาเหนือ/กลาง/ใต้) นี่คือภูมิภาคที่สำคัญที่สุด ทรัมป์ประกาศใช้ "Trump Corollary" (ยกระดับจาก Monroe Doctrine) โดยมองละตินอเมริกาเป็น "ด่านหน้า" สหรัฐฯ จะกีดกันไม่ให้จีนหรือรัสเซียเข้ามาลงทุนหรือตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้เด็ดขาด และจะคุมเข้มห่วงโซ่อุปทานในทวีปตัวเอง อันดับ 2 อินโด-แปซิฟิก (สู้กับจีน): แนวคิดของทรัมป์ ไม่ได้จ้องจะโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ใช้ยุทธศาสตร์ "สกัดกั้นและตัดขาด" โดยกีดกันไม่ให้จีนเข้าถึงชิปและ AI ของสหรัฐฯ และตรึงกำลังทหารเพื่อไม่ให้จีนยึดครองทะเลจีนใต้หรือไต้หวัน อันดับ 3 ยุโรป และ รัสเซีย: สหรัฐฯ จะเลิกอุ้มยุโรป โดยยุโรปต้องจ่ายเงินค่าความมั่นคงและดูแลตัวเองให้มากขึ้น ยุติการขยายสมาชิก NATO และผลักดันให้เกิดการหยุดยิงในยูเครนโดยเร็วเพื่อไปโฟกัสที่ศัตรูตัวจริงอย่างจีน อันดับ 4 ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา: ลดบทบาททางทหารลง และเปลี่ยนไปใช้ "การทูตเชิงพาณิชย์" ซึ่งแอฟริกาถูกมองเป็นแหล่งเป้าหมายของการลงทุนเพื่อดูด "แร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals)" กลับสู่อเมริกา โดยไม่ต้องสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ---------------------------- 🤝 ส่วนที่ 4: เครื่องมือและวิธีการ สหรัฐฯ จะสร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ที่เรียกว่า Burden-sharing network ใครอยากได้สิทธิพิเศษทางการค้าหรือเทคโนโลยีชั้นสูงจากอเมริกา "ต้องยอมแบนสินค้าจีน" และแชร์ค่าใช้จ่ายทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ ถ้าไม่ทำตาม อเมริกาก็พร้อมจะทิ้ง โดยสรุป สำหรับผมนะ ทรัมป์ ร่าง NSS 2025 ขึ้นมา เพื่อการประกาศให้โลกรับรู้ว่า อเมริกายุคนี้คือ "บริษัทมหาชนจำกัด" ที่มีประธานาธิบดีเป็น CEO ทุกการเจรจาคือการทำธุรกิจ แปลว่า ถ้าอเมริกาไม่ได้ประโยชน์ อเมริกาก็จะไม่เข้าไปยุ่ง ---------------------------- ถ้าดูจากแผน National Security Strategy 2025 แล้ว จะพบว่า หมากทุกตัวที่ทรัมป์เดินอยู่ตอนนี้ ก็อยู่ในแผนแม่บทนี้ทุกหมากเลยก็ว่าได้ ดังนั้น คำถามที่สำคัญอีกคำถามคือ 🎯 เป้าหมายต่อไปถัดจากอิหร่าน ทรัมป์จะเล็งเป้าไปที่ใคร? ผมเดาเอาเองนะครับ ว่า เป้าหมายที่ 1 คือ แก๊งค้ายาใน "เม็กซิโก" 🇲🇽 ทำไมนะหรอ? เพราะ NSS 2025 ให้ความสำคัญกับการปิดพรมแดนและความมั่นคงภายในเป็นอันดับแรกสุด ทรัมป์เคยขู่หลายครั้งว่าจะขึ้นบัญชีแก๊งค้ายาเป็นผู้ก่อการร้าย ดังนั้น มีโอกาสสูงมากที่เราจะได้เห็นการใช้ "โดรนลอบสังหาร" หรือขีปนาวุธโจมตีโรงงานผลิตยาเสพติด (Fentanyl) ในเม็กซิโก แม้รัฐบาลเม็กซิโกจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ต่อมา เป้าหมายที่ 2 น่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่คิดจะทิ้งดอลลาร์ (BRICS & De-dollarization) 🇨🇳🇷🇺 ทำไม? อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของอเมริกาคือ "เงินดอลลาร์" ถัดจากอิหร่าน ทรัมป์จะหันมาทำสงครามเศรษฐกิจกับประเทศที่พยายามสร้างระบบการเงินทางเลือก (เช่น จีน รัสเซีย บราซิล) โดยอาจงัดมาตรการคว่ำบาตรทางไซเบอร์ หรือตัดออกจากระบบ SWIFT เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู และเป้าหมายที่ 3 ที่มีโอกาสเหมือนกัน ก็คือ การพุ่งไปที่ห่วงโซ่การผลิต AI ของจีน (ผ่านตัวแทนในแอฟริกา/ไต้หวัน) 🌍 ย้อนกลับไปเดือนธันวาคม 2025 สหรัฐฯ ได้เข้าไปเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพระหว่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และ รวันดา ฉากหน้า คือ การยุติสงคราม แต่ฉากหลัง (ที่ระบุในข้อตกลง) คือการพ่วงสัญญา "การเข้าถึงเหมืองแร่ (Minerals Agreement)" เข้าไปด้วย โดยสหรัฐฯ ยอมรับประกันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ แลกกับการที่คองโกต้องส่งแร่หายากมาให้อเมริกา Move แบบนี้ มันแปลว่า สำหรับสหรัฐฯแล้ว แอฟริกาคือ "Last Frontier" ครับ ผมเชื่อว่า สหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการบีบรัฐบาลในแอฟริกาให้ยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ของจีน แล้วโอนมาให้บริษัทตะวันตกแทน ซึ่งถ้าเปิดศึกแร่หายากตรงนี้ ถึงมันจะเป็นสงครามเงียบที่ไม่มีเสียงปืน แต่สะเทือนถึงบริษัทเทคฯ ทั่วโลก และ จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับ จีน ตึงเครียดมากขึ้นไปอีกแน่นอน อ่านแล้วคิดเห็นอย่างไรกันอย่าง แชร์กันมาหน่อยครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
20
461
532
56.2K
TJ Pun retweetledi
Earn Earn🩷
Earn Earn🩷@earn_monicha·
แจกชุด 20 roles สำหรับ prompt chatgpt ที่ใช้บ่อยในการทำงาน สไตล์พนักงานทั่วไป 👇 - You are my lead generation assistant หา lead หรือลิสต์รายชื่อลูกค้าเป้าหมาย - You are my content strategist ช่วยวางทิศทางคอนเทนต์ว่าจะสื่อสารอะไรบ้าง - You are my social media strategist คิดคอนเทนต์และวิธีเล่นแต่ละแพลตฟอร์ม - You are my brand strategist ช่วยวางภาพลักษณ์ จุดยืน และการสื่อสารของแบรนด์ - You are my market research assistant ช่วยหาข้อมูลตลาด คู่แข่ง และ insight ที่เกี่ยวข้อง - You are my partnership outreach assistant ช่วยร่างข้อความติดต่อพาร์ตเนอร์หรือหา angle ในการคุย - You are my event planning assistant ช่วยวางแผนอีเวนต์ ตารางงาน และรายละเอียดสำคัญ - You are my proposal assistant ช่วยร่าง proposal หรือข้อเสนอให้ลูกค้า/พาร์ตเนอร์ - You are my executive assistant ช่วยจัดระเบียบงาน สรุปงาน และช่วยคิดสิ่งที่ต้องทำต่อ - You are my strategic thought partner ช่วยคิดภาพใหญ่ มองทางเลือก และช่วยตัดสินใจ - You are my email writing assistant ช่วยร่างอีเมลให้ดูชัด สุภาพ และมืออาชีพ - You are my meeting notes assistant ช่วยสรุปประชุมและดึง action items ออกมา - You are my project management assistant ช่วยแตกงาน วาง timeline และติดตามความคืบหน้า - You are my client communication assistant ช่วยเขียนข้อความคุยกับลูกค้าให้ชัดและดูดี - You are my sales outreach assistant ช่วยเขียนข้อความขายงานหรือทักหาลูกค้าใหม่ - You are my presentation assistant ช่วยวางโครงสไลด์ เรียงเรื่อง และสรุปสารสำคัญ - You are my copywriting assistant ช่วยเขียนข้อความขาย งานโฆษณา หรือ caption ให้ดึงดูดขึ้น - You are my research assistant ช่วยค้นข้อมูล สรุปประเด็น และรวบรวม reference - You are my proofreading assistant ช่วยตรวจภาษา แก้คำ และทำให้งานเขียนลื่นขึ้น You are my data analysis assistant. ใช้ช่วยสรุปข้อมูล ดูแนวโน้ม และช่วยตีความตัวเลขให้เข้าใจง่าย #เอินทำได้ทุกคนก็ทำได้
Earn Earn🩷 tweet media
Earn Earn🩷@earn_monicha

ใคร prompt ไม่เก่งหรือได้แต่คำตอบพื้นๆลองใช้ structure นี้กันได้ค่ะ [AI 101 #เอินทำได้ใครๆก็ทำได้] 👇 " Role + Task + Context +Format " ✅Role อยากให้ AI เป็นใคร เช่น นักการตลาด / นักเขียน / ที่ปรึกษา ✅Task อยากให้ช่วยทำอะไร เช่น เขียน / สรุป / วิเคราะห์ ✅Context งานนี้ทำเพื่ออะไร target ให้ใคร ใช้ที่ไหน ✅Format อยากได้แบบไหน เช่น สั้นๆ / เป็นข้อ / โทนกันเอง / โทนมืออาชีพ เช่นๆๆ “เขียนแคปชั่นขายครีมกันแดดให้หน่อย” เปลี่ยนเป็น “ช่วยสวมบทบาทเป็นนักเขียนโฆษณา เขียนแคปชั่นขายครีมกันแดด สำหรับสาวออฟฟิศที่อยู่หน้าจอทั้งวัน ขอแบบสั้นๆ โทนเพื่อนแนะนำเพื่อน” แค่เพิ่มรายละเอียดนิดเดียว คำตอบต่างกันเยอะมากและตรงมากขึ้นค่ะ ใครใช้ ChatGPT / gemini ต่างๆอยู่ ลองสูตรนี้ดูนะคะ ใช้งานง่ายขึ้นเยอะ 🤝✨ #AI

4
404
623
42.5K
TJ Pun retweetledi
Earn Earn🩷
Earn Earn🩷@earn_monicha·
ใคร prompt ไม่เก่งหรือได้แต่คำตอบพื้นๆลองใช้ structure นี้กันได้ค่ะ [AI 101 #เอินทำได้ใครๆก็ทำได้] 👇 " Role + Task + Context +Format " ✅Role อยากให้ AI เป็นใคร เช่น นักการตลาด / นักเขียน / ที่ปรึกษา ✅Task อยากให้ช่วยทำอะไร เช่น เขียน / สรุป / วิเคราะห์ ✅Context งานนี้ทำเพื่ออะไร target ให้ใคร ใช้ที่ไหน ✅Format อยากได้แบบไหน เช่น สั้นๆ / เป็นข้อ / โทนกันเอง / โทนมืออาชีพ เช่นๆๆ “เขียนแคปชั่นขายครีมกันแดดให้หน่อย” เปลี่ยนเป็น “ช่วยสวมบทบาทเป็นนักเขียนโฆษณา เขียนแคปชั่นขายครีมกันแดด สำหรับสาวออฟฟิศที่อยู่หน้าจอทั้งวัน ขอแบบสั้นๆ โทนเพื่อนแนะนำเพื่อน” แค่เพิ่มรายละเอียดนิดเดียว คำตอบต่างกันเยอะมากและตรงมากขึ้นค่ะ ใครใช้ ChatGPT / gemini ต่างๆอยู่ ลองสูตรนี้ดูนะคะ ใช้งานง่ายขึ้นเยอะ 🤝✨ #AI
Earn Earn🩷 tweet media
ไทย
10
1.1K
1.5K
158K
TJ Pun retweetledi
Jui (Colby Daddy) 🐶
Jui (Colby Daddy) 🐶@0xJui10·
ใครยังไม่รู้จะใช้ Claude ทำอะไร แนะนำให้ไปดูหน้า Use Cases ของ Anthropic เลย / claude.com/resources/use-… มันดีตรงที่ไม่ได้มีแค่ ไอเดียว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่เขาโชว์เป็นเคสจริงว่า โจทย์แบบนี้ต้องคิดยังไง ควรให้ context อะไร prompt ควรเขียนประมาณไหน แล้วค่อย follow-up เพื่อขัดงานต่อยังไง
Jui (Colby Daddy) 🐶 tweet media
ไทย
9
2.4K
3K
201.5K
TJ Pun retweetledi
#CryptoThaiCommunity
#CryptoThaiCommunity@SChinnapas·
เล่าให้ฟัง อ่านให้จบ ได้อะไรมากมาย The Great Pivot: เมื่ออเมริกาทิ้งกระดานเดิม สู่การเดิมพันครั้งสุดท้ายในโลกดิจิทัล โลกการเงินกำลังจดจ้องมองไปยังวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยความตระหนักรู้ที่น่าหวาดหวั่นว่า “ระเบียบการเงินโลกแบบเดิม (The Old Order) กำลังถึงทางตัน” การเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบของทั้ง SEC, CFTC และวุฒิสภาฝั่งรีพับลิกันในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุนนวัตกรรม แต่มันคือการ “หนีตาย” จากระบบเดิมที่กำลังผุกร่อนจากภายใน 1. กับดักความเหลื่อมล้ำ: ระเบิดเวลาของระบบการเงินเดิม เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ระบบการเงินดั้งเดิม (TradFi) ถูกผูกขาดโดยกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็น “นายประตู” กลั่นกรองผู้คนตามฐานะ ระบบนี้สร้างความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างจนถึงขีดสุด คนรวยรวยขึ้นจากนโยบายการเงินที่บิดเบี้ยว ขณะที่คนตัวเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับค่าธรรมเนียมมหาศาลและความล่าช้า สหรัฐฯ เริ่มตระหนักว่า หากยังขืนเดินบนเส้นทางเดิม ความตึงเครียดทางสังคมและเศรษฐกิจจะนำไปสู่การล่มสลายจากภายใน การยอมรับ Digital Assets จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกำไร แต่มันคือการ “คืนอำนาจทางการเงิน (Democratization)” เพื่อลดแรงระเบิดของความเหลื่อมล้ำนี้ 2. ทางเลือกสุดท้าย: เปลี่ยนก่อนถูกเปลี่ยน ในขณะที่กลุ่มธนาคารดั้งเดิมพยายามขัดขวางร่างกฎหมายอย่าง Clarity Act และ GENIUS Act เพื่อรักษาอำนาจผูกขาดของตนไว้ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของผู้นำหัวก้าวหน้ากลับมองเห็นภาพที่ใหญ่กว่า นั่นคือ หากอเมริกาไม่เป็นคนพังระบบเดิมทิ้งด้วยมือตัวเอง โลกทั้งใบก็จะพังมันทิ้งอยู่ดี การยอมรับคริปโตคือการประกาศว่า “ดอลลาร์สหรัฐจะไม่อยู่แค่ในกระดาษหรือในตู้เซฟของธนาคารอีกต่อไป” แต่มันจะไปอยู่ในรูปแบบของ Stablecoin และ Bitcoin ที่ไหลเวียนอย่างเสรี ไร้พรมแดน และตรวจสอบได้ด้วย Code ไม่ใช่ด้วยคำสัญญาที่ว่างเปล่าจากนักการเมือง 3. ยุทธศาสตร์ "กำเนิดใหม่" เพื่อคงความเป็นมหาอำนาจ การตั้ง Strategic Bitcoin Reserve และการสร้างโครงสร้างตลาดใหม่โดย Michael Selig (CFTC) และ Paul Atkins (SEC) คือการส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมล่มสลายไปพร้อมกับระเบียบโลกเก่าที่กำลังล่มสลาย อเมริกาเลือกที่จะ “Reset” ตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินใหม่ที่กระจายศูนย์ (Decentralized) เพื่อ: ช่วงชิงความได้เปรียบ: ก่อนที่ระบบอื่น (เช่น CBDC ของคู่แข่ง) จะเข้ามาแทนที่ รักษาความเป็นอธิปไตย: โดยการทำให้ดอลลาร์ดิจิทัลเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกใหม่ บทสรุปไม่เปลี่ยนก็ตาย หน้าประวัติศาสตร์กำลังจารึกว่า นี่คือยุคสมัยที่อเมริกา "กล้า" ที่จะทำลายความคุ้นเคยเดิมๆ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ การเร่งสร้างตลาดคริปโตในสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ความต้องการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่มันคือการตัดสินใจในระดับ "การอยู่รอดของชาติ" ถ้าสหรัฐฯ ไม่ก้าวข้ามระบบการเงินที่เหลื่อมล้ำและล้าสมัยในวันนี้ พวกเขาจะไม่ใช่แค่สูญเสียตำแหน่งผู้นำเศรษฐกิจโลก แต่จะสูญเสีย "ความเชื่อมั่น" ซึ่งเป็นเสาหลักเดียวที่ค้ำยันความเป็นมหาอำนาจเอาไว้ นี่คือยุคที่อเมริกาต้องเลือกระหว่างการเป็นซากปรักหักพังของโลกเก่า หรือการเป็นสถาปนิกผู้สร้างโลกการเงินใหม่ นัท #ลงทุนเป็น #เพจลงทุนเป็น #TheGreatPivot #FinancialRevolution #BitcoinReserve #NewWorldOrder #USFinancialReform #DigitalAssets2026 #FutureOfFinance
#CryptoThaiCommunity tweet media
ไทย
0
27
58
1.4K
TJ Pun retweetledi
อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข
สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว วิธีที่อิหร่านจะเอาชนะสหรัฐจะต้องทำยังไง? . จากอาจารย์ Jiang ที่วิเคราะห์ว่า ทรัมป์จะบุกอิหร่าน ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว . 1.โลกของเราอาจเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เริ่มต้นขึ้นจากการที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีประเทศอิหร่าน นี่ไม่ใช่เพียงสงครามแย่งชิงดินแดนทั่วไป . แต่เป็นสงครามที่มีความซับซ้อนทั้งในมิติของศาสนา เศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดทางทรัพยากรธรรมชาติ . 2.จุดปะทุ: จากการลอบสังหารสู่ "สงครามศักดิ์สิทธิ์" สงครามครั้งนี้เปิดฉากขึ้นเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีสายฟ้าแลบในกรุงเตหะราน . ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน (อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี) และครอบครัวเสียชีวิต รวมไปถึงเหตุการณ์ขีปนาวุธตกใส่โรงเรียนจนทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตจำนวนมาก (แม้กองทัพอิสราเอลจะอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุทางการทหารก็ตาม) . 3.สำหรับชาติตะวันตก นี่อาจเป็นความสำเร็จในการตัดหัวงู แต่สำหรับชาวอิหร่านที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ การสูญเสียผู้นำถือเป็นการ "พลีชีพเพื่อศาสนา" (Martyrdom) . เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นฟืนชั้นดีที่โหมกระพือให้ชาวอิหร่านประกาศ "จีฮัด" (Jihad) หรือสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อล้างแค้น ซึ่งพวกเขาพร้อมจะสู้จนตัวตาย . 4.ทำไม "ดูไบ" และชาติเศรษฐีอาหรับถึงถูกดึงมาเป็นเป้าหมาย? เมื่ออิหร่านต้องการตอบโต้ พวกเขาไม่ได้เล็งไปที่สหรัฐฯ โดยตรง แต่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มประเทศสภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เมืองดูไบ) และบาห์เรน . แม้ดูไบจะพยายามวางตัวเป็นกลางเหมือนสวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลาง แต่ในความเป็นจริง ประเทศเหล่านี้คือที่ตั้งของฐานทัพทหารและน่านฟ้าที่สหรัฐฯ ใช้โจมตีอิหร่าน . 5.การที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ประเทศเหล่านี้ ทำให้ภาพลักษณ์ "สวรรค์ที่ปลอดภัยของนักลงทุน" ของดูไบพังทลายลงทันที นอกจากนี้ บาห์เรนยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ . เพราะเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ และมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวชีอะห์แต่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลซุนนี อิหร่านจึงหวังใช้จุดนี้ปลุกระดมให้เกิดการลุกฮือทางศาสนาเพื่อบ่อนทำลายจากภายใน . 6.โดรนหลักหมื่น vs ขีปนาวุธหลักล้าน: สงครามที่ไม่สมมาตร การต่อสู้ครั้งนี้เป็น "สงครามที่ไม่สมมาตร" (Asymmetry Warfare) อย่างแท้จริง อิหร่านใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาสูงในการซ่อนตัว และผลิตโดรนพลีชีพราคาถูกเพียงลำละ 50,000 ดอลลาร์เข้าโจมตี . 7.ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่าง THAAD ที่มีราคาแพงลิ่วถึงลูกละ 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อยิงสกัดโดรนราคาถูกเหล่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าหลักการทหารของสหรัฐฯ ที่เน้นสร้างอาวุธราคาแพงเพื่ออวดบารมี (สืบทอดมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น) กำลังเป็นจุดอ่อนร้ายแรงเมื่อต้องรับมือกับสงครามยุคใหม่ที่เน้นความคุ้มค่าและจำนวน . 8.ช่องแคบฮอร์มุซ และ "เปโตรดอลลาร์": ไพ่ตายทำลายล้างเศรษฐกิจโลก เป้าหมายสูงสุดของอิหร่านคือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ ผ่านการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นคอหอยสำคัญที่น้ำมัน 20% ของโลกต้องไหลผ่านไปยังเอเชีย . 9.กลุ่มประเทศอาหรับ (GCC) เป็นเสาหลักของระบบ "เปโตรดอลลาร์" (การบังคับให้ซื้อขายน้ำมันด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ) และนำกำไรมหาศาลไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (เช่น Nvidia, Apple, Microsoft) . 10.หากอิหร่านทำลายกลุ่มอาหรับนี้ได้ หรือทำให้อาหรับต้องเอาเงินไปทุ่มกับการป้องกันประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็จะขาดเม็ดเงินหล่อเลี้ยงและนำไปสู่การล่มสลายของเศรษฐกิจอเมริกาในที่สุด . 11.อาวุธที่เงียบงันแต่ร้ายกาจที่สุดคือ "น้ำ" ภูมิภาคนี้มีปัญหาใหญ่ระดับชาติคือ "ความขาดแคลนน้ำ" กลุ่มประเทศอาหรับต้องพึ่งพาน้ำจืดจากโรงกลั่นน้ำทะเลถึง 60% ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อ่อนแอและถูกโดรนโจมตีได้ง่าย . แถมประเทศอาหรับยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศถึง 80% หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด พวกเขาจะเผชิญกับความอดอยากทันที . 12.แต่อิหร่านเองก็มีจุดอ่อนเรื่องน้ำเช่นกัน ทะเลสาบอูร์เมียที่เคยยิ่งใหญ่ ปัจจุบันกลับแห้งขอดจนแทบเดินข้ามได้ กลยุทธ์ของสหรัฐฯ และอิสราเอล จึงมุ่งเป้าไปที่การทำลายแหล่งน้ำและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน . เพื่อกดดันให้ประชาชนขาดแคลนน้ำ และยุยงให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในอิหร่านแตกแยกและทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรกันเอง ซึ่งจะทำให้อิหร่านสิ้นสภาพการเป็นรัฐชาติ . 13. สงครามนี้คือเกมแห่งความตายที่ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายล้มกระดาน: สหรัฐฯ และอิสราเอล ต้องการแบ่งแยกอิหร่านออกเป็นรัฐเล็กๆ ให้รบราฆ่าฟันกันเองแย่งชิงน้ำตลอดกาล . อิหร่าน ต้องการเปลี่ยนสงครามนี้เป็น "จีฮัด" ระดับโลก ปลุกระดมชาวมุสลิมให้ลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่ฝักใฝ่ตะวันตก เพื่อสถาปนา "Pax Islamica" หรือโลกอิสลามที่เป็นหนึ่งเดียว . 14.ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่มันเชื่อมโยงไปถึงยุโรปที่กำลังขาดแคลนพลังงานจากสงครามยูเครน-รัสเซีย และอาจดึงเอามหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนให้ต้องลงมาเล่นในเกมนี้ด้วยในที่สุด โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่ไม่อาจหวนกลับได้อีกต่อไป . #TAMEIG #ทำยังไงให้มีเงินใช้ตลอดทั้งชีวิต . ============ 📣หนังสือ “CRISIS TELLER“ ปรัชญาของชายเดินดิน ที่ขมวดโลกทั้งใบให้คนไทยได้รู้เท่าทัน⁣ ⁣. อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ สัมภาษณ์โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข, AFPTtm⁣ ⁣. ครั้งแรกของการเปิดเผยเรื่องราวของตำนานที่ยังมีชีวิต ที่ผ่านวิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน ด้วยความมุ่งมั่น ความหวัง และการไม่ยอมแพ้⁣ ⁣. CRISIS TELLER หนังสือที่จะจุดไฟ และเติมแรงบันดาลใจ ด้วยปรัชญาของชายเดินดิน ที่จะทำให้เราทุกคนเชื่อว่าชีวิตที่ล้มได้ ก็ลุกขึ้นมาได้เช่นกัน⁣
อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข tweet media
ไทย
4
867
739
81.3K
TJ Pun retweetledi
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
การสูญเสีย อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่ใช่แค่การสูญเสียผู้นำประเทศ แต่เป็นการพังทลายของ "เสาหลักอำนาจ" ของระบอบการปกครองอิสลามที่มีมาตั้งแต่ปี 1979 ครับ ในภาวะที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจ อย่างกะทันหัน อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งมีแนวทางแข็งกร้าวที่สุด ดูได้จาก การปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในอิหร่านเมื่อต้นเดือนมกราคมได้ครับ คราวนี้ เมื่อรัฐบาลอิหร่านถูกต้อนให้จนตรอกและต้องสู้เพื่อความอยู่รอดของระบอบ ความเป็นไปได้ในการตอบโต้ นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ บอกว่า เป็นไปได้สูงมาก ที่จะอยู่ในระดับ "รุนแรงสูงสุดและไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป" และนี่คือ 4 ทางเลือกหลักที่อิหร่านอาจงัดมาใช้ครับ 🌊 ทางเลือกที่ 1: ปิดตายช่องแคบฮอร์มุซแบบเบ็ดเสร็จ ตอนแรก อาจจะแค่ขู่เตือน แต่เป็นไปได้ว่า IRGC อาจพิจารณาลงมือจริง โดยใช้ทุ่นระเบิดน้ำลึก (Naval mines), เรือเร็วพลีชีพ, และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ยิงถล่มเรือบรรทุกน้ำมันทุกสัญชาติที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต้องบอกว่า นี่คืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของอิหร่านที่มีอยู่ในมือตอนนี้ เพราะการปิดช่องแคบนี้ จะตัดขาดน้ำมัน 20% ของโลกทันที เป็นไปได้ว่า จะดันราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $100+/บาร์เรล สร้างภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และลากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างฉับพลัน 🔥 ทางเลือกที่ 2: ปลดปล่อยเครือข่าย "Ring of Fire" เต็มรูปแบบ อย่างที่ทราบกันครับว่า อิหร่านใช้เวลาหลาย 10 ปีในการสร้างเครือข่ายตัวแทน (Proxies) ล้อมรอบอิสราเอลและพันธมิตรตะวันตก เป็นไปได้ว่า IRGC จะสั่งการให้ ฮิซบอลเลาะห์ (ในเลบานอน), ฮูตี (ในเยเมน), และกองกำลังติดอาวุธในอิรัก/ซีเรีย ระดมยิงขีปนาวุธและโดรนนับหมื่นลูกแบบปูพรม (Swarm attacks) ใส่เมืองสำคัญของอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคพร้อมกัน แบบที่เพิ่งตอบโต้ไปในหลายเมือง และระดับการปูพรม สามารถทำได้รุนแรงกว่ามาก จากศักยภาพทางการทหารที่มี ผลคือ จะทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล (Iron Dome) และสหรัฐฯ (Patriot) ทำงานเกินขีดจำกัด (Overwhelmed) นำไปสู่ความสูญเสียของพลเรือนและทหารอเมริกันจำนวนมหาศาล 💻 ทางเลือกที่ 3: สงครามไซเบอร์และการก่อการร้ายข้ามชาติ กองทัพไซเบอร์ของอิหร่านถือว่ามีศักยภาพสูงมาก พวกเขาอาจพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (Critical Infrastructure) ของสหรัฐฯ อิสราเอล และชาติอาหรับ เช่น ระบบจ่ายไฟฟ้า, ระบบประปา, โรงพยาบาล หรือตลาดหลักทรัพย์ ควบคู่ไปกับการส่งสายลับลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูง หรือโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลก วิธีการนี้ จะสร้างความหวาดผวาและความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลโดยไม่ต้องใช้กองทัพปะทะตรงๆ ☢️ ทางเลือกที่ 4 (ที่ขอให้ไม่เลือกทางนี้) : เร่งสปีดสู่การสร้าง "อาวุธนิวเคลียร์" เมื่อผู้นำสูงสุดที่เคยออกคำสอนทางศาสนา (Fatwa) ห้ามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ได้เสียชีวิตลง ประกอบกับโครงสร้างประเทศกำลังถูกทำลาย IRGC อาจตัดสินใจละทิ้งข้อตกลงทุกอย่าง และนำยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะไว้แล้วไปประกอบเป็น "หัวรบนิวเคลียร์" ให้เร็วที่สุด (Breakout time อาจเหลือแค่หลักสัปดาห์) ถ้าข่าวกรองสหรัฐฯ/อิสราเอลจับสัญญาณได้ว่าอิหร่านกำลังประกอบระเบิดนิวเคลียร์ จะนำไปสู่การทิ้งระเบิดทำลายล้างขั้นเด็ดขาด (Bunker busters) จากฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งอาจบานปลายกลายเป็นสงครามโลกได้ น่ากลัวมากครับทางเลือกนี้ 📌 สรุป มีความเป็นไปได้สูงมากที่การตอบโต้ของอิหร่านหลังจากนี้จะไม่ใช่การตอบโต้เพื่อรักษาหน้า แบบในอดีต แต่เป็นการสู้แบบ "หมาจนตรอก (Nothing to lose)" ครับ IRGC รู้ดีว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ คือการเปลี่ยนระบอบ ดังนั้นพวกเขาอาจมีความคิดลากทุกคนในภูมิภาคลงเหวไปด้วยกัน และเริ่มต้นด้วยทางเลือกที่ 1 คือ ปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อน แน่นอนว่า ปริมาณน้ำมันดิบกว่า 14 ล้านบาร์เรล/วัน (1 ใน 3 ของการขนส่งทางเรือทั่วโลก) และก๊าซ LNG อีก 20% (ส่วนใหญ่จากกาตาร์) ต้องไหลผ่านช่องแคบนี้ โดยน้ำมันถึง 3 ใน 4 จากช่องแคบฮอร์มุซ ถูกส่งตรงมาที่ จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาน้ำมันจากจุดนี้ถึง 50% ของการนำเข้าทั้งหมด พอเห็นภาพนะครับ ถ้าราคาน้ำมันเด้งแรงจริง ฝั่งเอเชีย คือ ผู้รับเคราะห์หนักที่สุด ซึ่งความรุนแรงหลังจากนี้ จะน่ากลัวมาก เพราะ IRGC ต้องทำสงคราม 2 ด้านพร้อมกัน คือ สู้กับศัตรูภายนอก (สหรัฐฯ/อิสราเอล) และ กดดันศัตรูภายใน (ประชาชนอิหร่านที่อาจฉวยโอกาสลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลในช่วงสุญญากาศนี้) กลยุทธ์แนะนำสำหรับพรุ่งนี้คือ "No hero bets" (อย่าทำตัวเป็นฮีโร่สวนตลาด) ครับ ความไม่แน่นอนพุ่งสูงลิ่ว และ เต็มไปด้วยความเสี่ยงระดับมหภาคแบบนี้ การรอโอกาส พร้อมกำเงินสด หรือ ถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อรอดูท่าทีการตอบโต้ของอิหร่าน คือกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในระยะสั้นครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
25
1.8K
1.2K
197.3K
TJ Pun retweetledi
Fun Manager
Fun Manager@funxmanager·
"การลงทุนภายใต้แสงแห่งวงจรใหญ่" (Investing in Light of the Big Cycle) วันก่อนหลายคนได้อ่านบทความที่คุยเรื่อง Stage 6 ของ Ray Dalio กันแล้ว ต่อมา ป๋าแกเขียนบทความมาอีก ยาวเช่นเคย รอบนี้ Ray ไม่ได้แค่มาเตือนเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจเฉยๆ แต่ถอดรหัสสิ่งที่เรียกว่า "Big Cycle" (วงจรใหญ่) มาให้เราดูว่าทำไมการลงทุนในยุคนี้ถึง "อันตราย" กว่าที่เราคิด มีประเด็นอะไรบ้าง สั้นๆละกัน ยาวไปก็ไปอ่านต้นฉบับแทนได้ 1. สูตรลับการขับเคลื่อนตลาด ตลอดระยะเวลาราว 50 ปีในฐานะนักลงทุนระดับโลก (Global Macro Investor) Ray ได้ค้นพบความจริงที่เป็นนิรันดร์และเป็นสากลมากมายซึ่งกลายมาเป็นหลักการลงทุนของผม แม้ว่าผมจะไม่ได้ลงลึกรายละเอียดทั้งหมดที่นี่ (แต่จะอภิปรายส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มถัดไปชื่อ Principles: Economics and Investing) แต่ผมจะถ่ายทอดหลักการสำคัญหนึ่งข้อ ตลาดทั้งหมดถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยกำหนดเพียง 4 อย่างเท่านั้น คือ - Growth (การเติบโต) กระทบกำไรบริษัทและกระแสเงินสด - Inflation (เงินเฟ้อ) กระทบอำนาจซื้อและราคาสินค้า - Risk Premium (ส่วนต่างความเสี่ยง) รางวัลที่นักลงทุนต้องการเพื่อยอมเสี่ยงแทนการถือเงินสด - Discount Rate (อัตราคิดลด) ตัวกำหนดว่าเงินในอนาคตมีค่าเท่าไหร่ในวันนี้ (อิงจากดอกเบี้ย) การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยกำหนดทั้ง 4 นี้ คือสิ่งที่ขับเคลื่อนผลตอบแทนจากการลงทุนให้เปลี่ยนไป ปัจจัยแต่ละอย่างจะบอกได้ว่าการลงทุนเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร การรู้สิ่งนี้ช่วยให้ผมเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด และในทางกลับกัน ยังแสดงให้เห็นถึงวิธีสร้างสมดุลในการลงทุน เพื่อให้พอร์ตของ Ray ไม่มีความลำเอียงไปตามสภาวะการณ์ใดสภาวะการณ์หนึ่ง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยงที่ดี รัฐบาลมีอิทธิพลต่อปัจจัยเหล่านี้ผ่านนโยบายการคลังและการเงิน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่รัฐบาล "ต้องการ" ให้เกิดขึ้นกับสิ่งที่ "กำลังเกิดขึ้นจริง" คือสิ่งที่ขับเคลื่อนวงจร ======== 2. บทเรียนจากประวัติศาสตร์ 120 ปี - นักลงทุนส่วนใหญ่ที่มองผลตอบแทนระยะยาวมักมองไปที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร (ประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2) ว่าเป็นตัวแทนของตลาดทั่วไป นั่นเป็นเพราะมีตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไม่มากนักที่รอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ประเทศและช่วงเวลาเหล่านี้ไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริงเนื่องจากมี "อคติจากการอยู่รอด" (survivorship bias) - นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มองหาช่วงเวลาที่คล้ายคลึงกันในประวัติศาสตร์ เพราะพวกเขาคิดว่าประวัติศาสตร์และผลตอบแทนในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา - นักลงทุนส่วนใหญ่ตั้งความคาดหวังจากประสบการณ์ที่พบเจอมาในช่วงชีวิตของตนเอง และจะมีผู้ที่ขยันกว่าอีกไม่กี่คนที่ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์เพื่อดูว่ากฎการตัดสินใจของพวกเขาได้ผลอย่างไร - ความเสี่ยงที่แท้จริง ไม่ใช่ความผันผวน แต่คือ "การไม่มีเงินพอใช้" "ความพินาศของพอร์ต" และ "อาชญากรรมทางภาษีหรือการถูกริบสินทรัพย์" โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก ======== 3. "วงจรใหญ่" (The Big Cycle) และการเสื่อมค่าของเงิน - การเล่นแร่แปรธาตุ: รัฐบาลและธนาคารกลางมักสร้าง "เงินกระดาษ/สินเชื่อ" (Financial Wealth) ออกมามากกว่า "สินทรัพย์จริง" (Real Wealth) เสมอเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ - จุดจบของวงจร: เมื่อหนี้ล้นระบบ รัฐบาลจะพิมพ์เงินเพิ่มจนเงินเสื่อมค่า ทำให้ผู้ถือเงินสดและพันธบัตรขาดทุนในเชิง "อำนาจซื้อ" (Real Return ติดลบ) แม้ตัวเลขเงินในบัญชีจะดูเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นก็ตาม ======== 4. นิยามใหม่ของ "ความเสี่ยง" ไม่ใช่แค่ "หุ้นตก" (Volatility) ความเสี่ยงในการลงทุนคือการล้มเหลวในการหาเงินให้เพียงพอต่อความต้องการของคุณ มันไม่ใช่ความผันผวนที่วัดด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้เกือบจะเพียงอย่างเดียวในการวัดความเสี่ยง ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด 3 ประการที่นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือ - พอร์ตโฟลิโอให้ผลตอบแทนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็น - พอร์ตโฟลิโอเผชิญกับความพินาศ (ruin) - ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ถูกริบไป (เช่น ผ่านการเก็บภาษีที่สูงลิ่ว) ======== 5. คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในปัจจุบัน - อย่าถือเงินสดหรือพันธบัตรนานเกินไป: ในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำและเงินเฟ้อสูง การถือพันธบัตรบางชนิดอาจต้องใช้เวลากว่า 100-200 ปีถึงจะได้ "อำนาจซื้อ" เท่าเดิม - กระจายความเสี่ยงให้จริง: ไม่ใช่แค่กระจายในหุ้นตัวนั้นตัวนี้ แต่ต้องกระจายข้ามประเภทสินทรัพย์ (รวมถึง Real Assets) และกระจายข้ามประเทศ/ข้ามสกุลเงิน เพื่อป้องกันความล้มเหลวของระเบียบโลกเดิม ====== Ray ทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่ผมแสดงให้คุณเห็นที่นี่คือ "วงจรใหญ่" จากมุมมองของนักลงทุนตั้งแต่ปี 1900 เมื่อมองไปทั่วโลกย้อนกลับไป 500 ปี และในจีนย้อนกลับไป 1,400 ปี ผมเห็นวงจรพื้นฐานที่เหมือนกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเหตุผลพื้นฐานที่เหมือนกัน ดังที่ได้อภิปรายไว้ก่อนหน้านี้ในหนังสือ ช่วงเวลาที่เลวร้ายในช่วงปีก่อนการสถาปนาระเบียบโลกใหม่ในปี 1945 เป็นลักษณะปกติของช่วงเปลี่ยนผ่านปลายวงจรใหญ่ (late Big Cycle transition stage) เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงและการปรับโครงสร้างที่ปฏิวัติรูปแบบเดิม แม้ว่าพวกมันจะเลวร้าย แต่มันก็ถูกหักล้างด้วยช่วงขาขึ้นที่ยอดเยี่ยมที่ตามมาหลังจากการเปลี่ยนผ่านที่เจ็บปวดจากระเบียบเก่าไปสู่ระเบียบใหม่ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และเนื่องจากผมไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมจึงไม่สามารถลงทุนได้โดยไม่มี "การป้องกัน" ต่อเหตุการณ์ประเภทนี้เผื่อว่าผมจะคิดผิด ------- แอดอ่านรวมๆแล้วรู้สึกว่า ตัวเราศึกษาประวัติศาสตร์การเงินสั้นไปจริงๆ #FunManager
Ray Dalio@RayDalio

x.com/i/article/2026…

ไทย
0
30
50
4.8K
TJ Pun retweetledi
Hyper Shark!
Hyper Shark!@HyperSharkk·
ตอนนี้มียอดดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว 1000 เล่ม 🔥 ขอบคุณทุกคนมากๆ ครับที่เข้ามาโหลดกันไปอ่าน หวังว่าจะได้ประโยชน์กันไม่มากก็น้อยนะครับ ยังไงถ้าไม่รบกวน ขอรีวิวให้ผมนิดนึงง อยากเก็บ Feedback ไว้เขียนเล่มต่อไปค้าบบ 🙏🏻☺️ ขอบคุณทุกคนมากๆ ค้าบบ 🥰
Hyper Shark! tweet media
Hyper Shark!@HyperSharkk

🚨มาแล้วครับ หนังสือเล่มที่ 2 ของชีวิต ที่ซุ่มเขียนมา 2-3 เดือน วันนี้คลอดแล้ว! ที่สำคัญ อ่านฟรี!! ตอนนี้ยังลงทุนเหมือนปี 2015 อยู่มั้ยครับ? เพราะโลกปี 2030 จะไม่เหมือนอะไรที่เคยเห็นมาก่อนอีกแล้วนะครับ - AI - Energy - Robotics - Finance - Defense - Space - Data มันไม่ได้โตแยกกันอีกแล้ว มันกำลัง “หลอมรวม” กัน และถ้ายังวิเคราะห์หุ้นแบบแยก sector อยู่ อาจจะช้าไปก้าวนึง หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่จะพูดถึงเมกะเทรนด์ แต่ผมเขียนมาเพื่อที่จะพาทุกคนมองโลกแบบ Ecosystem จะพาไปดูว่า - ใครคุม Infrastructure ใครคุม Control Layer - ใครแค่เป็น Application ที่อาจจะถูก Disrupt ผมเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อให้เรา “คิดต่างจากตลาด” ถ้าอยากลงทุนใน 10 ปีข้างหน้า แบบคนที่เข้าใจโครงสร้างเกมจริงๆ ไม่ใช่แค่ตามกระแสในวันๆ ว่าช่วงนี้หุ้นไหนดี เทรนด์ไหนมา แต่เราจะลงทุนแบบดักเทรนด์ไว้ก่อน มีเวลาได้เก็บของ มีเวลาให้ได้ศึกษามากพอ ก่อนที่เทรนด์จะวิ่งมาเคาะประตูบ้าน ใครอยากอ่านไปได้ที่นี่เลยครับ พร้อมเสิร์ฟแล้ว: ko-fi.com/s/689dc3388f

ไทย
1
64
144
12.8K
TJ Pun retweetledi
ทันโลกกับ Trader KP
“แผลใหญ่กว่าวิกฤตซับไพรม์” ของอเมริกา กำลังแตก ? ตลาด Commercial Real Estate และPrivate Credit ขนาดใหญ่กว่าซับไพรม์ถึง 5 เท่า คือระบิดเวลา โลกกำลังยืนปากเหวอยู่ของวิกฤต ? บางครั้ง…วิกฤตไม่ได้เริ่มจาก “เสียงดัง” แต่กลับเริ่มจาก “แผลเล็ก ๆ” ที่ถูกมองข้าม จนวันหนึ่งลุกลามไปทั้งระบบ…และไม่มีใครหยุดยั้งได้ทัน และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับชาติเศรษฐกิจใหญ่เบอร์หนึ่งของโลก สหรัฐอเมริกา จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business Tomorrow โดย อาจารย์ทวีสุข ธรรมศักดิ์ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2025 บทสนทนาครั้งนี้เหมือน การผ่าใจกลางระบบการเงินโลกให้เห็นชัดว่า สหรัฐฯมีบาดแผลใหญ่ 2 จุดที่กำลังปริออกพร้อมกัน และถ้าแผนลุกลามมารวมกัน…อาจใหญ่กว่าวิกฤตซับไพรม์ถึง 5 เท่า ————— 1) แผลแรก: Commercial Real Estate (CRE) อสังหาฯ เชิงพาณิชย์ที่กำลังทรุดลงอย่างฮวบฮาบ : คำถามที่ถูกโยนกลางรายการแบบตรงไปตรงมาคือ… “แผล Commercial Real Estate รุนแรงเท่าซับไพรม์ไหม ?” หรือจริง ๆ แล้ว…มันหนักกว่า ? เพราะวันนี้ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ราคาตึกร่วง” แต่อยู่ที่โครงสร้างของหนี้ที่กำลังจะครบกำหนด ตึกสำนักงาน ห้าง โรงแรม โกดัง จำนวนมากถูกซื้อและรีไฟแนนซ์ในยุคดอกเบี้ยต่ำ แต่วันนี้โลกกำลังจะอยู่ในยุคดอกเบี้ยสูง และเมื่อหนี้ต้อง “ต่ออายุ” ด้วยต้นทุนใหม่ คำถามคือ…ใครจะจ่ายไหว ? ————— 2) แผลที่สอง: Private Credit ระเบิดลูกใหม่ที่ไม่อยู่ในไฟสปอร์ตไลต์ : อีกฝั่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือ Private Credit แหล่งเงินกู้ขนาดใหญ่ที่เติบโตนอกระบบธนาคาร ถ้าซับไพรม์คือ “หนี้บ้าน” Private Credit คือ “หนี้ของธุรกิจ” ที่ถูกปล่อยผ่านกองทุนและสถาบันการเงินแบบใหม่ และถ้าเอา Commercial Real Estate และ Private Credit มารวมกัน มูลค่าความเสี่ยงถูกประเมินว่าอยู่ระดับประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และในรายการมีประโยคที่ทำให้คนฟังสะดุ้งคือ… “มันน่าจะใหญ่กว่าซับไพรม์ประมาณ 5 เท่า” ————— 3) วิกฤตนี้หน้าตาเป็นอย่างไร ต่างจากซับไพรม์ตรงไหน ? : ครั้งนี้ไม่ใช่ ตราสารพิสดารซับซ้อนเช่นที่ผ่านมา แต่คือ “ปล่อยกู้ตรงกับสถาบันการเงิน” ซับไพรม์ในอดีตมีจุดระเบิดที่ CDO และอนุพันธ์ และตอนนั้นระบบกฎหมายยังรองรับไม่ทัน ทำให้มันกลายเป็น chain reaction ระเบิดไปทั่วโลก แต่ครั้งนี้…คนส่วนหนึ่งอาจเข้าใจผิดว่า “ไม่น่ากลัวเท่าเดิม” เพราะไม่ได้มีการ leverage แบบสุดโต่งเหมือนยุคนั้น แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ มันเป็นการปล่อยกู้ที่ลิงก์ตรงกับสถาบันการเงิน และเมื่อเริ่มมี default จริง มันจะกระแทก “ระบบธนาคาร” โดยตรง ————— 4) จุดเปราะที่สุด: FDIC ประกันเงินฝาก…แต่เงินกองทุนมีแค่เศษเสี้ยว : หนึ่งในไฮไลต์ที่ดราม่าที่สุดของบทสัมภาษณ์คือเรื่อง FDIC หน่วยงานประกันเงินฝากของสหรัฐฯ FDIC ทำหน้าที่เหมือน “ตาข่ายนิรภัย” ของระบบธนาคาร แต่ปัญหาคือ… กองทุนประกันเงินฝากมีอยู่เพียงประมาณ 0.5% ของความเสี่ยงที่ต้องรองรับ แปลว่า ถ้าธนาคารเริ่มล้มแบบเป็นโดมิโน ตาข่ายนี้ “อาจรับไม่อยู่” ————— 5) ทางเลือกของอเมริกา…มีแค่ 2 ทาง และทั้งคู่ต่างเจ็บปวด อาจารย์ทวีสุขสรุปภาพใหญ่ไว้ชัดมากว่า ถ้าระบบเริ่มมีปัญหา รัฐจะเหลือทางเลือกหลัก ๆ คือ : ▪️ทางที่ 1: Fed พิมพ์เงินเข้าไปประคอง เติมสภาพคล่อง เติมเลือดให้ระบบ หรือทำ QE ในรูปแบบใหม่ ▪️ทางที่ 2: ปล่อยให้ล้ม แล้วให้ธนาคารใหญ่เข้า Takeover เหมือนกรณี UBS เข้าไป Takeover Credit Suisse หรือภาพที่ JP Morgan / Bank of America เข้าไป “เก็บซาก” สถาบันที่ล้ม ————— 6) วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากหนี้…แต่มาจาก “สภาพคล่อง” ที่หายไป : ประเด็นสำคัญที่สุดที่อาจารย์ย้ำคือ ต้นตอคือ Liquidity Shock หรือ “สภาพคล่องในระบบหายไป” ดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร (interbank) เริ่มสูงขึ้นผิดปกติเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี สะท้อนว่า “เงินในระบบไม่ไหล” และธนาคารเริ่มระวังกันเอง และนั่นคือเหตุผลที่ Fed ต้องใส่สภาพคล่องเข้าไป “แทบทุกคืน” ————— 7) ปี 2025 คือปีแห่งการ “Rollover” หนี้สหรัฐฯ 9 ล้านล้านดอลลาร์ : จุดที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็น “ระเบิดเวลา” คือ ปี 2025 สหรัฐฯ มีหนี้ประมาณ 9 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ต้อง rollover แปลว่าต้องออกพันธบัตรใหม่เพื่อมาจ่ายหนี้เก่า ในขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าเดิมหลายเท่า และนี่คือสิ่งที่เริ่มเกิดภาพ “แปลก” ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ————— 8 ) สัญญาณที่น่ากลัว: กระทรวงการคลังขายพันธบัตร…แล้วเป็นฝ่ายซื้อเองด้วย ? : เหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อน ความบิดเบือนของระบบ คือทุกสัปดาห์ที่มีการประมูลพันธบัตร กระทรวงการคลังขายพันธบัตร แต่ในเวลาเดียวกัน กลับมีการเข้าไป “ซื้อพันธบัตร” ด้วย บางช่วงยอดซื้อสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาทันทีว่า… “ทั่วโลกกำลังปฏิเสธพันธบัตรอเมริกาหรือเปล่า ?” ————— 9) ถ้าทั่วโลกไม่ซื้อพันธบัตร…อเมริกาจะเจออะไร ? : ถ้าความต้องการพันธบัตรลดลงจริง ผลลัพธ์จะเป็น “ดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น” โดยอัตโนมัติ และเมื่อดอกเบี้ยระยะยาวขึ้น สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ ▪️ธนาคารขาดทุนจากการถือพันธบัตร (Mark-to-Market) ▪️ต้นทุนรีไฟแนนซ์ของ CRE สูงขึ้น ▪️ตลาด MBS (Mortgage-Backed Securities) ถูกกดดัน ▪️Private Credit ยิ่งตึงตัว ▪️และความเสี่ยงลุกลามสู่เศรษฐกิจจริง ————— 10) สัญญาณธงแดง: Fed ลดดอกเบี้ย แต่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี “กลับขึ้น” : นี่คือประโยคที่เป็นหัวใจของทั้งตอน Fed ลดดอกเบี้ย แต่พันธบัตร 10 ปีและ 30 ปี “ทำ All Time High” มันสวนทางกับทฤษฎีแบบสุด ๆ และอาจารย์ทวีสุขตีความ…ว่านี่คือสัญญาณที่ชี้ชัด “Fed เริ่มควบคุม Yield Curve ไม่ได้แล้ว” ————— 11) เมื่อธนาคารกลางคุมดอกเบี้ยไม่ได้…ใครเป็นคนคุม ? : คำตอบคือ “ตลาด” เมื่อพันธบัตรระยะยาวขึ้นต่อ มันหมายความว่า “ตลาดไม่เชื่อ” ว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยได้จริง หรือไม่ก็ ตลาดเริ่มกังวลเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของสหรัฐฯ ในระยะยาว และนี่คือสิ่งที่อาจารย์บอกว่า ขณะนี้มีธนาคารกลางใหญ่ 3 แห่งที่เริ่มเจอภาวะนี้ชัดเจนคือ ▪️Fed (สหรัฐฯ) ▪️BOE (อังกฤษ) ▪️BOJ (ญี่ปุ่น) ————— 12) วิกฤตจะลามสู่เศรษฐกิจจริงอย่างไร ? : คำตอบคือ…ทุกคนจะเจอดอกเบี้ยสูง ในขณะที่เงินในระบบไม่หมุน บริษัทเริ่มกู้ยาก คนเริ่มใช้จ่ายน้อย อสังหาฯ รีไฟแนนซ์ไม่ผ่าน ธนาคารเริ่มระวังการปล่อยกู้ และสุดท้าย…เศรษฐกิจจริงจะ “หยุดเดิน” แบบเงียบ ๆ ————— 13) วงจรหนี้ของอเมริกา…เขาวงกตที่ไม่มีทางออก ? : ช่วงท้ายรายการมีคำถามใหญ่มากว่า อเมริกามีทางออกจากวงจรหนี้ไหม ? คำตอบตรง ๆ คือ… “ไม่มีทางออก” เพราะระบบทั้งโลกติดอยู่กับการสร้างหนี้ใหม่เพื่อจ่ายหนี้เก่า ทางเดียวที่จะ “รีเซ็ต” ได้จริง คือการเกิด default หรือวิกฤตใหญ่ที่ทำให้ระบบต้องถูกเขียนใหม่ แต่สำหรับสหรัฐฯ การผิดนัดจะหนักยิ่งกว่าปัญหา yield curve เพราะมันกระทบศรัทธา “ดอลลาร์” โดยตรง #บทสรุป : แผลใหญ่ 2 จุดกำลังเปิดออกพร้อมกัน และโลกกำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่อันตรายที่สุด Commercial Real Estate คือแผลที่เห็นชัด Private Credit คือแผลที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็น และทั้งหมดกำลังถูกเร่งด้วย “ดอกเบี้ยสูง และสภาพคล่องตึง” สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่การล้มของสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง แต่มันคือวันที่โลกเริ่มไม่เชื่อพันธบัตรอเมริกา และวันที่ Fed ไม่สามารถควบคุมอัตราดอกเบี้ยได้อีกต่อไป เพราะวันนั้นวิกฤตจะไม่ใช่แค่ “เศรษฐกิจถดถอย” แต่จะเป็น “การสั่นสะเทือนของระบบการเงินโลกทั้งใบ” และคำถามสุดท้ายที่ทิ้งไว้คือ…ถ้า Fed พิมพ์เงินก็เจ็บ แต่ถ้าไม่พิมพ์…ระบบก็อาจล้ม แล้วโลกจะเลือกทางไหน…ก่อนที่บาดแผลนี้จะลุกลามจนหยุดไม่อยู่ ? #BusinessTomorrow #วิกฤตการเงิน #เศรษฐกิจโลก #Fed #LiquidityShock #ตลาดหุ้นสหรัฐ #PrivateCredit #Subprime
ทันโลกกับ Trader KP tweet media
ไทย
2
202
287
27.3K
TJ Pun retweetledi
Aralez 🐕
Aralez 🐕@0xAralez·
🚨 $BTC MACRO-CYCLES DURATION: 2018-2021 bull: 10 Dec ’18 → 8 Nov ’21 - 1064d 2021-2022 bear: 8 Nov ’21 → 7 Nov ’22 - 364d 2022-2025 bull: 7 Nov ’22 → 6 Oct ’25 - 1064d 2025-2026 bear: 6 Oct ’25 → 5 Oct ’26 - 364d 2026-2029 bull: 5 Oct ’26 → 3 Sep ’29 - 1064d
Aralez 🐕 tweet media
English
24
132
507
217.2K
TJ Pun retweetledi
#CryptoThaiCommunity
#CryptoThaiCommunity@SChinnapas·
เล่าให้ฟัง เพื่อนๆสอบถามเยอะมาก จากกรณีของ Ray Dalio นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน นักทฤษฎีการลงทุน หลายๆนัก.. ต้องยอมรับคุณ Ray เป็นนักจิตนาการโลกคนสำคัญ เขามีหลายทฤษฎีมาก... ประเด็นที่ถูกถามมาที่สื่อไทยพาดหัวใหญ่โตเรื่อง "ระเบียบโลกเดิมล่มสลาย" ตามบทความคุณ Ray หากเพื่อนๆ เป็นแฟนชุมชน #เพจลงทุนเป็น จะรู้ว่าโดยความจริงแล้ว #เพจลงทุนเป็น #ลงทุนเป็น เราพูดเรื่องนี้มา 3 ปี จากข้อสังเกตในการวิจัยส่วนบุคคลว่าระเบียบโลกเดิมไปต่อไม่ได้ และจะขึ้นระเบียบโลกใหม่ 100% แน่นอน จะขอพาเพื่อนๆ ไปย้อนรอยสิ่งที่พูด จากข้อสรุปในมุมมองของชุมชน #เพจลงทุนเป็น ก่อนนะครับ เราพบหลักฐานสำคัญดังนี้คือ 1. แนวคิด World Economic Forum น่ากลัวมาก มันคือการสร้างศูนย์กลางอำนาจระบบเศรษฐกิจ โดยผู้มีอำนาจทั้งโลกร่วมบริหารจากนโยบายกลาง ผ่านการจัดการโลกโดยบริษัทจำกัดมหาชน เป็นการเปิดประตูให้ Elite ปกครองคนทั้งโลก (Global Government) เช่น 1.1 เปลี่ยนจาก Shareholders สู่ Stakeholder จากแบ่งปันผลประโยชน์ มาเป็นมีประโยชน์ร่วมกัน น่ากลัวสุด 1.2 สร้างกลุ่มที่เรียกว่า Young Global Leader ฝังหัวคนรุ่นใหม่ที่ถูกคัดเลือก ให้มีแนวคิดปกครองคนจน เป็นเจ้าของฟาร์มแกะ 🐑 ดังที่เราจะเห็นเศรษฐีหน้าละอ่อนไทยภาคภูมิใจ WEF มาก แนวคิดนี้จะถูกต่อต้าน เพราะมันคือการค้าทาสที่สมบูรณ์ถ้าผู้ต่อต้านแข็งเกร่งจะทำสำเร็จ เรามาตามดูว่าทรัมป์ทีมจะทำสำเร็จหรือไม่ ? 2.ประเด็นระเบิด และเปิดโปงขบวนการปล้นชาติเกิดขึ้นเมื่อหนี้ทุกประเทศมหาศาล หนี้มากมาย แม้จะมีอำนาจขนาดไหน อย่างสหรัฐก็แก้ไขไม่ได้ด้วยระบบเดิม ดังที่เราพบความผิดปกติจากความย้อนแย้งทางเศรษฐศาสตร์การเงิน และตลาดทุนโลก แหล่งเงินที่ไม่สามารถเป็นแหล่งเงินได้อีก ประเด็นนี้ที่สำคัญ คือชาติและประชาชนจนมาก แต่เศรษฐี 1% ของแต่ละประเทศรวยมหาศาล รวยแล้วยังโลภต่อเนื่อง ยิ่งโลภยิ่งทำลายชาติ 3.อีกทั้งการค้าแบบจีน ทำลายวัฒนธรรมการค้าโลกลง จนธุรกิจภาคประชาชนล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในการค้ารายย่อยของไทย ที่ถูกแทนที่สินค้าไทยเป็นสินค้าจีน นักขายมือใหม่ใช้สินค้าจีนทำการตลาดทั้งหมด รวมทั้งตลาดขายตรงทุกมุมเมืองไทย คือร้านค้าจีน และพนักงานจีนทั้งหมด การค้าแบบจีนทำให้สหรัฐตื่น และกลัวการเป็นเมืองขึ้นสินค้าจีน แต่พี่ไทยไม่ 🫠🤣😂 การค้าของจีนน่ากลัวสำหรับทุกชาติ ล่าสุดจีนรู้ว่าคนทั่วโลกเริ่มตื่นแนวคิดการค้าจีน สี จิ้นผิง ออกแถลงการในวันตรุษจีน 16.กุมภาพันธ์ 2026 ว่า เน้นการค้าแบบ ผลิต และใช้ภายในประเทศ คำนี้มีความหมายนะครับ หมายความว่าใช้ของจีน ต่อต้านสินค้าชาติอื่น ใช้เฉพาะของจีน (ส่วนรัฐบาลประเทศไหนโง่ เราก็เอาสินค้าเราไปขายที่ประเทศมัน มันจะตกเป็นเมืองขึ้นเรา การผลิตมันพัง ระบบเศรษฐกิจมันพึ่งพาเรา มันก็กลายเป็นเมืองขึ้นจีนในที่สุด) 4.การเมืองโลกอ่อนแอด้วยปัญหาคอรัปชั่น การเอารัดเอาเปรียบประชาชน จนช่องว่างคนรวยกับคนจนห่างกันลิบลับ ธุรกิจคนรวยไม่เจ้ง และเจ้งไม่ได้ หน่วยงานรัฐ หรือธนาคารจะอุ้ม หากเกิดกับธุรกิจรายย่อย จะขาดการช่วยเหลือ แถมยังถูกจองจำโอกาส บนคำว่า เครดิตบูโร ไม่ใช่คนจนไม่ขยัน ขยันกว่าคนรวยหลายล้านเท่า ลูกคนจนต้องเรียนเก่งๆ เพื่อเป็นทรัพยากรที่มีค่าให้ลูกคนรวยใช้งานในอนาคต คนจนต้องออกลูกเป็นแรงงาน เพื่อตอบแทนชาติให้เจริญ สิ่งเหล่านี้คนชนชั้นปกครองเรียกร้องจากคนจน คนจนขาดอะไรในเมื่อขยันมากกว่าเศรษฐี ทำงานหนัก และทำดีกว่าเศรษฐี ทำไมจน คำตอบคือขาดการเข้าถึงโครงสร้างที่จะทำให้รวย เช่น 4.1.การเข้าถึงอำนาจกฎหมาย หรือกฎระเบียบที่ให้สิทธิเท่าเทียมกัน เพราะความจริง กฎหมาย หรือกฎระเบียบไม่ได้ให้สิทธิเท่าเทียมกัน กฎหมาย หรือกฎระเบียบเหล่านี้มีไว้กำจัด จำกัด รวมทั้งให้สิทธิเฉพาะคนบางกลุ่ม ที่พูดไม่ใช่ส่วนการเมืองนะครับ หมายถึงส่วนการค้า การเงินทั้งหมด ไม่เท่าเทียมเลยละ 4.2.เข้าไม่ถึงเงินทุน คิดได้ แต่ขาดเงิน 4.3.เข้าไม่ถึงโอกาส เช่น รายย่อยจะไม่มีวันรู้อะไรที่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจพร้อมเศรษฐี หรือกลุ่มการเมือง 5.ความไม่มีอยู่จริงขององค์กรโลกพิทักษ์โลก เช่น สหประชาชาติ มีองค์แต่องค์กรนี้ไม่เคยทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าสหรัฐ หรือ ยุโรไม่เห็นด้วย เมื่อสหรัฐยกเลิกเงินทุนสนับสนุน สหประชาชาติก็กลายเป็นแค่องค์กรขอรับบริจาค และรับใช้ทุนนิยม (Globalist) เป็นหนึ่งในกระบวนการที่เรียกว่า Globalist System เรายิ่งเห็นว่าสหประชาชาติไม่ได้มีของดีอะไรเลย เมื่อทรัมป์ประกาศตั้งคณะกรรมการสันติภาพโลก ยิ่งจบบทบาทสหประชาชาติลดลง จริงอยู่ว่าแม้ว่าสหประชาชาติจะยังทำงาน คำถามคือแล้วไง บทบาทหน้าที่ และความสำเร็จสำหรับมนุษยชาติคืออะไร ? มีต่อ 2/2 👇
ไทย
2
221
281
19.3K
TJ Pun retweetledi
Fun Manager
Fun Manager@funxmanager·
ระเบียบโลก (เก่า)ได้ล่มสลายลงอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวานนี้ Ray Dalio ออกบทความเกี่ยวกับการล่มสบายของระเบียบโลกเก่า และ จุดเริ่มของ "ระยะที่ 6" แอดเห็นว่าน่าสนใจเลยหยิบมาลงแบบสั้นๆให้นะครับ ไปอ่านแบบเต็มๆมีรายละเอียดหลายอย่างครับ ======= จากงานประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) ผู้นำโลกหลายท่านยอมรับว่า "ระเบียบโลกหลังปี 1945 ได้ตายลงแล้ว" และโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย โดยมีประเด็นหลักจากผู้นำ 3 ท่าน - Friedrich Merz นายกฯ เยอรมนี ระบุว่าระเบียบโลกที่เคยเป็นมาหลายทศวรรษไม่มีอีกต่อไปแล้ว เรากำลังอยู่ในยุคของ "การเมืองมหาอำนาจ" (Great Power Politics) ที่เสรีภาพไม่ใช่ของตายอีกต่อไป - Emmanuel Macron ปธน. ฝรั่งเศส บอกว่า ยุโรปต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม เพราะโครงสร้างความมั่นคงเดิมสูญสิ้นไปแล้ว - Marco Rubio รมว. ต่างประเทศสหรัฐฯ เราอยู่ใน "ยุคภูมิรัฐศาสตร์ใหม่" เพราะโลกใบเดิมจบลงแล้ว ===== Stage 6 ของ Ray Dalio - เป็นช่วงเวลาของ "ความระส่ำระสายครั้งใหญ่" (Great Disorder) - กฎเกณฑ์สากลใช้ไม่ได้ผล ใครมีกำลังเหนือกว่าคือผู้กำหนดกฎ (Might is Right) - เป็นช่วงที่มีการปะทะกันของมหาอำนาจอย่างรุนแรง Ray Dalio อธิบายว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขับเคลื่อนด้วย Raw Power มากกว่ากฎหมาย เพราะโลกขาดระบบศาลและตำรวจสากลที่มีอำนาจเหนือกว่าประเทศมหาอำนาจ สงคราม 5 รูปแบบ (The 5 Types of War) >> ก่อนจะถึงสงครามที่ใช้กำลังอาวุธ มักจะเกิดสงครามในรูปแบบอื่นนำมาก่อน 1. สงครามการค้า/เศรษฐกิจ การตั้งกำแพงภาษี การจำกัดการนำเข้า-ส่งออก 2. สงครามเทคโนโลยี การแย่งชิงและปกป้องเทคโนโลยีที่เป็นความมั่นคงชาติ 3. สงครามภูมิรัฐศาสตร์ การแย่งชิงพื้นที่และพันธมิตรผ่านการเจรจาหรือกดดัน 4. สงครามทุน (Capital War) การคว่ำบาตรทางการเงิน การตัดขาดจากตลาดทุน 5. สงครามทางการทหาร การสู้รบด้วยอาวุธจริง ==== หลักการเกี่ยวกับอำนาจ - เงินคืออาวุธ ประเทศที่แข็งแกร่งต้องมีเงินทุนพอที่จะจ่ายทั้ง "ปืน" (กองทัพ) และ "เนย" (สวัสดิการประชาชน) หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะเกิดความอ่อนแอภายใน - จุดเสี่ยงที่สุด คือเมื่อมหาอำนาจเดิมเริ่มอ่อนแอ และมหาอำนาจใหม่ก้าวขึ้นมาจนมีกำลังใกล้เคียงกัน โดยมีความขัดแย้งที่ยอมความกันไม่ได้ (เช่น กรณีสหรัฐฯ-จีน เรื่องไต้หวัน) - คุกคาม vs เจรจา การชนะที่แท้จริงคือการได้สิ่งที่สำคัญที่สุดโดยไม่สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุด สงครามที่สูญเสียชีวิตและเงินทองมหาศาลมักเป็น "สงครามที่โง่เขลา" ซึ่งเกิดจากการประเมินพลาดหรืออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล --- บทเรียนจากกรณีศึกษา: สงครามโลกครั้งที่ 2 Ray Dalio ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ในทศวรรษ 1930 มีความคล้ายคลึงกับปัจจุบันอย่างน่าตกใจ - วิกฤตเศรษฐกิจนำไปสู่เผด็จการ หลังวิกฤตปี 1929 ประเทศต่างๆ หันไปหาผู้นำแนวประชานิยมและอำนาจนิยม เช่น ฮิตเลอร์ในเยอรมนี และกลุ่มทหารในญี่ปุ่น เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและสร้างความภูมิใจในชาติ - การปกป้องทางการค้า สหรัฐฯ ออกกฎหมายภาษี Smoot-Hawley เพื่อปกป้องงานในประเทศ แต่กลับทำให้เศรษฐกิจโลกพังทลายลงกว่าเดิม - การใช้เครื่องมือทางการเงินเป็นอาวุธ มีการอายัดทรัพย์สิน การตัดการเข้าถึงตลาดทุน และการปิดล้อมทางการค้า (Embargo) เช่น ที่สหรัฐฯ ทำกับญี่ปุ่นก่อนเกิดเหตุการณ์ Pearl Harbor ============ ข้อคิดสำคัญ >> สงครามมักไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และมักจะเลวร้ายกว่าที่จินตนาการเสมอ การเข้าใจวงจรเหล่านี้จึงจำเป็นเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดสงครามที่มีการสูญเสียชีวิต ดังนั้นบทเรียนจากสงครามโลกชี้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำผลักดันลัทธิอำนาจนิยมและการขยายอำนาจ ทางออกที่ดีที่สุดคือการใช้อำนาจอย่างมีสติ สร้างความร่วมมือแบบ win-win และหลีกเลี่ยงกับดักการยกระดับความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้โลกเข้าสู่สงครามใหญ่รอบใหม่อีกครั้ง ====== ท้ายบทความ Ray Dalio สรุปไว้ว่า ทุกมหาอำนาจล้วนมีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของตนเอง อันเกิดจากความพิเศษเฉพาะของสถานการณ์ รวมถึงลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมของพวกเขา (เช่น มีจริยธรรมในการทำงานที่เข้มแข็ง ความฉลาด วินัย การศึกษา เป็นต้น) แต่ในที่สุดทุกประเทศก็ต้องเสื่อมถอย บางประเทศเสื่อมถอยอย่างราบรื่นกว่าและกระทบน้อยกว่า แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเสื่อมถอยอย่างรุนแรงอาจนำไปสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งการต่อสู้แย่งชิงความมั่งคั่งและอำนาจสร้างต้นทุนมหาศาล ทั้งทางเศรษฐกิจและชีวิตมนุษย์ อย่างไรก็ตาม วัฏจักรนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในรูปแบบเลวร้ายเสมอไป หากประเทศในช่วงที่มั่งคั่งและทรงอำนาจสามารถรักษาความสามารถในการผลิต ใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ ทำให้ระบบเอื้อต่อประชาชนส่วนใหญ่ และหาทางสร้างและคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบได้ประโยชน์ร่วมกันกับคู่แข่งสำคัญได้ อาณาจักรและราชวงศ์จำนวนไม่น้อยสามารถยืนยาวได้หลายร้อยปี และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอายุ 245 ปี ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ ใครสนใจไปอ่านต่อได้ เดี๋ยวแปะลิ้งให้เหมือนเดิมครับ #FunManager
Ray Dalio@RayDalio

x.com/i/article/2022…

ไทย
0
542
599
64.5K