mgoy

302 posts

mgoy

mgoy

@mgoy9

Katılım Kasım 2021
39 Takip Edilen16 Takipçiler
mgoy
mgoy@mgoy9·
@meinbown ผมเพิ่งหายตอนปี 2018 เพราะเจอยาป้องกันที่ถูกกับร่างกายพอดี ลองหาหมอดูและลอง test ยาป้องกันหลาย ๆ ตัวดูครับ ถ้าเจอแล้ว ชีวิตเปลี่ยนเลย
ไทย
0
0
0
209
toro
toro@meinbown·
ไมเกรนมันเกิดขึ้นได้ยังไงอะ อวัยวะส่วนไหนมันทำงาน ขออนุญาตตัดทิ้งนะ
ไทย
37
9.6K
6.6K
1M
mgoy
mgoy@mgoy9·
@Dekchaikumkom คนที่เราแค่เห็นเขายิ้ม ก็ทำให้เรามีความสุขได้ ถือว่าเป็นข้อดีหรือเปล่าครับ
ไทย
0
0
0
45
mgoy
mgoy@mgoy9·
@kafaak ตั้งแต่มี ssd ผมคิดว่า ไม่ค่อยมีปัญหานี้แล้วครับ ถ้าเปิดทุกวันด้วย ก็ยิ่งเจอปัญหานี้น้อยลง เพราะตัว windows เอง มักจะชอบไปจัดการระบบเอง ยิ่งถ้านาน ๆ เปิดที มันก็จะไปทำเรื่องพวกนี้เยอะ ทำให้เครื่องอืดได้
ไทย
0
0
0
58
kafaak ®️ (นายกาฝาก) 
ความน่าเบื่อของ Windows คือ มันอืดมาก จัดการทรัพยากรได้แย่ และใช้ไปหลายๆ ปี อาการอืดคือชัดเจนมาก
ไทย
15
9
32
11.5K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@Thayee2506 เคยฟังฤาษีเขามีพูดถึงเรื่องพวกนี้ มีคนรวยถูกหวยเพราะมีญาณ ฤาษีคนนี้ก็ฝึกอยู่ ก็มีถูกบ้าง แต่บอกว่ายากกว่าที่คิด เพราะทำบ่อยไป บางทีเห็นเลขงวดที่ผ่านมาบ้าง เลขที่ไม่ใช่งวดล่าสุดบ้าง ยากกว่าที่คิด
ไทย
0
0
1
277
PONY
PONY@Thayee2506·
มีเคล็ดวิชาอะไรบ้างที่จะทำให้เรารู้อนาคตหุ้นได้แบบนี้บ้าง? คนที่ฝึกกรรมฐานจะทราบว่าการฝึกสมถะกรรมฐานจนได้ไปถึงฌาน 4 ที่เชื่อกันว่ามีเส้นทางไปได้ถึงได้อภิญญาบางอย่างเช่นทิพจักขุญาณได้ หรือแม้แต่ไปถึงอนาคตังสญาณที่รู้อนาคตได้
Mintttch🐣@Mintttch2

ถ้าคุณซื้อหุ้น SanDisk มูลค่า 10,000 บาทตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว วันนี้มันจะมีมูลค่าประมาณ 290,000 บาท . SanDisk (SNDK) แยกตัวออกมาจาก Western Digital - เมื่อปี 2024 และเข้าตลาดหุ้นที่ราคาต่ำสุดแค่ $27 - ในเดือนเมษายน 2025 ก่อนที่จะพุ่งขึ้นมาแตะเกือบ $965 - ในเดือนเมษายน 2026 คิดเป็นการขึ้นกว่า 2,700% ในเวลาหนึ่งปี . สาเหตุหลักมาจากความต้องการ NAND flash memory ที่พุ่งสูงขึ้นจากตลาด AI และ data center ราคา NAND ปรับตัวขึ้นหนักและ SanDisk อยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์โดยตรง จนนักวิเคราะห์บางรายตั้งเป้าราคาไว้สูงถึง $2,600 ต่อหุ้น . เดือนเมษายน 2026 SanDisk ถูกเพิ่มเข้า Nasdaq-100 แทนที่ Atlassian ซึ่งหมายความว่า fund ที่ track index นี้ทั่วโลกต้องซื้อหุ้น SanDisk เข้า portfolio โดยอัตโนมัติ ยิ่งดันราคาขึ้นไปอีก . Bank of America เพิ่ง raise เป้าราคาเป็น $1,080 โดยอ้างอิงถึง NAND supply ที่ตึงตัวและความต้องการจาก AI ที่ยังแข็งแกร่ง

ไทย
6
227
382
70.4K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@JRTDesk พูดจริงไปตรงไป บางทีเขารับกันไม่ได้ บางคนลึก ๆ ก็รู้ว่าต้องปรับตัว ต้องเรียนรู้เพิ่ม แต่ไม่อยากเปลี่ยน ไม่อยากลำบาก
ไทย
0
0
3
831
JRT
JRT@JRTDesk·
รู้สึกคนบางพวกแม่งประสาทแดก.. industry ผม การที่จะรับแต่พวกระดับ senior, experienced hires เป็นเรื่องปกติมาก และเป็น standard practice มาตั้งแต่ก่อนยุค AI จะบูมซะอีก โครงสร้างและวัฒนธรรมการจ้างงาน firms ส่วนมากคือ lean, flat organization, high-stakes environment, performance-driven 100% ไม่มี buffer สำหรับคนที่ยังต้อง ramp up นานๆ พวก true junior (fresh grad หรือ low-experience) แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสอบผ่าน Technical Test, Financial Modeling Test (3-statement, DCF, LBO, valuation models), Coding Test (LeetCode/HackerRank style หรือ proprietary brainteasers), Case Study, หรือ Probability/Puzzle Rounds Acceptance rate ของ top firms บางปีต่ำกว่า 1% จากผู้สมัครหมื่นๆ คน Junior ที่หลุดรอดมาได้จริงๆ ส่วนใหญ่ต้องเป็น top talent จาก target schools ระดับ elite พวก Wharton, Harvard, MIT, Stanford, Princeton.. บวกกับฝึก interview หนักมาก ฝึก modeling/coding/brain teasers ทั้งวันทั้งคืนเป็นเดือนๆ อย่าง Renaissance Technologies ก็จ้างแต่คนที่มี advanced research experience หรือ PhD โดยตรง math, physics, CS.. เน้นพวกที่สามารถทำงานกับ complex proprietary models และ trading strategies ได้ทันที ไม่มี junior track แบบดั้งเดิม D.E. Shaw & Co. ก็เน้นจ้าง experienced hires สำหรับ role ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะใน research/trading.. มีบาง program สำหรับ fresh talent แต่โดยรวมโครงสร้าง lean และต้องการคนที่มี skill สูงมากระดับหัวกะทิ ซึ่งก็ไม่ควรจะถูกเรียกว่า junior แต่แรก Two Sigma ก็เอาแต่คนที่มีประสบการณ์จริง Jane Street แม้จะมี internship แต่ full-time hiring ต้องการคนที่ proven แล้ว หรือมี skill ระดับสูงมากตั้งแต่แรก Voleon Group ก็เอาแต่พวกมี research experience หรือ PhD-level ทางผมจริงๆ คือเน้นที่ทำแบบทดสอบผ่าน และผ่านการสัมภาษณ์ ซึ่งผลออกมาคือคนที่ผ่านมีแต่พวกระดับ PhD ซะส่วนมากและมีประสบการณ์สูง ผ่านงานจากพวก firms ยักษ์ใหญ่มาแล้วทั้งนั้น ไม่เคยมีเด็กจบใหม่หรือพวกประสบการณ์ 2-5 ปีผ่านการทดสอบสักคน และพวกที่บอกว่าใจดำ.. ไม่เห็นค่ามนุษย์.. ไม่ให้โอกาส.. คือ ปัญญาอ่อนชิบหาย.. ทำไมต้องจ้างคนที่ ไม่ qualify กับ job requirements? เพื่อทำการกุศลเหรอ? เพื่อเป็นครูสอนหนังสือเหรอ? การรับแต่ senior/experienced hires มันคือ fiduciary duty และ risk management ในระดับสูง ใครอยากได้โอกาส? ไป build your own track record ด้วยตัวเองครับ อย่ามานั่งรอ offer letter แล้วยังกล้ามาพูดเรื่องมนุษยธรรมแบบ hypocrite ยิ่งเห่ายิ่งแสดงให้เห็นว่ายังไม่เข้าใจ scale, complexity และ downside risk ของงานนี้เลยสักนิด ไปฝึก modeling test, coding, probability puzzles ให้ผ่านก่อน แล้วค่อยมาพูดนะ ไอ้พวกที่ชีวิตยังต้องรอคนอื่นปั้น
14
81
202
23.4K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@0xJui10 ถ้า AI คือจักรยาน ใช่ ตอนนี้ล้อยังเบี้ยว เลี้ยวยังไม่ตรง ล้มก็ง่าย เราวิ่งหน่อยก็แซงมันได้ แต่เราก็รู้ ถ้ามันดีกว่านี้ วิ่งยังไงก็ตามไม่ทัน มาหัดขี่ตั้งแต่ตอนล้มยังไม่เจ็บดีกว่า
ไทย
1
0
3
762
Colby Daddy 🐶
Colby Daddy 🐶@0xJui10·
คนที่ใช้ Ai ทุกวัน มีอะไรอยากบอกคนที่ยังไม่ใช่ Ai บ้าง 👇🏻
Colby Daddy 🐶 tweet media
ไทย
30
12
64
18.2K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@JRTDesk ตอนอ่านโพสก็มีคิดว่าอย่ามองแบบมุมเดิม ๆ แต่จะไปบอกว่าจะเป็นแบบไหนก็นึกไม่ออก คุณโจมาเพิ่มมุมมองเห็นภาพชัดขึ้น มองในแง่ดี คนที่ยังเหลือยู่ได้ในบริษัท รายได้มากขึ้น งานมั่นคงขึ้น (หรือเปล่าหว่า)
ไทย
0
0
3
10K
JRT
JRT@JRTDesk·
ผมไม่จ้าง junior ตั้งแต่แรกเลย (ตั้งแต่ก่อนยุค AI) เพราะ setup, structure การทำงานมันไม่มีที่ให้ junior ยืนอยู่แต่แรก... ไม่มี training program ไม่มี rotation ไม่มีใครมีเวลาสอน.. คนที่เข้ามาต้องทำงานได้เลยวันแรก.. ไม่มีการอุ่นเครื่อง... งานกว้างมากแต่คนน้อย.. คนเดียวต้อง cover ทั้ง macro, credit, equity, ops, reporting บางทีคุยกับ lawyer ด้วย... junior จบใหม่จะมานั่งตรงไหนของ setup แบบนี้... พอไม่มี junior ก็ไม่มีใครเสียเวลา review งานคนอื่น.. ทุกคนคิดเองได้ ตัดสินใจเองได้... ไม่มีการส่งต่อข้อมูลผ่านหลายชั้นจนความหมายเพี้ยนที่ insight ดีๆ ถูก dilute ผ่านหลายชั้นก่อนถึง decision maker... และที่สำคัญ conversation มันไปได้เร็ว เพราะทุกคนในห้องอยู่ระดับเดียวกัน ไม่ต้องหยุดอธิบายพื้นฐาน ไม่ต้องรอใครตาม.. ownership ก็ชัด.. ทุกคนรับผิดชอบงานตัวเองเต็มๆ ไม่มีการโยนความผิดข้ามชั้น.. แล้วยังมีอีกเรื่อง.. senior ทำผิดได้ แต่รู้ว่าผิดตรงไหน.. junior ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่รู้อะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนทำผิดเลย.. ซึ่งเป็นจุดบอดที่อันตรายในงานสายนี้.. พอ AI เข้ามายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย... งานพื้นฐานที่ junior เคยทำมาตลอด AI ทำได้เช่นกัน.. data pulling, screening, summarizing, drafting, modeling.. เร็วกว่า ถูกกว่า ไม่มาสายด้วย.. ตำแหน่ง junior จะหายไปไม่ใช่เพราะ firm ใจร้าย.. แต่เพราะ output ที่ junior ทำได้ ไม่มีคนต้องการแล้ว... และถ้าไม่มี junior years แล้วใครจะได้เป็น senior? senior ไม่ได้เกิดมาเป็น senior... ต้องเคยทำผิดใน context จริงๆ ต้องเคยผิดพลาดสั่งสมประสบการณ์มาก่อน.. เส้นทางเดิมที่.. เรียนจบ.. junior.. senior.. มันกำลังหายไปแล้ว คนที่จะรอดคือคนที่ไม่รอไต่เต้าด้วยระบบเดิม.. แต่ build track record ด้วยตัวเอง ผ่าน independent research, personal fund, หรือ content ที่แสดงให้เห็น thinking จริงๆ... ใช้ AI compress สิ่งที่ปกติต้องใช้ 5 ปีให้เหลือ 2 ปี... entry point ไม่ได้หายไปไหน... แค่ย้ายออกนอก traditional system แล้ว... คนที่ยังนั่งรอ offer letter จาก firm ใหญ่ๆ อยู่.. ถึงเวลาคิดใหม่แล้ว..
นายอาร์ม 🙋@castby9arm

สิ่งที่จะสื่อคือ งาน entry level ที่เป็นงานลงมือทำจะตายหมด พวก senior ที่มีประสบการณ์ยังรอด พวกนี้เปลี่ยนจากคนทำเป็นคนออกแบบ/สั่งการ/ใช้ประสบการณ์ แต่จะอีกนานเท่าไร เริ่มไม่แน่ใจ เพราะคนที่ใช้จริงๆก็พูดแบบเดียวกันว่า เยกเข้ ใช่ รวมถึงงานโปรแกรมเมอร์ที่ผมทำอยู่ด้วย

ไทย
27
1.6K
1.4K
1.3M
mgoy
mgoy@mgoy9·
@BeNJ4cker_ เรียลดีชอบเรื่องแบบนี้ครับ ที่บ้าน support ดีครับ ประสบการณ์โชคโชน สำเร็จแล้วมาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ
ไทย
1
0
1
1.5K
benjacker
benjacker@BeNJ4cker_·
อายุ 29 กับชีวิตขึ้นๆลงๆ 😂 -อายุ 18 ดรอปเรียนจากโรงเรียนอันดับต้นๆของประเทศ เพราะเป็นโรคซึมเศร้า และติดเกมมาก ที่บ้านเลย เปิดร้านขายเกมให้ สุดท้ายกำไรแต่ตัวเลข แต่เงินสดไม่เหลือ ของค้างสต๊อกเยอะ สุดท้ายต้องลดราคา 70-80% เปิดได้ประมาน 4-5 ปี จบ ขาดทุนประมาน 3 ล้าน -ตอนเปิดร้านขายเกม ก็ไปสอบเทียบ GED แล้วเรียนมหาลัยไปหลายที่มาก สุดท้ายไปเรีนนที่ finn college ได้ diploma แล้วไปต่อตรีที่ university of northampton จบตอนประมาน อายุ 24 ช่วงโควิดพอดี แต่ไม่ได้ไปอังกฤษ เพราะติดโควิดพอดี ได้เรียนออนไลน์ -อายุ 25 ยังโควิดอยู่ แต่เริ่มเบาลงแล้ว เลยตัดสินใจไปต่อโทที่อังกฤษสาย com-sci ที่ university of northampton 1 ปี จบ ตอนอายุประมาน 26 จริงๆเขียนโปรแกรมตั้งแต่อายุ 18 รับฟรีแลนซ์บน fastwork บ้าง หาค่าขนม -อายุ 27 กลับมาจากอังกฤษ กลับมาทำฟรีแลนซ์ จริงจัง อยากรับงานเยอะๆบน fastwork แล้ว ทำเป็น software house สรุปตอนสุดท้าย ไม่เวิค ปิดงานยาก แต่ยังดีที่บ้านให้เงินเดือนทุกเดือนยุแล้ว ประมาน 50,000 บัตรเครดิตอีก 20,000 -อายุ 28 หาธุรกิจทำ เลยไปเปิดร้านขายยา เพราะคิดว่าเป็นธุรกิจที่ดี ทำ feasibility แล้วคิดว่าคุ้มสุดท้าย ขาดทุนเดือนละ 80,000-100,000 ตอนปิดขาดทุนไปประมาน 3m รวมเฟอร์นิเจอร์-ค่าก่อสร้าง ได้บทเรียนสำคัญ ไม่ควรเอาข้อมูลจาก youtube เพราะข้อมูลส่วนมากนั่งเทียน และคลาดเคลื่อนเยอะ ให้ถามคนที่เคยเปิดเลยดีกว่า ข้อมูลตรงกว่า -อายุ 29 กลับมาต่อยอดธุรกิจที่บ้าน ทำแพล้นปูน รายได้ค่อนข้างดี 3 ปีคืนทุน ลงทุนไปเกือบ 30m ไม่รวมที่ดิน อาจจะโชคดีมีฐานลูกค้าจากที่บ้านอยู่แล้วเลยขายง่าย ที่บ้านเปิดร้านวัสดุก่อสร้างมา 30 ปีแล้ว ตอนนี้เปิดได้ประมาน 6 เดือน รู้สึกไม่ใช่ทาง อยากทำ statup ความฝันแต่เด็ก มี mark zuckerburg เป็นไอดอลตอนเด็กๆ😂 แล้วเทรด perp บน avantis เยอะมาก เลยมาทำ purplex เหมือน avantis เด๊ะ 55+ กำลังหาทางไปเมกาอยู่ รู้สึกโอกาสมากกว่า บทเรียนจากการทำธุรกิจ -อย่าเชื่อข้อมูลจาก youtube เยอะ ถามคนเคยทำจริงดีกว่าข้อมูลตรงกว่า ใครอยากเปิดแพล้นปูนรับ consult นะครับ 😂 -ทำธุรกิจ sun rise not sunset -ทำธุรกิจในอุตสาหกรรม macro economic (เหมือนที่คุณท๊อปบอก) -ต่อยอดธุรกิจที่บ้านง่ายกว่าเริ่มใหม่
ไทย
24
344
677
91K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@Angsumarin พูดไปก็เท่านั้นครับ เคยฟังมาเยอะก็ไม่เคยเห็นคุณค่า วันที่เขาจากไปตลอดกาลถึงเข้าใจ ว่างๆ ก็ได้แต่ดูรูป ฟังเสียงเขาที่เหลืออยู่แค่คลิปเดียว
ไทย
0
0
0
52
White Angelina
White Angelina@Angsumarin·
คนที่เคยสูญเสียคนรัก คนในครอบครัว จากไปแบบไม่มีวันกลับ อยากบอกอะไรคนที่ยังมีพวกเขาอยู่ในชีวิตมั้ย
ไทย
175
2.7K
3.4K
1.6M
mgoy retweetledi
Khristos
Khristos@_molla_khristos·
Bu adam bu işi çok profesyonel yapıyor. Mükemmel bir içerik üreticisi. 👏👏
Türkçe
334
737
14K
4.1M
mgoy
mgoy@mgoy9·
@kafaak btc เส้นทางมันไม่ มูล ก็ moon เผื่อใจไว้กับสินทรัพย์อื่นบ้างก็ดีครับ
ไทย
0
0
0
506
kafaak ®️ (นายกาฝาก) 
คุณคิดว่าจะสามารถเกษียณสุขได้ด้วยการสะสม $BTC เพียงอย่างเดียว ได้ไหม?
ไทย
14
3
32
48.2K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@sleeplesspom เคยคุยกับคนจีนเรื่องนี้ สรุปสั้นๆ คือเขารู้ว่าประเทศมีข้อเสียอะไรบ้าง แต่ถ้าชีวิตยัง “กินอิ่ม นอนหลับ ป่วยหาหมอได้” ปัจจัย 4 ครบ เขาก็แฮปปี้และไม่คิดจะต่อต้านอะไร
ไทย
1
922
1.2K
100.5K
จอห์น ล็อค
จอห์น ล็อค@sleeplesspom·
เราคิดมาตลอดว่าคนจีนน่าจะมุด VPN กันเยอะแน่ เพราะโดนปิดกั้นข่าวสาร สรุปถามคนจีนมา เขาบอกคนมุด VPN จริงๆ น้อยมาก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องรู้ข่าวสารต่างประเทศ youtube จีนเองก็มี คอนเทนท์มหาศาล ซีรีส์นอนตั้ง โต่วอิน ไม่ต้องหาช่องทางด่ารัฐเพราะรัฐสร้างโครงสร้างที่ดีให้แล้ว ช็อกไปเลย
ไทย
60
13.1K
8.7K
1.4M
mgoy
mgoy@mgoy9·
@TifFaNy_9member ถ้าเป็นคนวงการอื่นนี่ยังพอทำความเข้าใจได้ นี่คนสร้างสรรผลงานเหมือนกัน น่าจะรู้ว่ากว่าจะคิดและทำอะไรได้แต่ละอย่าง มันต้องทุ่มเทให้มันมากน้อยแค่ไหน มันควรจะช่วยเหลือสนับสนุนกันให้มากกว่านี้
ไทย
0
5
17
5.3K
🎀🐰🌹🐻🐸🐶🐈‍⬛🐬
ใครไม่รู้ว่า #แบนหงสาวดี มายังไงเชิญตรงนี้ได้ค่ะ ง่ายคือทีมทำบทหงสาวดีไปเอาอินสไปเรชั่น (อินสไปมั้งเนอะ) มาจากอโยธยาเอยาวดี - มัดคือการมัดมือชกต้นฉบับ เพราะเค้าปฎิเสธที่จะให้ทำไปแล้วตั้งแต่แรก - แถมบอกว่ามีการชงชิปรวมถึงแฟนอาร์ตและแฟนฟิคที่ค่อนข้างจะล่อแหลมเกินไป กลัวคนดูจะรู้ว่ามันเป็นYก็เลยบิดเรื่อง - ตั้งเงื่อนไขไม่ให้นักวาดมาเกี่ยวข้อง - พอได้เรื่องนี้มาโดยไม่ยุติธรรมแล้วก็เขี่ยนักวาดทิ้งไป ไม่ให้เค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งๆที่เอาเรื่องเค้ามา 100% (เค้าบอกอินสไปเรชั่นเนอะ) แต่แค่บิดให้ไปทางประวัติศาสตร์และไม่ให้ชงจิ้น - ก่อนหน้านั้นจะเห็นนักเขียนออกมาพยายามโน้มน้าวว่าไม่ให้ชงจิ้น นั่นแหละเกาะกระแสสาววาย เขี่ยนักวาดทิ้ง - ไม่อยากทำYแต่ก็มาซื้อเรื่องที่เป็นY
บันทึกที่เปิดเผยแห่งอโยธยา@livingincnx

สวัสดีค่ะ เรามีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งอยากนำมาแบ่งปันเป็นข้อคิดเล็กๆ สำหรับผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานและมี IP เป็นของตัวเองค่ะ เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งอาจมีรายละเอียดบางส่วนเป็นความเข้าใจในมุมของผู้เล่าเพียงฝ่ายเดียวค่ะ มีนักวาดคนหนึ่งได้พัฒนาการ์ตูนเรื่องหนึ่งขึ้นมา และผลงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ชมในวงกว้าง มีการพูดถึงและส่งต่อกันในสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ต่อมา มีผู้เขียนบทคนหนึ่งแสดงความสนใจในผลงานดังกล่าว จึงติดต่อให้นักวาดเข้าไปพบเพื่อเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ และได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนำการ์ตูนไปพัฒนาเป็นสื่อในรูปแบบอื่นโดยขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้มีการคอลแลปใดๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  แต่ว่าภายหลังจากการเจรจารอบแรกสิ้นสุด  ผู้ติดต่อได้นัดพบและขอยกเลิกการเจรจาโดยแจ้งว่าสาเหตุมาจากในแท็กเรื่องของนักวาดนั้น มีการชงชิปรวมถึงแฟนอาร์ตและแฟนฟิคที่ค่อนข้างจะล่อแหลมเกินไป จึงไม่ต้องการให้มีการกล่าวโยงมาถึงชื่อเรื่องหรือชื่อนักวาด จากนั้นจึงได้มีการเสนอทางเลือกให้พิจารณา 2 แนวทาง ได้แก่ 1.นักวาดเซ็นสัญญาด้วยข้อตกลงเดิมโดยได้รับค่าตอบแทนตามที่มีการเสนอให้ แต่จะไม่มีการกล่าวเชื่อมโยงใด ๆ ถึงชื่อเรื่องและชื่อนักวาด 2.ยุติการเจรจาทั้งหมด โดยทางนั้นได้เสริมว่า มีความประสงค์ที่จะทำเรื่องนี้แต่แรกอยู่แล้ว และจะทำต่อโดยจะไม่หยิบเอาเอเลเมนต์ที่นักวาดสร้างขึ้นมาในเรื่องไปใช้ ในกรณีนี้ นักวาดได้ตัดสินใจเลือกยุติการเจรจา และไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการใด ๆ ต่อจากนั้น ต่อมามีตัวแทนแจ้งว่าจะชดเชยค่าเดินทางให้กับนักวาดและส่งเอกสารสำหรับกรอกข้อมูลมาให้ ทว่าเมื่อมีการโอนและได้ตรวจสอบข้อมูลทางเอกสารในภายหลัง กลับพบว่ารายการดังกล่าวถูกระบุจากค่าเดินทางเป็นค่าที่ปรึกษา จึงทำให้ผู้เล่าเกิดความสับสนและเกิดข้อสงสัย เนื่องจากวัตถุประสงค์ของค่าเดินทางกับค่าที่ปรึกษานั้นแตกต่างกัน เรื่องราวที่ออกมาเล่านี้ส่วนหนึ่งเพราะต้องการปกป้องและเยียวยาความรู้สึกของแฟนคลับที่ได้รับผลกระทบจากความเข้าใจผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้เป็นกรณีศึกษาถึงความสำคัญในการตรวจสอบรายละเอียด เงื่อนไขและเอกสารเชิงพาณิชย์ต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน  ทั้งนี้เรายังคงสนับสนุนและอยากให้ทุกคนเปิดใจให้กับผลงานที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วด้วยความทุ่มเทของทุก ๆ ฝ่ายที่ไม่ทราบเรื่องราวใด ๆ ก่อนหน้าเช่นเดิมค่ะ ขอบคุณค่ะ

ไทย
40
34.5K
19.7K
2.3M
mgoy
mgoy@mgoy9·
@MrMessenger นักลงทุนเริ่มจับทางทรัมป์ได้แล้ว ส่วน Claude Mythos เท่าที่ไปหาข้อมูลมา ก็อาจจะไม่ได้ level up ขนาดนััน แต่น่าจะทำเพื่อ IPO ที่จะเกิดในปีนี้
ไทย
0
0
1
135
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
เมื่อคืนดัชนี S&P 500 ปิดบวก 1% ส่งผลให้สามารถลบล้างผลขาดทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเป็นที่เรียบร้อย ที่น่าสนใจเพิ้มเติมก็คือ หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่โดนเทขายอย่างหนักก่อนหน้านี้จากความกังวลเรื่องภัยคุกคามของ Claude Mythos AI ได้กลับมาพุ่งทะยาน โดยกองทุน ETF กลุ่มซอฟต์แวร์ บวกขึ้นถึง 5.4% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายวันที่ดีที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปีทีเดียว เหตุผลที่พอจะอธิบายได้ก็คือ นักลงทันหันกลับมาโฟกัสที่ "ฤดูประกาศผลประกอบการ" โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ครับ ส่วนเรื่องความตึงเครียดตะวันออกกลาง แม้ทรัมป์จะประกาศเริ่มการ "ปิดล้อม" (Blockade) แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ชี้แจงว่า เป็นการบล็อกเฉพาะเรือที่เข้า-ออกจาก "ท่าเรือของอิหร่าน" เท่านั้น เรือพาณิชย์อื่นๆ ยังสามารถสัญจรได้ แถมทรัมป์เปิดเผยว่ามีเรือถึง 34 ลำแล่นผ่านช่องแคบได้สำเร็จในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการปิดช่องแคบเลยทีเดียว และจากความชัดเจนที่ว่านี่ไม่ใช่การปิดช่องแคบ 100% ทำให้ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงมาอยู่ต่ำกว่า $100 ต่อบาร์เรล (Brent อยู่ที่ $98.26 และ WTI อยู่ที่ $97.94) นักลงทุนตีความว่า คำขู่ของทรัมป์ว่าเป็นเพียง "กลยุทธ์ในการต่อรอง" (Negotiating gambit) เท่านั้น Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
2
70
102
7K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@JRTDesk คุณโจช่วงนี้พลังเยอะ บทความดี ๆ ทั้งนั้น หวังว่าจะมาอ่านอีกรอบ เพื่อมาใช้กับ bracket ท้าย ๆ
ไทย
0
0
1
2.3K
JRT
JRT@JRTDesk·
ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 facebook.com/funxmanager/po…
JRT tweet media
ไทย
27
2K
3K
605.7K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@hbker07 เห็นด้วยเลยครับ 1175 โทรมาหลัง ๆ แทบไม่เคยเจอคนแล้ว ขายของท่าเดียว คอลเซ็นเตอร์ที่ว่าจะถูกแทนที่ ไม่น่าจะจริง
ไทย
0
5
5
1.5K
ลอปอ.
ลอปอ.@hbker07·
งานอื่นไม่รู้ แต่นี่ว่างานตอบแชท/คอลเซ็นเตอร์ เอไอทำไม่ได้ ทำได้ไม่ดี ไม่มีทางดี คือคนที่ทักแชทหรือโทรหาคอลเซ็นเตอร์คือคนที่มีปัญหาอะไรสักอย่าง และต้องการคุยกับมนุษย์ที่ช่วยเขาได้ การเอาเอไอมาตอบแทนคือปวดหัว+อารมณ์เสีย+เสียเวลา+ทำให้เกลียดแบรนด์ไปเลย จบ
khajochi@khajochi

:: AI ทำงานแทน 30 คน :: ได้คุยกับพี่เจ้าของบริษัทท่านหนึ่ง ทำธุรกิจผลิตและขายสินค้า มีพนักงาน ~100 คน เค้าเล่าให้ผมฟังว่า รู้สึกเศร้ามาก ที่รู้ว่า AI ทำงานแทนพนักงานที่ตัวเองมีอยู่ได้เกือบ 30 คน ผมฟังแล้วตกใจ บอกขนาดนั้นเลยเหรอ ตำแหน่งงานอะไรบ้าง ? เขานั่งนับนิ้วให้ฟังเลย - บัญชี - การตลาด - แอดมิน - ตอบแชทลูกค้า - คอนเทนต์ โซเชียล - งานวางแผนในแทบทุกแผนก - Level Junior ในทุกตำแหน่ง ผมถามไม่มีบัญชีแล้วพี่จะอยู่ยังไง ? เขาบอกอย่าเข้าใจผิด คือ AI มาช่วยทำงาน ทำให้ลดคนลงได้ ไม่ใช่ยุบทั้งแผนก เช่นบัญชี ลดจาก 5 เหลือ 3 คนได้ ว่าแล้วพี่แกก็เปิดหน้าจอ MacBook ที่มีทั้ง Claude AI และ ChatGPT อีกหลายโปรเจ็คข้างใน กดให้ดูว่าพวกงานวิเคราะห์ตัวเลข ตอนนี้ไม่ต้องใช้คนก็ได้ หรืออย่างถ่ายภาพสินค้ากับนายแบบนางแบบ ตอนนี้คือเอา AI เจนหมดเลย ขายดีด้วย (โชว์หน้าจอ Gemini + Nano Banana Pro + Kling) . แต่ความลำบากใจ คือพี่แกรู้ว่าการเอาคนออก 30 คน บริษัทจะมีตังค์ขึ้นมาทันทีเกือบ 10 ล้านบาท (เงินเดือน + สวัสดิการณ์) เงินที่ได้จากการลดคน ทำให้คนที่เหลือได้โบนัสเพิ่ม อัพเกรดคอมให้ทุกคนได้ ทำออฟฟิศใหม่ได้ ถึงขั้นพาไป Outing ญี่ปุ่นยังมีตังค์เหลือ แต่ก็ผูกพันธ์กับพนักงานทุกคนมาก ไม่อยากให้ Culture ที่สร้างมาต้องหายไป ตอนนี้ก็เลยใช้วิธีถ้ามีใครลาออกจะไม่รับเพิ่ม แต่ก็ไม่รู้ทำไมปีนี้ไม่มีใครยอมลาออกกันเลย (ฮา) . แล้วทำไมพี่ไม่เอาพนักงานไปอบรม AI กันล่ะ ? แกบอกทำแล้ว ก็เพราะเทรน AI นี่แหล่ะ เลยทำให้รู้ว่ามีคนที่เกินความจำเป็น งานเดียวกันจะให้ 3 คนมานั่ง Prompt เหมือนกัน ก็ไม่ใช่ สุดท้ายผมถามว่าแล้วพี่เอาไงต่อ แกบอกว่ารอดูช่วงกลางปี แต่แนวโน้มคือยังไงก็จะไม่กลับไปมีพนักงานหลักร้อยอีกแล้ว ฟังแล้วขนลุก แต่ความจริงโลกธุรกิจยุค AI เริ่มเข้ามาแล้วสินะ

ไทย
13
3.8K
1.1K
138.7K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@JRTDesk เขียนออกมาได้ยังไง สุดเลย
ไทย
0
0
0
2K
JRT
JRT@JRTDesk·
เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนเก่งในชีวิตการทำงานจริงๆ นะครับ น้องๆ เด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบเข้าสู่สังคมการทำงานอย่าหลงตัวติดกับดัก Prestige Trap ระบบการศึกษาออกแบบมาเพื่อวัด academic performance ในสภาพแวดล้อมที่ controlled มากๆ... - จำและสอบผ่าน.. - ทำตามเกณฑ์การให้คะแนนที่กำหนด - compete แบบ individual ส่งงานตรงเวลา deadline ชัดเจน.. - ตอบถูก.. - etc., เวลาทำงานจริงๆ.. - แก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัว.. - สร้าง framework ขึ้นมาเอง.. - บริหารจัดการความไม่แน่นอนโดยไม่มีกรอบเวลาชัดเจน - collaborate และ navigate politics ภายในองค์กร.. - ถามคำถามที่ถูก.. . . ที่เคยเจอมาหลายๆ กรณีด้วยตัวเอง (ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ได้ยินคนอื่นๆ จากบริษัทอื่นๆ เล่าให้ฟังเช่นกัน).. ้เด็ก 4.0 ที่เข้าสู่สังคมการทำงาน (not all) บางทียังคงติดกับดัก optimization trap อยู่.. คือเล่นเกมที่เก่งในระบบที่มีกติกาตายตัว.. รู้ว่าอาจารย์ชอบอะไร.. exam pattern เป็นยังไง.. ต้องเขียน essay แบบไหนถึงได้ A.. แต่ในองค์กร... ถึงจะมี KPI อยู่ แต่ก็ไม่มีสูตรสำเร็จให้ทำตามแบบชัดเจน.. KPI บอกแค่ว่าต้องไปถึงไหน แต่ไม่มีใครมานั่งบอกว่าต้องเดินยังไง.. ต้อง prioritize อะไรก่อน หรือต้องทำอะไรกันแน่ถึงจะผ่าน งานจริงคือการหาทางไปให้ถึง goal ที่บางทียังมองไม่เห็นชัดด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นทักษะคนละชุดกับการเดินตามแผนที่ที่มีอยู่แล้ว ต่อให้ได้ B+ แต่ถ้าชอบ experiment, ลองผิดลองถูก, รู้จักล้มเลิกสิ่งที่ไม่ work... มักจะ navigate การทำงานในองค์กรได้ดี . . และงานจริงมี human complexity สูงมาก.. เช่นการ negotiate กับเพื่อนร่วมงานที่ไม่เห็นด้วยกับเรา.. การ managing up ดูแลความสัมพันธ์กับ boss.. การ read the room ในห้องประชุม.. การรับ feedback โดยไม่ defensive.. การแจ้งข่าวร้ายให้ลูกค้าโดยไม่เสียความสัมพันธ์.. EQ พวกนี้ไม่มีในหลักสูตร และ GPA ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับ EQ เลย.. ด็กที่ขึ้น dean's list ตลอด 4 ปีอาจไม่เคยเจอ conflict จริงๆ ในชีวิตเลยก็ได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหนังสือ . . ยังมีเรื่อง Risk Tolerance กับการรับมือกับความล้มเหลวอีก.. เด็กเกียรตินิยมบางทีกลัวความล้มเหลวสุดๆ เพราะทั้งชีวิตถูก define ด้วย academic success.. พอเจองานแล้วต้อง take risks.. propose ideas ที่อาจโดน reject.. หรือล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ... จนเกร็งไปหมดเหมือนเป็นอัมพาตไปเลย ในขณะที่คนที่เคยล้มเหลวในมหาลัย หรือมี non-linear path จะ chill กับความไม่แน่นอนกว่า.. เพราะเคยแพ้แล้วลุกขึ้นมาได้ . . ความต่างอีกอย่างคือมหาลัยวัด comprehension เป็นหลัก.. แต่ทำงานต้องการ execution ซึ่งต่างกันมาก รู้ว่า project management framework คืออะไร ≠ ส่ง project ตรงเวลาจริงๆ ได้ เข้าใจ financial model ≠ เอา model นั้นไป pitch นักลงทุนแล้วปิด deal ได้ อ่าน case study เรื่อง leadership ≠ เป็น leader จริงๆ ที่คนอยากตาม Gap ระหว่าง knowing กับ doing คือจุดที่เด็กเกียรตินิยมหลายคนสะดุดอยู่... . . ไหนจะเรื่องเวลาอีก.. มหาลัยให้เวลาเป็น semester ในการเรียนเรื่องนึง แต่งานจริงบางทีให้เวลา 3 วันในการเข้าใจ industry ใหม่ทั้งหมดและ present ให้ C-suite ฟัง.. ความสามารถในการเรียนรู้เร็วภายใต้แรงกดดัน.. ในสถานการณ์ที่วุ่นวายไม่มีระเบียบ.. โดยไม่มีอาจารย์มาชี้นำ เป็นทักษะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และบางทีเด็กที่ต้องทำงาน part-time ตลอด 4 ปีเพื่อหาเงินเรียนเองจนไม่ได้ 4.0 (not all.. เพราะบางคนก็ทำงานไปด้วยและยังได้ 4.0 ก็มี) มีทักษะพวกนี้มากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือทั้งวัน... . . และเรื่อง Prestige Trap ที่ผมเกริ่นในตอนแรก.. หลายคนที่ได้จบจากทั้งมหาลัยระดับ Top U และยังได้เกียรตินิยม บางทีมี identity ที่ผูกพันกับชื่อเสียงมหาลัยมากเกินไป.. - จนรู้สึก entitled รู้สึกว่าตัวเองสมควรได้ดีโดยอัตโนมัติทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย - ไม่อยากที่จะทำงานให้คนที่「ด้อยกว่า」ทางการศึกษา - อาจ dismiss ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ของคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ - บางคนคิดเยอะไป และ over-engineer ทุกอย่างเพราะถูก trained ให้คิดแบบ academic คนที่ไม่มี pedigree มักจะขวนขวายกว่า.. ปรับตัวยืดหยุ่นในองค์กรกว่า.. และ savvy ด้านการเมืองในองค์กรกว่า . . ⚠️แต่เกียรตินิยมจากมหาลัยดังๆ ก็มีคุณค่าเช่นกันครับ.. - Baseline discipline อย่างน้อยก็มี signal ทำให้เรารู้ว่าคนนี้ทุ่มเทในตอนเรียน.. - Ceiling ของความสามารถทางวิชาการ มีประโยชน์ใน technical roles - Network มหาลัยดังให้ alumni network ที่มีมูลค่าจริงๆ อยู่.. - ช่วยผ่าน HR screening ในบริษัทใหญ่ แต่มันก็คือ entry ticket ขั้นแรก.. ไม่ใช่ guarantee ความสำเร็จ... สรุป.. เกียรตินิยมบอกว่าคนๆ นึง เล่นเกมระบบการศึกษาได้เก่ง.. งานจริงต้องการคนที่เล่นเกมที่ไม่มีกติกาชัดเจน, เปลี่ยนได้ตลอด, และมี human stakes สูง ได้เก่ง.. สองเกมนี้มี overlap บ้าง แต่ไม่ได้ overlap กันมาก.. เพราะฉะนั้นภูมิใจกับเกียรตินิยมได้ครับ แต่ก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่าเล่นเกมที่สองเป็นหรือยัง? มันไม่เหมือนกับตอนเรียนครับ อย่าสำคัญผิดไป จากที่ผ่านมา.. คนที่ทำงานได้จริงในมุมมองผมไม่ได้พิสูจน์ตัวเองด้วย GPA.. แต่พิสูจน์ด้วยสิ่งที่ทำตอนที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัวให้เลือก เคยมี quant ที่ืทำ model แล้ว overfit อย่างหนักช่วง out-of-sample.. drawdown ออกมาเกิน threshold ที่คุยกันไว้.. แทนที่จะรอให้ผมเห็นตัวเลขเอง เค้าก็โทรมาก่อนเลยเพื่ออธิบาย signal ที่พัง.. walk through ให้ดูว่า regime เปลี่ยนตรงไหน.. และมาพร้อม fallback position ที่ปรับ parameter ใหม่แล้ว.. ไม่รอให้ถูกถาม ไม่โยนให้ market conditions.. ซึ่ง GPA ของเค้าผมไม่เคยรู้เลย.. และก็ไม่ได้สำคัญ.. เพราะสิ่งที่ทำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเคยได้ 4.0 หรือเปล่า.. แต่ขึ้นอยู่กับว่าเค้าปฎิบัติตัวในการทำงานยังไง และที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าเด็กเกียรตินิยมทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นะครับ.. หลายคนทำได้ดีมาก.. แต่ถ้าทำได้ มันก็ไม่ได้มาจากเกียรตินิยม.. มันมาจากสิ่งที่สะสมมาจากนอกห้องเรียน.. จากการเคยล้มเหลว เคยรับผิดชอบอะไรบางอย่างที่ไม่มีในตำรา เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร.. ระบบการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสอนสิ่งเหล่านี้.. GPA ก็ไม่ได้วัดมัน
ฮ.นกฮูก(สีส้ม)@skongki2000

ผมจะหาเงินให้ได้29,000บ.

ไทย
38
3.8K
3.7K
900.4K
mgoy
mgoy@mgoy9·
@Nimpks คุยกันน้อง delivery 7-11 ได้เที่ยวละ 15 บาท น้องบอกวันหยุดที่ผ่านมาได้วันละ 200 เที่ยว แต่งานเหนื่อย ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง วิ่งให้ 3 สาขา ไม่แน่ใจมีเงินเดือนให้ต่างหาก และ tip เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยหรือเปล่า
ไทย
0
0
0
1K
Nimnimeiei
Nimnimeiei@Nimpks·
พี่ที่บริษัทเล่าให้ฟังว่า ป้าที่ขายข้าวเหนียวหมูปิ้งไม้ละ 5 บาท หน้าปากซอยที่เรากินประจำ แกหยุดไปหลายวันคือไปทำเรื่องโอนบ้านใหม่ย่านพัฒนาการ บ้านหลังละหลายล้าน ได้ยินตัวเลขคืออึ้งมากไม่คิดว่าขายหมูปิ้งรายได้จะดีขนาดนี้ อีกอาชีพคือพ่อค้าขายผลไม้รถเข็น แกเคยเล่าว่าขายผลไม้ได้กำไรประมาณวันละ 3,000 - 4,000 บาท ไม่รู้ว่าจริงมั้ยนะ มันยังมีอาชีพอะไรที่ไม่คิดว่าทำแล้วรวย แต่รวยมากอีกมั้ยอ่ะ อยากรู้🧐
ไทย
158
8.7K
6.4K
5.6M
mgoy
mgoy@mgoy9·
@aicullethe มนุษย์ยังไงก็อยู่ใน loop ไม่ว่าจะเป็น dev ก็ตาม และผมไม่คิดว่า judgement ที่ว่า AI จะทำไม่ได้ เพียงแต่สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องเป็นคน sign off
ไทย
0
0
0
584
𝖆𝖌𝖎𝖗𝖑𝖜𝖎𝖙𝖍𝖓𝖔𝖘𝖍𝖆𝖒𝖊
@mgoy9 accounting standard ไม่เคยหยุดนิ่งนะคะ ใช่อยู่ที่มันเป็นมาตรฐาน ในเรื่องที่พื้นฐานมากๆอาจจะconfigไว้ หรือembedลงไปในโค้ดได้ แต่หลายอย่างยังเปิดให้เป็นmanagement judgementและต้องอาศัยคนที่เป็นprofessionalมาทำ ต่อให้ใช้ระบบทำก็ยังต้องตรวจสอบผลอีกทีค่ะ
ไทย
1
16
19
3.7K
𝖆𝖌𝖎𝖗𝖑𝖜𝖎𝖙𝖍𝖓𝖔𝖘𝖍𝖆𝖒𝖊
ตำแหน่งอื่นไม่รู้นะ แต่บัญชีเนี่ยให้ระวังให้ดี คิดดีๆ มันมีทั้งเรื่องมาตรฐานการบัญชี ภาษีอากร ข้อกฎหมายทางธุรกิจ transfer pricing เงี้ย แล้วแต่ละประเทศ regulateไม่เหมือนกันอีก 1 ใน Big4 ที่ออสฯ ยังโดนปรับไป $440K เพราะเรื่องใช้AIมาเขียนรีพอร์ทแล้วมันดันhallucinateอะ
khajochi@khajochi

:: AI ทำงานแทน 30 คน :: ได้คุยกับพี่เจ้าของบริษัทท่านหนึ่ง ทำธุรกิจผลิตและขายสินค้า มีพนักงาน ~100 คน เค้าเล่าให้ผมฟังว่า รู้สึกเศร้ามาก ที่รู้ว่า AI ทำงานแทนพนักงานที่ตัวเองมีอยู่ได้เกือบ 30 คน ผมฟังแล้วตกใจ บอกขนาดนั้นเลยเหรอ ตำแหน่งงานอะไรบ้าง ? เขานั่งนับนิ้วให้ฟังเลย - บัญชี - การตลาด - แอดมิน - ตอบแชทลูกค้า - คอนเทนต์ โซเชียล - งานวางแผนในแทบทุกแผนก - Level Junior ในทุกตำแหน่ง ผมถามไม่มีบัญชีแล้วพี่จะอยู่ยังไง ? เขาบอกอย่าเข้าใจผิด คือ AI มาช่วยทำงาน ทำให้ลดคนลงได้ ไม่ใช่ยุบทั้งแผนก เช่นบัญชี ลดจาก 5 เหลือ 3 คนได้ ว่าแล้วพี่แกก็เปิดหน้าจอ MacBook ที่มีทั้ง Claude AI และ ChatGPT อีกหลายโปรเจ็คข้างใน กดให้ดูว่าพวกงานวิเคราะห์ตัวเลข ตอนนี้ไม่ต้องใช้คนก็ได้ หรืออย่างถ่ายภาพสินค้ากับนายแบบนางแบบ ตอนนี้คือเอา AI เจนหมดเลย ขายดีด้วย (โชว์หน้าจอ Gemini + Nano Banana Pro + Kling) . แต่ความลำบากใจ คือพี่แกรู้ว่าการเอาคนออก 30 คน บริษัทจะมีตังค์ขึ้นมาทันทีเกือบ 10 ล้านบาท (เงินเดือน + สวัสดิการณ์) เงินที่ได้จากการลดคน ทำให้คนที่เหลือได้โบนัสเพิ่ม อัพเกรดคอมให้ทุกคนได้ ทำออฟฟิศใหม่ได้ ถึงขั้นพาไป Outing ญี่ปุ่นยังมีตังค์เหลือ แต่ก็ผูกพันธ์กับพนักงานทุกคนมาก ไม่อยากให้ Culture ที่สร้างมาต้องหายไป ตอนนี้ก็เลยใช้วิธีถ้ามีใครลาออกจะไม่รับเพิ่ม แต่ก็ไม่รู้ทำไมปีนี้ไม่มีใครยอมลาออกกันเลย (ฮา) . แล้วทำไมพี่ไม่เอาพนักงานไปอบรม AI กันล่ะ ? แกบอกทำแล้ว ก็เพราะเทรน AI นี่แหล่ะ เลยทำให้รู้ว่ามีคนที่เกินความจำเป็น งานเดียวกันจะให้ 3 คนมานั่ง Prompt เหมือนกัน ก็ไม่ใช่ สุดท้ายผมถามว่าแล้วพี่เอาไงต่อ แกบอกว่ารอดูช่วงกลางปี แต่แนวโน้มคือยังไงก็จะไม่กลับไปมีพนักงานหลักร้อยอีกแล้ว ฟังแล้วขนลุก แต่ความจริงโลกธุรกิจยุค AI เริ่มเข้ามาแล้วสินะ

ไทย
7
3.7K
1.4K
247.9K