
บิล เกตส์พูดว่า อีกสิบปีข้างหน้า อาชีพหมอและครูอาจถูก AI แทนที่ไปมาก เหลือเพียงไม่กี่อาชีพที่ยังสำคัญจริง ๆ เช่น โปรแกรมเมอร์และสถาปนิก AI ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และนักชีววิทยาหรือนักสำรวจแห่งชีวิต แต่ส่วนตัวผมคิดว่า “แพทย์” น่าจะยังไปต่อได้ เพียงแต่ต้องปรับตัว เพราะในยุคนี้คนไข้เองก็ educated มากขึ้นแล้ว เวลาผมไปหาหมอ ผมใช้เวลาคุยเป็นชั่วโมง หรือแม้แต่เวลาไปซื้อยาที่ร้านขายยา ผมก็ใช้เวลาคุยกับเภสัชเป็นชั่วโมงเหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่ AI ทำได้ดีกว่าคน คือมันไม่ตัดสินก่อนว่าคนถาม “รู้” หรือ “ไม่รู้” ผมเพิ่งเจอกับตัวเอง เวลาถามเภสัชว่า ยาตัวนี้มีส่วนผสมอะไร ต่างจากอีกตัวอย่างไร เช่น Tramadol, Ultracet, Celebrex หรือ Tylenol แต่กลับได้รับคำตอบประมาณว่า “บอกไปก็ไม่เข้าใจหรอก เอายาแก้ปวดไปก็พอ” ทั้งที่ในความเป็นจริง คนที่เดินเข้าร้านขายยา มีตั้งแต่วินมอเตอร์ไซค์จนถึงคนจบปริญญาเอก หน้าที่ของเภสัชกรไม่ใช่แค่ “ขายยา” แต่คือการให้ความรู้เรื่องยาแก่คนไข้ด้วย ถ้ายังคิดว่าคนไข้ไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียด และไม่ต้องอธิบายอะไรลึก ๆ เพราะ “พูดไปก็ไม่เข้าใจ” สุดท้าย AI จะเข้ามาแทนที่ได้ง่ายมาก เพราะ AI อธิบายได้ละเอียด อดทน และไม่รำคาญคนถาม ท้ายที่สุด ผมโทรไปต่อว่ากับทางออฟฟิศ ผู้จัดการก็โทรกลับมาขอโทษ และมีการคาดโทษเภสัชกรเรียบร้อยแล้ว เพราะจริง ๆ แล้วปัญหาไม่ใช่เรื่องยา แต่คือ “ทัศนคติ” ซึ่งผมก็ได้ว่าเภสัชไปแล้วว่าถ้าคุณคิดว่าคนอื่นโง่คุณนั่นแหละที่โง่เพราะโลกนี้ไม่มีใครโง่






















